วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

กิริยาส่อสกุล

ผู้บัญชาการทหารบกของประเทศที่ทรงอิทธิพลทางการทหารมากที่สุดในโลก กลับให้สัมภาษณ์นักข่าวด้วยท่าทีที่สุภาพ  ดังจะเห็นได้จากคำพูดที่เขาใช้ว่า “Yes, M’am.” (แปลได้ประมาณว่า เชิญครับ) ถึงสองครั้งสองครา เมื่ออนุญาตให้นักข่าวสตรีเริ่มยิงคำถาม และการตอบคำถามก็เต็มไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ทว่าปราศจากความกระโชกโฮกฮาก ...แต่พลเอกประยุทธ์ ไม่ใช่แบบนั้น
โดย จุฑาพร โฉมงาม
17 มีนาคม 2555

เมื่อเร็ว ๆ นี้ดิฉันได้ชมคลิปวิดิโอของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา (คลิปข้างล่างค่ะ) ผู้บัญชาการทหารบก แห่งกองทัพไทย ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเรื่องการปรองดอง อย่างไม่เชื่อสายตาและหูตัวเอง 

ในคลิปนั้น ตามความเห็นของดิฉัน พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงกิริยาท่าทีที่น่าละอายยิ่ง โดยการใช้ทั้งคำพูด น้ำเสียง และการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง สำคัญตนราวกับว่าเป็นเจ้าขุนมูลนายบุญหนักศักดิ์ใหญ่มาจากไหนในยุคไซเบอร์สมัยปี 2555 นี้ (อย่างที่บางเว็ปไซต์ได้ใช้คำว่า “ปรี๊ดแตก”[1])


ดิฉันใคร่ขอยกตัวอย่างถอดบางข้อความในบทสัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์มาให้อ่านกันนะคะ

“ใครจะปรองดองกับใคร” “อะไรน๊ะ” “มันถามกลับไปกลับมาอยู่นั่นแหละวะ”
“ก็ทุกคนต้องยอมรับอ้ะ” “ถ้าไม่ได้ก็ฆ่ากันให้หมดทั้งประเทศ เอาอ๊ะเปล่า” “ทำไมน๊ะ”
“เขาแก้ด้วยอะไร เขาแก้ด้วยปากเอ๋อ” “พูดกี่ครั้ง กี่ร้อยเท่าแล้วก็ไม่รู้”
“ไม่มีอำนาจ ทำไม่ได้ ถ้าทำก็คือต้องใช้อำนาจพิเศษ
“เหมือนใต้เนี่ย ... ขอให้ปลอดภัย ... ก็สวดมนต์เอาแล้วกัน”

นอกจากนี้ ทั้งน้ำเสียงและกิริยาท่าทางที่ไม่ได้แสดงออกเป็นคำพูด (nonverbal expression) อย่างเช่น การกรอกลูกตา การทำตาประหลับประเหลือก การชี้ไม้ชี้มือ การพูดจีบปากจีบคอ การหัวเราะในทางเย้ยหยัน และการแสดงทีท่ารวมไปถึงอารมณ์ที่ฉุนเฉียว แสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดจากการถูกสัมภาษณ์

ดิฉันเห็นว่า จากคำพูด ทีท่าอวดเบ่ง การใช้น้ำเสียงขู่กระโชกโฮกฮากอย่างไร้มารยาทและไร้ยางอาย ในลักษณะที่พล.อ.ประยุทธ์แสดงออกนั้นเป็นการขาดความเป็นมืออาชีพ (professionalism) และภาวะการเป็นผู้นำในโลกสากลสมัยใหม่อย่างยิ่ง

ดิฉันยอมรับว่าตกใจกับกิริยาท่าทางและคำพูดในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ของพล.อ.ประยุทธ์มาก และได้สร้างความประหลาดใจให้กับดิฉัน เนื่องจากดิฉันเคยได้ยินว่าสื่อมวลชนเคยขนานนามพล.อ.ประยุทธ์ว่า “ตู่นะจ๊ะ” เพราะว่าเวลาให้สัมภาษณ์นักข่าวจะมีบุคลิกอ่อนนุ่มและติดคำลงท้ายว่า “นะจ๊ะ”[2] แต่วันนี้กาลกลับกลายเปลี่ยนไป 

สำหรับบางคนที่อาจจะเคยชินกับสิ่งเหล่านี้ในประเทศไทย ในสังคมไทย อาจจะไม่มีความรู้สึกแบบดิฉัน ทว่าดิฉันเป็นคนที่สมองอยู่ไม่สุขค่ะ ชอบคิดมาก ดิฉันจึงมีคำถามขึ้นมาอีกว่า นี่น่ะหรือคะ เกียรติยศและเกียรติภูมิของผู้บัญชาการทหารบกของไทยในวันนี้ นี่น่ะหรือวุฒิภาวะ ระดับปัญญา ความสามารถของผู้นำทางทหารคนหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งในความเป็นจริง ประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นประเทศมหาอำนาจ ไม่ได้มีภาพลักษณ์ของความน่าเกรงขามในสายตาของชาวโลก หากว่าผู้บัญชาการทหารบกของประเทศนี้ดูเหมือนจะมีอำนาจบาตรใหญ่ ใหญ่คับฟ้า แสดงกิริยาเยี่ยงนี้ได้อย่างไม่อับอายใคร

นอกจากนี้ยังเป็นความเห็นส่วนตัวของดิฉันที่ว่า เวลาที่พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ เขาตอบคำถามนักข่าวโดยไม่มีการสบสายตา ไม่หลบหลุบสายตานักข่าว ก็มองไปอีกทาง เสมือนว่าไม่มีความจริงใจในการตอบคำถามเหล่านั้น

ดิฉันอดสงสัยไม่ได้ สงสัยว่าลักษณะผู้นำแบบนี้ วุฒิภาวะในการตอบคำถามและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแบบนี้เป็นที่ยอมรับกัน เป็นเรื่องธรรมดาในสากลโลกในศตวรรษที่ 21 หรืออย่างไร

สงสัยมากจนดิฉันต้องไปขุดคุ้ยเปรียบเทียบการให้สัมภาษณ์ของผู้นำทางทหารของประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ของโลก อย่างเช่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ว่าผู้นำทางทหารเหล่านี้จะมีท่าทีอากรัปกิริยาและการใช้ถ้อยคำรวมถึงน้ำเสียงในลักษณะอย่างที่พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงออกมาหรือไม่เวลาให้สัมภาษณ์หรือสนทนากับสื่อมวลชน ลองติดตามชมจากคลิปข้างล่างนี้ดูค่ะ


สองคลิปข้างต้นนี้เป็นการให้สัมภาษณ์นักข่าวของ พล.อ.เรย์มอนด์ โอดิเอร์โน Chief of Staff of the US Army ซึ่งก็น่าจะถือได้ว่าเป็นตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก แห่งกองทัพบกของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะคลิปหลังนี่เป็นการให้สัมภาษณ์ล่าสุดแก่กลุ่มนักข่าวท้องถิ่นในมลรัฐเคนตักกี้ถึงกรณีซ้อมรบเพื่อเตรียมพลส่งไปยังประเทศอัฟกานิสถานครั้งใหม่ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง

ส่วนคลิปอีกสองคลิปข้างล่างนี่ เป็นคลิปการสัมภาษณ์ของ พล.อ.นิค พาร์คเกอร์ Commander of the Land Forces of the British Army ซึ่งก็น่าจะถือได้ว่าเป็นตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก แห่งกองทัพบกของสหราชอาณาจักร

ดิฉันชมคลิปเหล่าแล้วก็เห็นได้ว่าท่าทางอากรัปกิริยาของพล.อ.ประยุทธ์นั้นเห็นทีจะไม่ใช่ท่าทีกิริยาของผู้นำทางทหารในประเทศสหรัฐ ฯ หรือสหราชอาณาจักรแล้วล่ะค่ะ (ดีไม่ดีอาจจะรวมไปถึงประเทศทั้งหลายในโลกสากลที่เขาพัฒนาและเจริญแล้ว)

เพราะอย่างพล.อ.โอดิเอร์โน ผู้บัญชาการทหารบกของประเทศที่ทรงอิทธิพลทางการทหารมากที่สุดในโลก กลับให้สัมภาษณ์นักข่าวด้วยท่าทีที่สุภาพ และให้เกียรติเพื่อนประชาชนด้วยกันที่ประกอบวิชาชีพอื่น ดังจะเห็นได้จากคำพูดที่เขาใช้ว่า “Yes, M’am.” (แปลได้ประมาณว่า เชิญครับ) ถึงสองครั้งสองครา เมื่ออนุญาตให้นักข่าวสตรีเริ่มยิงคำถาม และการตอบคำถามก็เต็มไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ทว่าปราศจากความกระโชกโฮกฮาก

หรือกรณีผู้บัญชาการทหารบกของสหราชอาณาจักร ก็จะเห็นได้ว่าวาจาคำพูด และกิริยาท่าทีของพล.อ.พาร์คเกอร์ก็ไม่ได้เป็นอย่างพล.อ.ประยุทธ์ที่ดูเหมือนจะดุและขู่นักข่าวอยู่ตลอดในบทสัมภาษณ์ข้างต้นแต่อย่างใด

ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการแสดงข้อคิดเห็นอันเนื่องมาจากการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกิริยามารยาทและการแสดงออกของสมาชิกในสังคมต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสื่อให้เห็นถึงสำนึกเกี่ยวกับและการให้ความสำคัญกับระดับชน ซึ่งอาจจะอนุมานต่อไปได้ว่าสังคมไหนก้าวหน้า ก้าวไกล และ “เจริญ” กว่ากัน

  1. ชาวไทยมีสำนึกในเรื่องของระดับชนชั้นที่ฝังรากลึกและมีการแสดงออกด้วยกิริยาท่าทางอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือถ้าเป็นการแสดงออกและปฏิบัติต่อ “ชนระดับสูง หรือ ผู้ใหญ่” ให้แสดงออกด้วยท่าทีท่ี่อ่อนน้อมและนอบน้อมไว้ก่อน เช่นการแสดงออกของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ในการรอรับเสด็จ ฯ เจ้าชายแอนดรูว์แห่งสหราชอาณาจักร ทว่าหากเป็นการแสดงออกและปฏิบัติต่อ “ชนชั้นระดับต่ำกว่า หรือ ผู้น้อย” จะแสดงออกด้วยกิริยาและวาจาที่ไร้มารยาทประกอบกับการใช้คำพูดข่มขู่อย่างไรก็ได้ เช่นการแสดงออกของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกไทย ในการให้สัมภาษณ์นักข่าวถึงการปรองดอง
  2. ชาวต่างชาติมีสำนึกในเรื่องของระดับชนชั้นน้อยกว่ามาก และมีการแสดงออกและปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ในระดับที่เสมอภาคกัน อย่างเช่นกิริยาของคุณมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐ ฯ ในการเข้าเฝ้าและการเฝ้ารอรับเสด็จ ฯ สมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบทที่สองพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักร และกิริยาท่าทางและคำพูดของทั้งพล.อ.โอดิเอร์โน ผู้บัญชาการทหารบกของสหรัฐ ฯ และพล.อ.พาร์คเกอร์ ผู้บัญชาการทหารบกของสหราชอาณาจักร ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ที่บ่งบอกให้เห็นถึงการให้เกียรติแก่คนอื่น (ซึ่งในสายตาของสังคมไทยอาจจะเห็นสื่อเป็นผู้น้อยเมื่อเทียบกับระดับนายพล) 

หมายเหตุ 

  1. เป็นที่แน่นอนว่า ในด้านเนื้อหาของการสัมภาษณ์ผู้บัญชาการทหารบกของกองทัพทั้งสามประเทศในคลิปนั้น ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ทว่าในแง่ของประเด็นการสัมภาษณ์นับว่าคล้ายคลึงกันและน่าจะเปรียบเทียบกันได้ เพราะเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันและเป็นประเด็นที่จะก่อให้เกิดการถกเถียงกันได้มากพอสมควร
  2. และเป็นที่แน่นอนอีกกันว่าทั้งสังคมไทยและสังคมต่างชาติย่อมมีข้อยกเว้น ดิฉันไม่สามารถและไม่มีความตั้งใจที่จะเหมารวมไปหมดว่าทุกคนในสังคมไทยเป็นอย่างพล.อ.ประยุทธ์ หรือทุกคนในสังคมอเมริกันเป็นอย่างพล.อ.โอดิเอร์โน แต่สิ่งที่ดิฉันทำคือการแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานข้อสังเกตและประสบการณ์เท่าที่มีอยู่ในสังคมต่าง ๆ โดยพิจารณาจากบุคคลสาธารณะ

อ้างอิง

YouTube - Videos from this email


                     ที่มาข่าว http://thaienews.blogspot.com/2012/03/blog-post_17.html



....................................................................................................

New York's new dealer if I do not eat pork. I would like to be a pig's body .. you trade creatures were slaughtered to death. The life
that you do not eat meat. You will be involved in the sin involved in the cause of death.


ต้านปรองดอง




สมิงสามผลัด จากคอลัมน์ชกไม่มีมุม

พอเข้าใจได้ว่าทำไมพรรคประ ชาธิปัตย์ถึงออกมาขัดขวางแนวคิดปรองดองของพรรคเพื่อไทย

ก็เพราะเหตุผลง่ายๆ คือ ก้าวไม่พ้น "ทักษิณ" เสียที

สรุปไว้ล่วงหน้าแล้วว่ามีจุดมุ่งหมายแค่นิรโทษกรรมเพื่อให้ "ทักษิณ" ได้กลับเมืองไทย

ก็เป็นสิทธิที่พรรคประชาธิปัตย์จะคิดอย่างนั้น

คงคาดเดาจากท่าทีของคนเพื่อไทยบางคนที่ปลุกกระแสพา "ทักษิณ" กลับบ้าน

แม้ว่านายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะออกมาปรามผ่านสื่อว่า "ยังไม่กลับหรอกค่ะ" แล้วก็ตาม

พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังยืนกราน คัดค้านหัวชนฝาอยู่ต่อไป

แต่ที่ไม่เข้าใจอย่างยิ่งก็คือการที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร

เพราะเป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดความปรองดองได้ชัดเจนที่สุด

อีกทั้งกมธ.ปรองดองที่ว่านี้ ก็ไม่ได้หมกเม็ดร่างกฎหมายปรองดองกันเอง

แต่ให้ "คนกลาง" และ "ภาคประชาชน" เข้ามาทำการวิจัยและศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์

โดยยึด 4 ความเห็นคือ 1.ความเห็นของภาคประชาชน 2.ผลการวิจัยสถาบันพระปกเกล้า 3.ความเห็นของกรรมาธิการ และ 4.แนวทางการแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ฉะนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะเหมารวมว่ากมธ.ปรองดองทำเพื่อ "ทักษิณ" ไม่ได้

อีกทั้งกระบวนการต่างๆ ยังต้องผ่านสภาอีกหลายขั้นตอน

มีการกลั่นกรองอีกหลายชั้น

ที่สำคัญเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย

จึงไม่เข้าใจว่าทำไมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ถึงต่อต้านผลวิจัยของ "คนกลาง" อย่างสถาบันพระปกเกล้า

และขัดขวางความเห็นของภาคประชาชน

พฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อข้อหาขัดขวางการปรองดอง

แกนนำของพรรคต้องไตร่ตรองและทบทวนเรื่องนี้อย่างรอบคอบ

ไม่เช่นนั้นอาจโดนวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าไม่อยากให้บ้านเมืองกลับสู่สภาวะปกติ

เพราะในอดีตมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่ามีบางพรรค การเมืองฉวยโอกาสวิกฤตความขัดแย้งในสังคม

แล้วใช้ "วิธีพิเศษ" เข้ามากุมอำนาจบ้านเมือง



วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์

ตอบคนทั่วโลก




วงค์ ตาวัน


ตอนที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ไปเยือนญี่ปุ่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ เพื่อฟื้นความมั่นใจในการลงทุนธุรกิจโรงงานในไทยต่อไป

สุดท้ายลงเอยด้วยดี มีท่าทีมั่นใจล้นหลาม

ทำนองไม่ถอน แถมจะเพิ่มการลงทุนเสียอีก

นอกจากตัวตนของนายกฯ เอง นอกจากแผนการป้องกันมหาอุทกภัย อันสร้างความมั่นใจได้แล้ว

ความชัดเจนของคดี ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ต้องมีส่วนอย่างมาก

เพราะก่อนนายกฯ ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปนั้น พนักงานสอบสวนตำรวจไทย ได้สรุปสำนวนเสร็จสิ้น

โดยมีพยานหลักฐานชี้ได้ชัดว่า ตายเพราะการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

ความชัดเจนยังรวมไปถึงการเยียวยา 7.75 ล้านบาท

รวมทั้งสารแสดงความเสียใจเป็นทางการของ นายกฯ ไทยไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย

ความรับผิดชอบของรัฐบาลไทยในเรื่องนี้สำคัญที่สุด อยู่ในสายตาของคนทั่วโลก!!

เพราะฮิโรยูกิเป็นช่างภาพสำนักงานข่าวระดับโลก เป็นคนญี่ปุ่นในสังกัดรอยเตอร์

มาตายขณะทำหน้าที่รายงานข่าวการชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้มีการยุบสภาในประเทศไทย!?

แล้วสื่อมวลชนที่มีกล้องถ่ายวิดีโอตัวโต มีเสื้อบอกสัญลักษณ์นักข่าวชัดเจน กลับถูกยิงตาย

ตายขณะที่รัฐบาล ด้วยคำสั่งของศอฉ.ให้ส่งทหารพร้อมอาวุธจริง รถหุ้มเกราะ ปืนกล เข้าไปประจัญบานกับผู้ชุมนุมประท้วงเรียกร้องการยุบสภาได้

แค่นี้คนทั่วโลกก็ช็อกอยู่แล้ว นักข่าวระดับโลกมาตายด้วยกระสุนปืนอีก ป่าเถื่อนจริงๆ ประเทศนี้

จาก 10 เมษายน 2553 ผ่านมาถึง 2 ปีจึงมีบทสรุปคดีให้กับชาวญี่ปุ่นและคนทั่วโลกได้

สมัยรัฐบาลที่แล้ว โทษแต่ชุดดำ ทั้งที่ยังมีอำนาจเต็ม เหตุใดจึงหาพยานหลักฐานมาดำเนินคดีกับชุดดำไม่ได้เลย

ทำไมไม่มีพยานหลักฐานชี้ว่าผู้ก่อการร้ายฆ่าม็อบ มีแต่วาทะ มีแต่คำพูดเผาบ้านเผาเมือง!?!

จนเปลี่ยนรัฐบาล จึงสรุปสำนวนที่มีพยานหลักฐานตามกระบวนการยุติธรรม ในขณะนี้ 16 ศพแล้วที่ตายด้วยกระสุนเจ้าหน้าที่ ภายใต้คำสั่งศอฉ.

คดีฮิโรยูกิสรุปเสร็จ ส่งอัยการ และศาลนัดไต่สวนในวันที่ 21 พฤษภาคม

ภรรยาผู้ตายจะบินจากญี่ปุ่นมาฟังการไต่สวนด้วยตัวเอง

ใครเชื่อ-ไม่เชื่อ ต้องเปิดหูเปิดตาฟังข้อเท็จจริงในชั้นศาล!!



วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์
 

ดาวเมือง: อดเผื่อมันจะอายยอมให้ประกันเหยื่อ112ขยายวง



เมื่อ หญิงสูงวัย 2 คนกำลังจะทรมานตนเองเพื่อคนที่เธอรัก(สามี-ลูก)เพื่อสิทธิในการประกันตัวนัก โทษการเมืองทั้งหมด มันต้องมีสิ่งไม่ปรกติเกิดขึ้นแน่ๆ



เกรียนหมายเลข 3 ป่วนทุบรถวอยซ์ทีวี-ศาลลงโทษซ้ำรอยแฝด

 
รณี ′แฝดเกรียน′ นายสุพจน์-นายสุพัฒน์ ศิลารัตน์ จำเลยคดีชกหน้านายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ในลานจอดรถมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังไม่จบลงสนิทดีนัก

 ก็มาเกิดเรื่องการใช้ความรุนแรงซ้ำขึ้นอีก เมื่อนายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข อดีตการ์ดพันธมิตรฯ ใช้ท่อนเหล็กทุบกระจกรถสำนักข่าววอยซ์ทีวี เพราะไม่พอใจที่เกี่ยวพันกับนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

 เรื่องของเรื่องเพียงเพราะไม่พอใจที่สำนักข่าววอยซ์ทีวี เกี่ยวพันกับพ.ต.ท.ทักษิณ!??

 ทั้งๆ ที่ ไม่เคยรู้จักหรือมีเรื่องมีเรื่องโกรธแค้นกันมาก่อน

 แต่นายกวีไกร สามารถลงมือก่อเหตุอย่างชนิดไร้เหตุผล

 จนถูกเรียกว่า ′เกรียน 3′

 เพราะมีพฤติกรรมและแนวคิดความรุนแรงไม่ต่างจาก ′แฝดเกรียน′ นั่นเอง!??


*เกรียนหมายเลข 3-อาละวาด

 เรื่องราวของ เกรียนหมายเลข 3ž เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา

 แต่การชุมนุมกลายเป็นเรื่องรอง เมื่อเกิดเหตุคนร้ายใช้ท่อนเหล็กทุบกระจกรถสำนักข่าววอยซ์ทีวี แตกเสียหาย

 คนร้ายก็ไม่รอดเนื่องจากคนขับรถวอยซ์ทีวี นั่งอยู่ในรถพอดี จึงติดเครื่องและเร่งไล่ตามก่อนพุ่งชนจนรถล้ม

 ตำรวจที่ดูแลอยู่บริเวณนั้นเข้าล็อกตัวไว้ได้ พร้อมของกลางแท่งเหล็กและรถจักรยานยนต์ที่เป็นพาหนะ

 พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รองผบช.น. ซึ่งรับผิดชอบเรื่องความสงบเรียบร้อยระหว่างการชุมนุม ร่วมสอบปากคำ

 คนร้ายคือ นายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข อายุ 31 ปี ที่เดินทางมาร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ นั่นเอง

 "นายกวีไกรให้การว่าไม่พอใจวอยซ์ทีวี เพราะรู้มาว่าเป็นสถานีโทรทัศน์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาจึงใช้เหล็กที่นำติดมา ทุบกระจกรถของวอยซ์ทีวี ทำโดยไม่ได้รับจ้างใครมา เหล็กที่ใช้ตีเป็นเหล็กชนิดที่เอาไว้ค้ำกระโปรงรถ" พล.ต.ต.วิชัย เล่าถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง

 อย่างไรก็ตามจากรูปร่างหน้าตา และพฤติกรรมรุนแรงเช่นนี้ ทำให้ตำรวจสงสัยว่าอาจจะไม่ใช่เพิ่งมาก่อเหตุครั้งแรก
 กอปรกับพล.ต.ต.วิชัย คุ้นๆ หน้านายกวีไกร จึงสั่งให้เช็กประวัติ

 ตามคาดหมอนี่ไม่ธรรมดา เพราะติดคุกมาตั้งแต่วัยรุ่น และพัวพันกับเหตุความรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อคราวม็อบพันธมิตรฯก่อหวอด จนมีปัญหากับกลุ่มนปช. หรือเสื้อแดง

 โดยเคยก่อเหตุทำร้ายด้วยการจิกผมนางมินตรา โสรส สาวเสื้อแดง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มนปช.ชุมนุมเคลื่อนไหวใหญ่ครั้งแรก ท้องที่สน.ดินแดง

 ภาพเหตุการณ์สื่อมวลชนนำไปเผยแพร่ทั้งทางสิ่งพิมพ์และสื่อทีวี

 แต่นายกวีไกรไม่เคยถูกดำเนินคดี

 เมื่อมาก่อเหตุครั้งนี้ตำรวจจึงจัดการทบต้นทบดอก 2 คดีซ้อน


*แฉเพื่อนคู่แฝด-พธม.เมิน

 ตำรวจเช็กประวัตินายกวีไกรแบบเจาะลึกมากขึ้น พบว่าเมื่อปี 2545 ขณะอายุเพียง 21 ปี เคยถูกจำคุกนาน 3 เดือน ข้อหาทำร้ายร่างกาย

 นอกจากนี้ในเฟซบุ๊กนายกวีไกร พบว่ามีเพื่อนชื่อ สุพจน์ ศิลารัตน์ž แฝดเกรียนคนพี่ จำเลยคดีทำร้ายร่างกายนายวรเจตน์ รวมอยู่ในกลุ่มเพื่อนทั้งหมด 55 คน

 ส่วน "ข้อมูลเบื้องต้น" นายกวีไกร เผยแพร่ในเฟซบุ๊กอ้างว่า

 "ไม่สังคม ไม่กินเหล้า ไม่กินเบียร์ ชอบอยู่แต่บ้าน เป็นคนพูดไม่เก่ง เป็นคนพูดตรงๆ จะหยาบคายเฉพาะกับพวกควายแดง เป็นคนนิ่งๆ ไม่หยิ่ง เข้าได้กับคนทุกระดับ"

 เมื่อดูที่หน้าโพสต์ข้อความส่วนใหญ่เป็นเรื่องด่ารัฐบาล และพ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งคนเสื้อแดง

 พล.ต.ต.วิชัยระบุว่าผู้ต้องหารายนี้มีอาการฝังหัว คือ ไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ หรืออะไรที่เกี่ยวกับทักษิณ จึงทำให้โกรธอย่างที่ได้เห็นว่าเคยไปกระชากหัวคนเสื้อแดง ระหว่างที่สอบปากคำก็พูดจาไม่รู้เรื่อง รวมทั้งพบว่าพฤติกรรมเวลาโกรธอย่างทะเลาะกับคนขายของ วันต่อมาก็ไปดักตีเขาทันที ซึ่งเป็นถือว่าพวกชอบใช้ความรุนแรง

 จากข้อมูลพบว่านายกวีไกร เคยเป็นการ์ดเสื้อเหลืองด้วย

 อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุขึ้นฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาปฏิเสธอ้างว่านายกวีไกร ออกจากกลุ่มไปนานแล้ว

 ทั้งกล่าวหาว่าเป็นพวกเหลืองเทียม หรือพวกแดงที่แฝงตัวเข้ามาก่อเหตุเพื่อป้ายความผิด!??

 โดยนายทวีไกรหลังถูกจับปรากฏว่าต้องนอนในห้องขัง เนื่องจากไม่มีใครมาเยี่ยมหรือยื่นประกันตัว


*ศาลตัดสินกักขัง 15 วัน

 กระทั่งวันที่ 12 มีนาคม ตำรวจสรุปสำนวนส่งอัยการสั่งฟ้องต่อศาลแขวงปทุมวัน ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำเลยรับสารภาพ อ้างว่าทำไปเพราะความสะใจ

 ศาลจึงมีคำตัดสินว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง พิพากษาจำคุก 2 เดือน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี และให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน

 แม้จะรอดตะรางมาได้ในคดีแรก แต่นายกวีไกรยังไม่ทันลงจากศาล ตำรวจสน.ดินแดง ก็มาแจ้งอายัดตัวในคดีทำร้ายร่างกายสาวเสื้อแดงเมื่อปี 2552

 โดยเจ้าทุกข์พร้อมทนายความรวบรวมเอกสารมายื่นสำทับอีกด้วย

 "วันนี้ที่ต้องมาด้วยตัวเอง เพราะทราบข่าวและเห็นใบหน้าคนร้ายทางสื่อมวลชน จึงรวบรวมเอกสารหลักฐาน และติดต่อทนายความเพื่อดำเนินการเรื่องขออายัดตัวนายกวีไกรไปดำเนินคดี" นางมินตรากล่าว

 เจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาไปส่งฟ้องศาลแขวงดุสิต จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุก 1 เดือน โดยไม่รอลงอาญา แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการกักขัง 15 วัน

 หลังสิ้นคำพิพากษาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นำตัวนายกวีไกรไปกักขังไว้ที่สถานกักขังกลาง (คลองหก) จ.ปทุมธานี
 แม้ยังไม่ต้องเข้าคุกแต่น่าจะทำให้เข็ดหลาบในระดับหนึ่ง


*ตร.ฟันเพิ่ม′แฝดเกรียน′

 ในส่วนของเกรียนรุ่นพี่คือฝาแฝดสุพจน์-สุพัฒน์ ที่มีชนักติดหลัง ศาลลงโทษจำคุกคนละ 3 เดือนไม่รออาญา และบวกโทษนายสุพจน์จากคดีเก่าคืออาวุธปืนผิดมือที่ศาลรอลงอาญาไว้ก่อนหน้านี้ รวมต้องโทษจำคุก 10 เดือน

 ทั้งคู่อยู่ระหว่างประกันตั้งสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

 แต่คู่แฝดยังไม่หมดปัญหาแค่นั้น เพราะมีคดีปลอมแปลงเอกสารยื่นขอครอบครองอาวุธปืนรวม 3 กระบอก ที่อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี รอท่าอยู่ด้วย!??

 โดยนายสุพจน์-สุพัฒน์ นำบัตรประจำตัวอาสาทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 26 จ.บุรีรัมย์ ออกให้เมื่อปี 2551 และหมดอายุปี 2553 ไปขอครอบครองปืน

 แต่หลังเกิดคดีชกนายวรเจตน์ ตำรวจตรวจสอบกรณีนี้ กระทั่งพ.อ.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ ผบ.หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 26 ต้นสังกัดที่คู่แฝดอ้าง ระบุว่าทั้งคู่ไม่เคยเป็นอาสาทหารพราน

 ขณะที่บัตรประจำตัวปลอมระบุว่าออกโดย ′พ.อ.ศิริชัย สร้อยแสน′ นายทหารพระธรรมนูญนั้น ต่อมาพ.อ.ศิริชัยออกมายืนยันว่าเห็นบัตรประจำตัวดังกล่าวแล้ว ไม่ใช่ลายมือชื่อของตน และไม่เคยรู้จักทั้ง 2 คนมาก่อน

 ฝ่ายทหารระบุว่าให้ตำรวจแจ้งข้อหาปลอมแปลงเอกสารได้ทันที

 ขณะที่ตำรวจรวมรวบหลักฐานยื่นต่อศาลเพื่อให้ถอนใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน


*สยบ′เกรียน′ก่อนป่วนหนัก

 สำหรับคำว่า ′เกรียน′ ที่ใช้เรียกคู่แฝด และนายกวีไกร เป็นศัพท์สแลงของวัยรุ่น และแพร่หลายในอินเตอร์เน็ต มีความหมายถึงพวกชอบแสดงตัวว่ามีความรู้ ทั้งที่ความจริงไม่มี หรือมีก็เพียงผิวเผิน

 และยังหมายความไปถึงคนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ชอบใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลหรือการวิเคราะห์ไตร่ตรอง

 ที่ผ่านมาพวกเรียนมักจะอาละวาดอยู่ในสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ และในเว็บไซต์ที่เปิดให้แสดงความคิดเห็น

 พวกเกรียน จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นการเมือง จะวิจารณ์หรือแสดงความเห็นโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

 ยิ่งเมื่อใช้เหตุผลหักล้างฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ จะเริ่มใช้ตรรกะแบบแถไปดื้อๆ หรือใช้สีข้างเข้าถู

 หนักเข้าจะเริ่มใช้ถ้อยคำเสียดสี หรือหยาบคายเข้าใส่ แม้กระทั่งท้าตีท้าต่อย

 อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาพวกเกรียนจะป่วนอยู่เพียงในโลกเสมือน หรือโลกออนไลน์เท่านั้น แม้จะทำให้นักท่องเน็ตบางส่วนรำคาญ แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนมากกว่านั้น

 ทว่าหลังเกิดกรณีแฝดเกรียน และเกรียนหมายเลข 3 ออกมาก่อเหตุในสังคม สามารถลงมือทำร้ายบุคคลอื่นโดยที่ไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อน สาเหตุเพียงแค่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน หรือทำเพื่อความสะใจเท่านั้น

 จึงเป็นเรื่องที่เหมาะและสมควรอย่างยิ่ง ที่กระบวนการยุติธรรมต้องลงโทษอย่างจริงจัง เพื่อทำให้เป็นคดีตัวอย่าง
 อย่างน้อยก็ ′ปราม′ เกรียนคนอื่นๆ ให้อยู่แต่ในโลกออนไลน์ อย่าออกมา ′เกรียน′ บนโลกจริง

 เพราะแม้ทำคนอื่นเจ็บจริง สะใจจริงๆ แต่ตัวเองก็ ′ติดคุก′ จริงหมือนกัน!!!
 
 
 

 
 
 
วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 13:06 น.  ข่าวสดออนไลน์
---------



Human destiny will walk along the path to the script. Social coexistence. I think the people that were killed Prahad. I think they need someone to look at the (then give it to you to the people).


วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

ความจริงมันไม่ใช่ ไม้ขีดก้านเดียวหรอก ที่หวังจะให้วอดทั้งรัฐบาล?

จาก คนฟังข่าว เล่าความคิด













จะมองเป็นเรื่องที่น่าสนใจก็ได้หากคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองกับข่าวนี้...แต่อย่ามองข้ามความเป็นไปไม่ได้เพราะโอกาสเกิดในตอนนี้ มีความเป็นไป75%-90% แล้วตอนนี้ โดยเฉพาะคนเสื้อแดงที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ลงคะแนนเลือกพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลเห็นได้จากการหยั่งเชิงแจ้งเตือนตั้งแต่Vอะไรขึ้นและได้พากันออกไปกันท่าคนหลากสีที่หน้ารัฐสภาและการรวมตัวในงานจัดคอนเสิร์ตที่โบนันซ่า ..วงในลึกๆ และในใจชาวบ้าน(คนเสื้อแดง) รู้กันดีว่านี่คือการเช็คกำลังของแต่ละฝ่าย โดยวิธีการนั้นฝ่ายทำลายพยามสร้างกระแสเล็กๆน้อยๆให้เป็นประเด็น. ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็เริ่มประโคมข่าวจุดชนวนด้วยรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ โดยขบวนการลิ้มเจ้า... ณ วันนี้ มีรายกายสายล่อฟ้า ของสามเกลอนรก=(อาจจะเป็นที่มาของปรากฏกายพี่น้องแฝดนรก มือชกทำร้ายนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์′ อาจารย์ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มธ.และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ บริเวณลานจอดรถ มธ.ท่าพระจันทร์) ชวนนท์-เทพไท-ศิริโชค เป็นศูนย์d]k'ส่งสัณญาณและเช็คเรตติ้งความพร้อม  หากอ่านข่าว ไม้ขีดก้านเดียว วอดทั้งรัฐบาล? จากข่าวสดแล้วจะรู้ได้ทันทีว่า ไม่ใช่มีมีขีดแค่ก้านเดียวที่พยามจะจุดเชื้อไฟแยกความรุนแรงและแตกแยกขึ้นในสังคม แต่มันใช้ไม้ขีดหลายก้านเลยหลายกล่องทีเดียวและจุดพร้อมกันหลายที่ .......ตอนนี้ใช้เพียงลิงและเด็กเท่านั้นที่ออกมาเล่นไม้ขีดไฟ



......................................................................



ไม้ขีดก้านเดียว วอดทั้งรัฐบาล?
จากข่าวสด http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNekEwTURNMU5RPT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE1pMHdNeTB3TkE9PQ==

วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7766 ข่าวสดรายวัน
เพียงเพราะไม่พอใจและเห็นต่างจากนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ออกมาเคลื่อนไหวแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

พี่น้องฝาแฝดอันธพาลถึงกับบุกกลุ้มรุมทำร้ายนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ถึงภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งแว่นตาแตก บาดเจ็บที่ใบหน้า

ในทางคดีอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายดูเหมือนเป็นคดีธรรมดา ที่ผู้ก่อเหตุอาจต้องโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่ในทางการเมือง สิ่งที่เกิดกับนายวรเจตน์ ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างกว้างขวางเกินกว่าขอบเขตคดีทำร้ายร่างกายธรรมดาหลายเท่า

นักวิชาการและนักสันติวิธีหลายคนเป็นห่วงว่า เรื่องนี้อาจเป็นไม้ขีดไฟก้านเดียว เผาป่าทั้งป่า

กล่าวคือฝาแฝดคู่นี้คือ ดอกผลความขัดแย้งในสังคมไทยที่บ่มเพาะมานานกว่า 6 ปี

การกระทำของทั้งคู่คือจุดเริ่มต้นของการขยายไปสู่การใช้กำลังความรุนแรงในหลายเรื่องตามมา ไม่ว่าระหว่างมวลชนต่อมวลชน หรือมวลชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

จนเกิดเป็นวงจรอุบาทว์นำไปสู่การรัฐประหาร ตามแผนการซึ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างลับๆ หลังการเลือกตั้งทั่วไป 3 กรกฎาคม 2554

โดยเป้าหมายสูงสุดคือการทำทุกวิถีทาง

เพื่อโค่นล้มรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยให้จงได้



ผ่านมา 6 เดือน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก้าวสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกครั้ง

จากการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้มีส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

ซึ่งผ่านวาระรับหลักการจากสมาชิกรัฐสภาทั้งส.ส.และส.ว.ด้วยคะแนน 399 ต่อ 199 เสียง ทิ้งห่างกันครึ่งต่อครึ่ง

กระนั้นก็ตามจากการสำรวจสวนดุสิตโพล พบประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 38.88 หวั่นเกรงว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะเกิดการกระทบกระทั่งกันของกลุ่มต่างๆ

ร้อยละ 48.11 ไม่แน่ใจว่าสมควรแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากยังไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอ

โดยมีร้อยละ 27.57 เห็นว่าไม่น่าจะแก้ไข เพราะกลัวจะเป็นชนวนความวุ่นวายไม่สงบในบ้านเมือง มีเพียงร้อยละ 24.32 ที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญสมควรแก้ไข

ผลคะแนนในสภาต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่แตกต่างจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนนี้เอง

เป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมีความหวังว่าจะใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นหอกสนองคืนรัฐบาล

อย่างที่เห็นกันว่าถ้าสู้กันบนเวทีสภา ฝ่ายค้านไม่เหลือความหวังที่จะเอาชนะรัฐบาลได้ แม้จะพยายามแล้วทุกทาง ทั้งกรณี ว.5 โฟร์ซีซั่นส์ แม้กระทั่งงานคุ้ยขยะก็ยังทำ

โดยคิดไม่ถึงว่าการกระทำเหล่านั้นจะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง

แถมยังได้คดีหมิ่นประมาทติดตัวลงหลุมไปด้วยคนละคดีสองคดี



เมื่อในสภา พรรคการเมืองตัวแทนกลุ่มอำมาตย์ ไม่สามารถเอาชนะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่เป็นตัวแทนนายใหญ่ในต่างประเทศได้

เพราะไม่ว่ากรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 หรือกรณี 2 พ.ร.ก.โอนหนี้และกู้เงินเพื่อแก้ไขป้องกันปัญหาอุทกภัย และสร้างอนาคตประเทศ

สะท้อนว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ยิ่งอยู่นานยิ่งแข็งแกร่ง

การผนึกกำลังกับมวลชนเคลื่อนไหว 'นอกสภา' จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับบางพรรคที่ยังหวังรอ 'ส้มหล่น' ด้วยวิธีการนอกระบบ

ในการสัมมนายุทธศาสตร์ 14 จังหวัดภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศ 'ปฏิญญาหาด ใหญ่' 8 ข้อ

1.ปกป้องและรักษาเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ในทุกกรณี 2.คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 309 เพื่อช่วยเหลือพ.ต.ท. ทักษิณให้พ้นผิด 3.คัดค้านการแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

4.ต่อต้านการจัดตั้งหมู่บ้านสีแดงเพื่อลดการแบ่งฝักฝ่าย และความแตกแยกของประชาชน 5.ขจัดการโฆษณาชวนเชื่อที่ทำให้หลงผิดคิดคดทรยศต่อแผ่นดิน เพื่อปลุกปั่นสร้างความแตกแยกวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

6.ต่อต้านการดำเนินการทางการเมืองเพื่อคนใดคนหนึ่ง และการจัดสรรงบให้กลุ่มใดหรือพื้นที่ใด 7.สร้างเครือข่ายและร่วมต่อต้านการทุจริตทุกระดับ ทุกรูปแบบ ทั้งภาครัฐภาค เอกชน

8.เสริมสร้างค่านิยม อุดมการณ์ และการมีส่วนร่วมของเด็ก เยาวชน และประชาชนในการเมืองการปก ครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

จะอย่างไรก็ตามในสายตาพรรคเพื่อไทยกลับมองว่า ปฏิญญาหาดใหญ่ของประชาธิปัตย์ยังยึดเอา 'ทักษิณ ชินวัตร' เป็นจักรวาลชีวิต

ทั้งยังได้ประกาศ 'ปฏิญญาเขาใหญ่ 8 ข้อ' เป็นการล้อเลียน



การรวมพลังนอกสภาเพื่อโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ครั้งนี้อาจไม่ง่าย นั่นเพราะประชาธิปัตย์ไม่ใช่ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งน่าหวาดกลัวอีกต่อไป

การเบนเข็มโจมตีรัฐบาลด้วยเรื่องหยุมหยิม แทนการตรวจสอบ 'เนื้อหา' การทำงานของรัฐบาล เป็นยุทธวิธีผิดพลาดอย่างมหันต์

ขณะที่แนวร่วมหลากสีนอกสภาไม่มีพลังมวลชนมากพอ โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรฯ ที่แกนนำหลายคนมีปัญหาถูกฟ้องร้องดำเนินคดีกรณีบุกยึดสนามบิน

รวมทั้งแกนนำคนสำคัญที่ล่าสุดศาลอาญามีคำสั่งตัดสินจำคุก 85 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีรับรองเอกสารเท็จกู้เงินธนาคารกว่าพันล้านบาท

ซึ่งต้องรอดูว่าจะมีผลกระทบกับการ 'เป่านกหวีด' ระดมพลใหญ่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 มี.ค.นี้อย่างไรหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางพลังต่อต้านเริ่มก่อตัว การที่พรรคเพื่อไทยประกาศชัดเจนว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์

จะทำแบนเนอร์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจว่า พรรคและรัฐบาลไม่สนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญที่กระทบต่อสถาบัน

ทั้งยังมีมติให้สมาชิกพรรคหยุดให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นส่วนตัวเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ

ทั้งหมดเท่ากับเป็นการ 'ปิดจุดอ่อน' ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสนำไปขยายผลบิดเบือน ใส่ร้ายพรรคและรัฐบาลเหมือนที่แล้วมา

ถึงตอนนี้จึงเหลือแต่กรณี นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะดับไม้ขีดไฟก้านเดียว ก่อนไฟจะลุกลามเผาป่าทั้งป่า

ได้ทันท่วงทีหรือไม่



ปฏิญญาหอยใหญ่ 2555 !

         ตามเป็นข่าวจาก


วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 19:24 น.  ข่าวสดออนไลน์


เย็นนี้ ภาคีเครือข่ายกลุ่มสยามสามัคคี จัดรายการเสวนาประชาชน "คัดค้านการล้มล้างรัฐธรรมนูญ 50 ยึดอำนาจเพื่อทักษิณ"
ณ เวทีลีลาศ สวนลุมพินี เป็นครั้งแรก

 วิทยากรที่จะมาร่วมกึ่งเสวนากึ่งปราศรัย ประกอบด้วย ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ แห่งกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ สมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา รสนา โตสิตระกูล ส.ว.สรรหา แก้วสรร อติโพธิ อดีต คตส. ดร.เสรี วงษ์มณฑา พิธีกรรายการข่าวแสนกล ทางช่องบลูสกาย ร.อ.แซมดิน เลิศบุศย์ จากกองทัพธรรม นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี และ ประสาร มฤคพิทักษ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มสยามสามัคคี

 บังเอิญว่า พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานสัมมนา "ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาศักยภาพสาขาพรรค 14 จังหวัดภาคใต้" ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และที่ประชุมสาขาพรรคภาคใต้ได้ประกาศ "ปฏิญญาหาดใหญ่ 2555"

 
สำหรับปฏิญญาหาดใหญ่ 8 ข้อ สามารถสรุปได้สั้นๆ ว่า "ไม่เอาทักษิณ" และ "ไม่เอากลุ่มล้มเจ้า"
 เป็นครั้งแรกที่แกนนำ ปชป.ประกาศพร้อมนำมวลชน "คนเสื้อสีฟ้า" ลงสู่ท้องถนน เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และต้านเผด็จการทุนสามานย์

 หากได้ฟังคำปราศรัยโจมตีกลุ่มเผาบ้านเผาเมืองเมื่อ พ.ค. 2553 ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ในที่ประชุมสาขาพรรคภาคใต้ ก็จะแจ้งชัดในที่มาของปฏิญญาหาดใหญ่

 ฉะนั้นปฏิญญาหาดใหญ่ จึงน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น "ปฏิญญาหอยใหญ่" เพราะผู้เป็นเสมือนต้นธารแนวคิดนี้ คงไม่ใช่คนสงขลาอย่างถาวร เสนเนียม หากแต่เป็น "คนโตเมืองหอยใหญ่" นั่นเอง

 สดับเนื้อหาปฏิญญาหอยใหญ่แล้ว ก็ละม้ายคล้ายแนวทางของภาคีเครือข่ายสยามสามัคคี ที่มี สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งองค์กร จึงไม่แปลกใจที่จะมีการถ่ายทอดสดผ่านทีวีดาวเทียม 2 ช่อง คือ "ไทยทีวีดี" และ "ที-นิวส์"

 ช่อง ที-นิวส์นั้น ใครก็รู้เป็น "ต้อย สนธิญาณ" แต่ "ไทยทีวีดี" เพิ่งเปิดตัวโดยมีนักเลงข่าวชื่อ "ต้อย" มารับจ้าง บริหารทีวีดาวเทียมช่องใหม่ป้ายแดง

 ช่องไทยทีวีดี ยังเป็นแหล่งรวมจอมยุทธ์ข่าวที่เคยร่วมงานกับค่ายเอเอสทีวี อาทิเช่น สำราญ รอดเพชร และอัญชะลี ไพรีรักษ์ พ่วงด้วย ประชาไท ธนะณรงค์ บรรณาธิการ นสพ.แนวหน้า

 เจ้าของทีวีดาวเทียม "จอหลากสี" คนนี้ เป็นนักธุรกิจ นักกฎหมาย อดีตอัยการอาวุโสนาม ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ซึ่งสมัยคดียุบพรรคไทยรักไทย "ทวีศักดิ์" ร่วมกับ ถาวร เสนเนียม เป็นทีมงานกฎหมายของพรรค ปชป. ในการต่อสู้คดี ที่ได้รับหมายจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคสมัยนั้น

 "ทวีศักดิ์" ยังเตรียมการเปิดช่องทีวีดาวเทียมชื่อ "สมาร์ทไลฟ์ ทีวี" ที่จะนำเสนอข่าวเศรษฐกิจเป็นหลัก และเวลานี้กำลังก่อสร้างอาคารหรูหราไม่แพ้อาณาจักรไทยพีบีเอส ซึ่งอยู่ย่านแจ้งวัฒนะ 19 อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

 นอกจากนี้ "ต้อย สนธิญาณ" ยังร่วมมือกับ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย และเพื่อนพ้องน้องพี่ ก่อตั้ง "สถาบันพัฒนาการเมืองและคุณภาพคน" เป็นคลังสมอง ของไทยทีวีดี และองค์กรภาคประชาชนฝ่ายต้านทุนสามานย์

 แม้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงว่าจะไม่เข้าร่วมการชุมนุมเสวนาประชาชนกับภาคีเครือข่ายสยามสามัคคี แต่ก็เห็นเงาของ สมศักดิ์ โกศัยสุข และทีมงานพรรคการเมืองใหม่ ปรากฏตัวในไทยทีวีดี

 ณ วันนี้ ขบวนรถไฟสายไม่เอาระบอบทักษิณ ได้เคลื่อนออกจากสถานีอีกครั้ง โดยการขับเคลื่อนของบุคลากรคนหน้าเดิม แต่สวมสีเสื้อตัวใหม่

 
ทุนพร้อม! กล้องพร้อม! แอ็คชั่น...หนังเรื่องรีเมค "มหากาพย์ไล่ล่าทุนสามานย์เจ็ดชั่วโคตร" เตรียมฉายเร็ววันนี้
 ที่มา : แกะรอย, ประชาบูรพาวิถี, กรุงเทพธุรกิจ 2 มี.ค. 55


..........................................................................................................

ทันทีมีโครงชาวเน็ตเริ่มติดตามดูความเคลื่อนไหว........















กลุ่มสยามสามัคคี กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กลุ่มเสื้อหลากสี
รวมตัวกลางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ค้านแก้รธน. 50

.................................................................................

 

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

วิชามาร


วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้…ผมออกมาจิบกาแฟขม รับประทานขนมที่เขาเอามาให้ตั้งแต่ปีใหม่และยังหลงเหลืออยู่ เพราะเป็นของเชื่อม ที่เก็บได้นาน การถนอมอาหารให้ผลดีเพราะทำให้ขนมอยู่ได้ยืนยาวหากชีวิตคนเราถนอมได้ง่ายอย่างนี้ คงจะดีไม่น้อย
        สังเกตว่าอากาศค่อนข้างเย็นเอาการ ทั้งๆที่เข้ามาถึงฤดูร้อนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ตามที่คนไทยพูดกันติดปากว่า
       
“กุมภาพันธ์ผันมาสู่ฤดูร้อน
        ทินกรเรืองรองส่องแสงจ้า
        เป็นฤดูเกี่ยวข้าวของชาวนา….”
        แม้อากาศจะเย็นลงไปบ้าง ทำให้ผู้คนสบายเนื้อตัวขึ้นมาบ้างแต่อุณหภูมิทางการเมืองยังรุ่มร้อน เพราะในเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่น รวมทั้งเลือกองค์กรบริหารส่วนจังหวัดเมื่อเร็วๆนี้ มีการกล่าวหากันหลายรูปแบบ เช่น
        ฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีการไม่ถูกต้อง ซื้อเสียง ข่มขู่หัวคะแนน แจกโทรทัศน์ มือถือ เลี้ยงดูปูเสื่อ ฯลฯ การกระทำอย่างที่ว่าสื่อมวลชนมักเรียกรวมๆว่า
        “วิชามาร”
        คำพูดว่า “วิชามาร” นั้น บางคนคิดว่ามาจากภาพยนต์จีนประเภทกำลังภายใน เพราะฝ่ายพระเอกร่ำเรียน “วิชาเทพ” เพื่อคุ้มครองชีวิตผู้คนตามแบบฉบับ ฝ่ายผู้ร้ายก็ศึกษาวิชาการที่จะก่อกวน สร้างความปั่นป่วนให้กับชาวโลกเรียกว่า “วิชามาร”
        ในกลุ่มตำรวจนั้น บางครั้ง “วิชามาร” จำเป็นยิ่งกว่า “วิชาการ” เพราะต้องใช้เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย ซึ่งอาจนำมาซึ่งความสงบสุขในสังคม หรืออาจเป็นเรื่องการช่วยเหลือผู้คน แม้จะไม่ค่อยถูกต้องนัก
        อยากยกตัวอย่างบางเรื่อง ให้ท่านเห็นกันชัดๆ เช่น
        ชายหนุ่มคนหนึ่งไปติดพันสาวน้อยน่ารัก แต่ปรากฏว่ามีนักการเมืองวัยกลางคนมีลูกมีเมียแล้ว มาติดพัน เป็นคู่แข่ง อย่างนี้หากไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญวิชามาร อย่างนายตำรวจรุ่นพี่ที่สนิทสนมกับผมคนหนึ่ง ท่านก็อาจแนะนำว่า
        “โทรไปฟ้อง ‘เมียหลวง’ มันซีวะ!”         บางครั้งท่านอาจแนะนำผู้ที่มาปรึกษา ให้เขียนจดหมายไปบอกลูกๆของฝ่ายชายที่โรงเรียนของเด็ก ว่า
        “คุณพ่อหนูกำลังไปติดสาว (ชื่อ…ที่อยู่) นะ พี่หวังดีกับครอบครัวหนูนะ เลยต้องบอกหนูให้รู้ไว้...พี่บอกหนูคนเดียวเท่านั้น
        รู้แล้วอย่าไป บอกคุณแม่นะจ๊ะ!”

        ไม่ได้เขียนจดหมายใส่ซอง ส่งถึงเด็กลูกค่าแข่งโดยตรง หากแต่เขียนตัวโตๆ ใส่ไปรษณียบัตร ส่งไปที่โรงเรียนซึ่งลูกนักการเมืองคนนั้นเรียนอยู่
        เดี๋ยวเดียวเท่านั้น...ข่าวก็หึ่งทั้งโรงเรียน เพราะคนเห็นกันทั่ว ผลเป็นอย่างไร เห็นจะไม่ต้องบอก?
        เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ!
        เมื่อผมอยู่ต่างจังหวัด และควบคุมเมืองในฐานะหัวหน้าโรงพัก นักการเมืองสองคนเป็นคู่ปรับกัน คนหนึ่งขึ้นจะขึ้นดอยไปหาเสียงกับชาวเขา สมมติชื่อว่านายขาว ฝ่ายนายแดงคู่ปรับรู้แผนว่า
        อีตาขาวจะเอาหนังไปฉาย ก่อนฉายจะเลี้ยงข้าวเหนียว น้ำพริกไก่ย่าง แล้วจะฉายหนังยาวไปจนถึงหัวรุ่ง นายขาวจะมาหาเสียงปิดท้าย
        นายแดงส่งคนไปบอกหัวหน้าหมู่บ้านและลูกบ้านว่า
        “ผ่อหนังแล้ว อย่าเพิ่งปิ๊กบ้าน อ้ายขาวเปิ้นจะหื้อเงินอีกคนละซาวบาทน่ะก้ะ!”        แปลว่า ดูหนังจบแล้วอย่าเพิ่งกลับบ้านนะ นายขาวจะแจกเงินอีกหัวละยี่สิบบาท
        พอหนังจบ นายขาวมาปราศรัยจบ บรรดาชาวเขาก็นั่งจ้องเขม็งรอการแจกเงิน กว่านายขาวจะรู้ และพูดแก้ตัว ยืดไปอีกเป็นชั่วโมง และถึงวันลงคะแนนในหมู่บ้านชาวเขานี้
        นายขาวก็ พ่ายแพ้ย่อยยับ!        นี่ก็อีกวิชามารหนึ่ง!
        เอาวิชามารของตำรวจ อีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ เรื่องมีดังนี้
        นักการเมืองระดับสูงมากๆนายหนึ่ง ล้มป่วยกะทันหัน แต่นักการเมืองท่านนี้ อยู่ในความดูแลของแพทย์คนหนึ่ง ซึ่งเก็บประวัติเจ็บป่วยของนักการเมืองคนที่ว่าเอาไว้ แต่วันวิกฤติและมีความจำเป็น ต้องพึ่งคุณหมอ แต่ไม่สามารถติดต่อมาให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที เพราะ...
        ตัวคุณหมอไปเล่นกอล์ฟ เล่นสนามไหนไม่ได้บอกไว้ โทรศัพท์มือถือก็ปิดเงียบ
        ทำไงกันดี ?
        สาวคนสนิทของนักการเมืองผู้ป่วย หมุนโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากสุภาพสตรีผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ท่านผู้นี้โทรหานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งเมื่อทราบถึงการขอความช่วยเหลือแล้ว นายตำรวจท่านนี้ กางแผนที่กรุงเทพออก แล้วให้ตำรวจลูกน้องนับสิบคน ระดมโทรไปทุกท้องที่ตั้งสนามกอล์ฟ รอบปริมณฑลกรุงเทพ เสริมด้วยตำรวจท้องที่ส่งสายตรวจออกค้นหาด้วย
        เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น มีตำรวจขี่รถนำคุณหมอออกจากสนามกอล์ฟ ตรงไปให้ความช่วยเหลือนักการเมืองผู้ป่วยกะทันหัน และกำลังรอความช่วยเหลือ ได้ทันท่วงที
        การใช้กำลังตำรวจ ‘นอกแบบ’ อย่างนี้ วงการตำรวจเรียกว่า “วิชามาร” เหมือนกัน แต่เป็นการใช้วิชานอกแบบ เพื่อการให้ความช่วยเหลือผู้คน เพียงการใช้...กลับด้านกันเท่านั้น!
        ประมาณเกือบสามสิบปีมาแล้ว หนังสือพิมพ์มติชนมาสัมภาษณ์ผมเรื่องเกี่ยวกับคดี และลงเต็มสองหน้า ผมก็ถือโอกาสส่งเรื่องสั้นที่นานๆเขียนสักครั้ง ให้ผู้สื่อข่าวไปพิจารณาลงในหนังสือเล่มเดียวกันด้วย
        ตอนนั้นผมไม่ได้ใช้นามปากกาอย่างที่ใช้เขียนคอลัมน์นี้ แต่ใช้ชื่อว่า “ลาวัณย์ สุพรรณ” (ชื่อเป็นผู้หญิง วันหน้าจะเล่าว่าทำไมใช้ชื่อนี้) และผมใช้ชื่อนี้ในการเขียนคอลัมน์ซุบซิบข่าวสังคม ชื่อ “ลาวัณย์ จำนรรจ์จา” ในหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” ยุคคุณสุเทพ เหมือนประสิทธิเวช
        เหตุที่เขียนเพราะอยากรู้ว่า เขียนคอลัมน์แบบนี้แล้วจะเป็นอย่างไร?
        ผลปรากฏว่า
        เพียงเดือนเดียวเท่านั้น ผมได้รับจดหมายมากมายก่ายกอง ล้วนแต่ขอให้ลงข่าวในคอลัมน์ที่เขียน แต่งานประจำของผมในช่วงนั้นค่อนข้างยุ่ง เลยทำอยู่แค่สามเดือนเท่านั้น ต้องบอกลา แต่ก็ได้ความรู้มามากว่า
        คนเรานี่อยากเป็น ‘ข่าว’ ในหน้าหนังสือพิมพ์นั้น มีมากเสียเหลือเกิน!
        หนังสือพิมพ์ “มติชน” ลงเรื่องสั้นของผม ในหนังสือรายสัปดาห์ และตอนนี้ผมกำลังรวมเรื่องสั้นเก่าๆของตัวเอง เพื่อพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม
        จึงขอนำเอาเรื่องจริง ที่ดัดแปลงเป็นเรื่องสั้นชื่อ “ไอ้ตี๋เล็ก” เอามาให้ท่านผู้อ่าน ลองพิจารณาดูว่า เรื่องนี้เข้าข่ายว่าเป็นการใช้ “วิชามาร” หรือเปล่า?
        ลองอ่านดูครับ



เรื่องสั้น
“ไอ้ตี๋เล็ก”
วาทตะวัน สุพรรณเภสัช
        มเปิดถุงแล้วเอามือล้วงเข้าไป พอสัมผัสของที่อยู่ในถุงมือรู้สึกระทบเนื้อเหล็กเย็นเฉียบ ผมดึงวัตถุนั้นออกมาช้า ๆปืนพกขนาด .357 ซึ่งตอนนั้นยังเป็นของใหม่ ขนาดลำกล้อง 4 นิ้ว นอนสงบในมือของผม
        หญิงจีนคนหนึ่ง นั่งก้มหน้านิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ผมได้กลิ่นของความไม่ชอบมาพากลแล้วซีครับ
        ขณะที่ค่อย ๆ เดินอ้อมไปนั่งที่เก้าอี้  ผมเปิดลูกโม่ปืนกลกระบอกนั้น เทกระสุนออกเก็บไว้ในมือ
        ผมนั่งตัวตรง  แยกปืนไว้ทางขวา กระสุนไว้ทางซ้าย  มองตรงไปที่หญิงจีนคนนั้น
        “เอาละครับ  อาอี้ ผมคิดว่าอาอี้ควรเล่าอะไรให้ผมฟังบ้าง และขอให้เชื่อว่าหากอะไรที่ผมพอทำให้อาอี้สบายใจ รับรองว่าผมไม่รั้งรอที่จะทำเป็นอันขาด”
        เท่านั้นเอง ทั้งเรื่อง ทั้งน้ำตา  ก็พรูจากหญิงจีนยังกะทำนบแตก
        อาซิ้มเล่าว่า มาจากเมืองจีนตั้งแต่เล็ก  จนกระทั่งอายุ
สิบหกปี ก็ได้แต่งงาน สามีของแกก็เป็นคนดีขยันขันแข็ง มีอาชีพขายของชำ และรับสินค้าพวกพืชผลไม้จากต่างจังหวัด ส่งให้พวกซาปั๊วในกรุงเทพฯ สามีแกเสียสิบกว่าปี  ตั้งแต่ลูกชายคนเดียวยังไม่ถึงสิบขวบ แกต้องทำงานคนเดียวมาตลอด
        ลูกของแกขยันขันแข็ง  เรียนจบคอมเมิร์ซ  ขณะที่เพิ่งเข้าเป็นพนักงานธนาคาร เขาเป็นชายหนุ่ม เป็นความหวังคนเดียวและเป็นสมบัติที่แท้จริงของแก
        ความจริงแกน่าจะมีความสุข  เพราะฐานะไม่ลำบาก  แต่ความทุกข์ของแกนี่มันมาจากลูกแกเรียกลูกแกว่า “เซ้ยตี๋”  ภาษาไทยแปลว่า
       
“ตี๋เล็ก”        บ้านแกอยู่ท้ายซอย  ส่วนหัวซอยมีร้านค้าอยู่ร้านหนึ่ง  ประกอบอาชีพคล้ายคลึงกับแก ลูกชายเจ้าของร้านนั้นเป็นเด็กหนุ่มร่างใหญ่ ผมขอเรียกมันว่า...“ตี๋ใหญ่”        ไอ้ตี๋ใหญ่นี้เอง...เป็นตัวปัญหา!
        ไอ้ตี๋ใหญ่ตัวนี้ มันรังแกไอ้ตี๋เล็กมาตั้งแต่เด็ก  เรียกว่าเดินผ่านไม่ได้เดินผ่านเป็นตบกบาล  เตะตูด  ถีบหลัง  บางทีเอาก้อนหินขว้างเอาดื้อ ๆ
        ก็ไอ้คนที่มันเคยข่มกันตั้งแต่เด็ก  มันก็กลัวเป็นธรรมดา แต่ความกลัวของคนก็มีขีดจำกัด  เมื่อกลัวมากจนถึงที่สุดก็กลายเป็นความบ้า  คิดสู้ คิดฆ่า ตายโหงกันซะไม่รู้แต่เท่าไหร่
        ไอ้ตี๋เล็กก็เหมือนกัน
        “เมื่อไม่กี่วันมานี้  เขาแอบเอาเงินเก็บไปซื้อปืน”  ซิ้มเล่าเสียงสั่น
       
“เผอิญฉันเห็นปืนเข้า  เขาบอกว่าเขาทนไม่ไหวเขาต้องยิงมัน แล้วเขาจะมอบตัวกับตำรวจ ฉันบอกว่าเมื่อลูกอยู่ในคุกแล้วแม่จะอยู่กับใคร  อยากให้แม่หัวใจแตกตายเหรอ ฉันก็ร้องไห้  อ้อนวอนเขาตั้งแต่เย็น  ขอให้มาพบตำรวจก่อน”         พูดจบ แกร่ำไห้กระซิก
        ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้  มองไปที่ประตู  สายตาผมกับหนุ่มน้อยลูกจีนผิวสะอาด หน้าตาดี  ถอดพิมพ์แม่มาเลย  เสียอย่างเดียวตัวเล็กไปหน่อย แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย
        “ตี๋เล็กใช่ไหม”  ผมถาม
        “ครับ”  เขาตอบ
        “มานี่   นั่งใกล้มาม้านี่” ผมสั่ง เขาเดินมานั่งอย่างว่าง่าย
        ผมมองดูคนทั้งสอง ซึ่งนั่งก้มหน้าอยู่เบื้องหน้า สมองคิดวิธีการที่จะเข้าจัดการกับไอ้อันธพาลรังแกคน  ถ้าผมเอาตัวมันมาและพูดจาขอร้อง ก็ไม่สามารถระงับเหตุได้อย่างถาวร
        ผมต้องการให้สองแม่ลูกนี้ มีความปลอดภัย มีความสุขต่อไปในสังคม และไม่ต้องการเพิ่มไอ้ตี๋เล็กเป็นฆาตกร
        ฉะนั้น มาตรการที่ผมจะเข้าจัดการ...ต้องเด็ดขาด!
        ผมอธิบายแผนของตัวเอง ให้ไอ้ตี๋เล็กกับแม่ฟังอย่างละเอียด ถึงวิธีที่จะช่วยเหลือพวกเขาทั้งคู่
        คืนนั้นพระเจ้ามีตาท่านคงจะแลเห็นแม่ลูกคู่นั้นเดินลงจากโรงพักผมด้วยหน้าตายิ้มแย้มสดในผิดกับขามา
        วันรุ่งขึ้นเจ็ดโมงตรง ผมกับตำรวจอีกคนไปดักอยู่หน้าร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามกับร้านไอ้ตี๋ใหญ่ อยู่เยื้องกันเล็กน้อย
        ผมเห็นไอ้ตี๋ใหญ่เต็มตาตอนนั้นเอง  ตัวมันใหญ่สูสีกับผม  แต่หน้าอกมันใหญ่กว่า ตัวหนากว่าผมเล็กน้อย  แต่ก็ยังจัดว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกัน
        ไอ้ตี๋ใหญ่เดินวางก้าม  สั่งลูกจ้างขึ้นของลงของลั่น 
      
  เดี๋ยวเถอะมึง...ไอ้ขี้ครอก!         ผมนึกในใจ...เดี๋ยวจะรู้สึก!!
        เจ็ดโมงครึ่งเป๊ะ ไอ้ตี๋เล็กพระเอกผมเล่นตามบท  เดินออกบ้านมุ่งหน้ามาตามตรอกช้า ๆหน้าตาเรียบเฉย
       
เออ!...เอ็งเล่นบทดี ผมนึกในใจ        ไอ้ตี๋เล็กค่อยๆเดินเนิบ ๆ ทำท่าจะผ่านไอ้ตี๋ใหญ่ ไอ้ตี๋ตัวร้ายเห็นไอ้ตี๋เล็กเข้าพอดี เอื้อมมือทำท่าจะเขกกบาลไอ้ตี๋เล็ก
        มือไอ้ตี๋ใหญ่ยังไม่ทันจะลดลง ไอ้ตี๋เล็กถลันเจ้าติดวงในไอ้ตี๋ใหญ่ กำปั้นคนตัวเล็กกว่าปลิวว่อน
       
ซ้าย...ขวา...ซ้าย...ขวา!          ผมหยุดหายใจไปชั่วขณะ นับไม่ทันว่ากี่หมัดต่อกี่หมัด  ไอ้ตี๋ใหญ่ทรุดฮวบลง 
        ผมเห็นเลือดค่อยๆรินออกจากข้างจมูก ปากของมันอ้าเล็กน้อย
       
ยัง...ยังไม่พอ!!        ไอ้ตี๋เล็กเกี่ยวคอเสื้อไอ้ตี๋ใหญ่ขึ้นมา กำปั้นทั้งคู่ตะบันเข้าไปอีก
        ชุดหลังนี้  ไอ้ตี๋ใหญ่กองลงไปหลังจากโดนเข้าไปถึงห้า หมัด กว่าไอ้ตี๋เล็กจะลุกขึ้นมาตั้งสติได้ ก็กินเวลาเกือบนาทีโดยมีไอ้ตี๋เล็กยืนประจันอยู่
        พอไอ้ตี๋ใหญ่เริ่มรู้สึกตัวว่า อะไรเป็นอะไร ไอ้ตี๋เล็กก็ข่วนหน้าตัวเอง แล้วแหกปากลั่นตามแผน
      
  “โอ้ย!  มันรังแกกู”         ตะโกนขึ้นเสียงดัง พร้อมกับกระทืบดินเร่า ๆ
        ไอ้ตี๋ใหญ่ เอื้อมมือจะคว้าคอ ไอ้ตี๋เล็กหันหลังวิ่งเหยาะๆ มาทางห้องแถวซึ่งผมคอยซุ่มคอยอยู่ โดยมีไอ้ตี๋ใหญ่วิ่งไล่กวดมาติดๆ
        ไอ้ตี๋เล็กผลุบเข้าไปในร้าน  ผมปราดออกไปขวางแทนแหย่ตีนถีบสกัดที่ตำแหน่งใต้หัวใจเบา ๆ หวังให้มันจุก  เพื่อผมจะเข้าจับได้สะดวก
        มันถอยไปนิด  เข่าเตี้ยไปหน่อย  แล้วทำท่าเหมือนกลั้นใจจะกระโดดเตะผมด้วยตีนขวา
        ผมยกแขนกันไว้  แล้วรูดตัวตามแข้ง เข้าประชิดตัวมัน  ตีศอกติดไม่แรงนัก เข้าซอกคางเพราะกลัวมันตาย แต่อาจเป็นเพราะแรงโดดใส่ บวกกับแรงเข้าปะทะของผมเลยกลาย เลยเป็นสองแรง
        มันหล่นฮวบลงคาที่!
        ผมก้มตัวตามไป เอาเข่ากดหลังจับข้อมือไขว้ ทั้งสองข้าง สวมกุญแจมือฉับลงไปทันที  หิ้วร่างมันร่อนแร่งขึ้นรถขับพาไปโรงพักทันที
        ไปถึงโรงพัก ผมจับมันยัดเข้าห้องขัง พอเริ่มหายงง  มันอาละวาดเป็นการใหญ่ ตะโกนด่าทอลั่น
        ผมแวบเข้าไปรายงานให้สารวัตรใหญ่ทราบ พอออกมาจากห้องสารวัตรใหญ่ ผมหลบลงจากโรงพัก
       
ทิ้งเหตุการณ์ไปเลย!        ว่ากันตรง ๆ ก็คือ ผมจะขังไอ้ตี๋ใหญ่ไว้เลย  ยังไม่ให้ประกันตัวนั่นเอง เพราะพนักงานสอบสวนต้องสอบถามผมก่อน ในฐานะเป็นผู้จับกุม  ว่าจับมาข้อหาอะไร
        ผมกลับมาโรงพักอีกทีก็สองยามพอดี  ไอ้ตี๋ใหญ่ถูกขังมาแล้วกว่าสิบสองชั่วโมง ผมให้สิบเวรไขห้องขัง เอาตัวออกมา
        คืนนั้นเป็นคืนที่เงียบสงัด  ผมนั่งเผชิญหน้ากับมัน  ต่อหน้าผมมันพูดไปร้องไห้ไป
       
“ทำไมทำกับผมอย่างนี้  ผมไม่ผิดเลย  หมวดคงไม่เห็น  มันต่อยผมก่อน”        มันคร่ำครวญ
       
“เออ !  กูเห็น  กูเห็นว่ามันต่อยมึงก่อน  ต่อยจนมึงร่วง”        “อ้าว!“  มันหยุดร้องไห้  ทำหน้าเหมือนผีหลอก 
       
“แล้วหมวดจับผมมาทำไม ทำไมไม่จับมัน?”        “กูแกล้งมึง” ผมพูดหน้าตาเฉย
        มันชะงัก  เหมือนไม่เชื่อคำพูดของผม
        “แกล้งผม!” มันตะโกน
        “เออซีวะ” ผมประกาศ
        “ฟังกูให้ดีนะไอ้ตูดหมึก  ถึงกูจะแกล้งมึง มึงก็ไม่มีสิทธิมาโกรธกู เพราะมึงน่ะที่จริงควรเป็นผีตายโหงไปแล้ว...เอ้าเอาไป” 
        พูดจบผมโยนปืนของไอ้ตี๋เล็กโครมไปที่หน้าตัก มันจ้องมองดูสื่อเพชฌฆาตอย่างงงงวย และแล้วผมก็ใช้เวลาลำดับเรื่องราวตั้งแต่ไอ้ตี๋เล็กกับแม่มาพบให้มันฟัง เน้นให้เห็นว่า
        ไอ้คนที่ประพฤติอย่างมัน ข่มเหงคนอื่น ตายโหงมานักต่อนัก  และในฐานะตำรวจ ผมต้องการแก้ปัญหาอย่างถาวร  ต้องการให้ทุกฝ่ายสมัครสมานน้ำใจด้วยกัน จึงทำอย่างนี้
       
“ถ้าเอ็งยังเห็นว่าผิด รังแกเอ็ง เอ็งร้องเรียนได้ทันที”        มันนั่งอึ้งสักครู่  ยกมือไหว้ผมท่วมหัว
        “ผมจะไปร้องเรียนได้ยังไง  ผมซี่ควรขอบคุณหมวด  เพราะหมวดช่วยชีวิตผม”
        “ยังงั้นซิวะ ! ถึงจะเป็นลูกผู้ชาย” ผมร้องดีใจ เหมือนแทงหวยถูกตัว
        จากนั้น  ผมก็นำครอบครัวทั้งสองมาปรับความเข้าใจ ต่างฝ่ายต่างหันหน้าพูดกันด้วยดี
        ผมเองปลื้มใจเป็นที่สุด!
        วันรุ่งขึ้นทั้งไอ้ตี๋ใหญ่กับไอ้ตี๋เล็ก  พาผมไปเลี้ยงฉลองเต็มคราบ และขณะที่ผมกำลังเมาได้ระดับในไนต์คลับ พร้อมกับไอ้สองตัว
        ขณะไอ้ตี๋ใหญ่เดินไปเยี่ยว ไอ้ตี๋เล็กชะโงกหน้าผ่านควันบุหรี่เข้ามาแทบชนหน้าผม
        “หมวดครับ ไหนๆหมวดให้ชีวิตใหม่ผมแล้ว อยากขอให้หมวดช่วยอีกอย่าง”
        “ช่วยอะไรวะ”  ผมถามทั้งมึน  ๆ
        “ช่วยเป็นเถ้าแก่ ขอน้องสาวเฮียตี๋ใหญ่ให้ผมด้วย” มันพูดขึงขังหน้าตาเอาจริง
        “ซวยละกู” ผมคราง
        ท่านผู้อ่าน เชื่อไหมครับว่า
        ผมต้องเป็นเถ้าแก่ ขอผู้หญิงครั้งแรก เมื่ออายุยังไม่เต็มยี่สิบสองปี!
.....................
        (คอลัมน์ กาแฟขม ขนมหวาน ตอน วิชามาร ออนไลน์ วันพฤหัสที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555)

http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=350




พูด-ค้าน-ทักษิณ

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม "สมิงสามผลัด"



ถ้าพูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ในยุคนี้ คนจะนึกถึงอยู่แค่ 2-3 เรื่อง

ดีแต่พูด เอาแต่ค้าน และก็ทักษิณ

เรื่อง "ดีแต่พูด" ก็เห็นได้ชัดแล้วจากผลงาน 2 ปีช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

"นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และลูกพรรคแสดงให้เห็นแล้วว่า "การพูด" โดดเด่นกว่า "การลงมือทำ"

พอไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ยังมีความโดดเด่นด้านการพูดอีก
แต่เน้นการพูดในเชิงสร้าง สรรค์หรือไม่ ก็อีกเรื่องหนึ่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่อง "ว.5" โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์

ส.ส.ฝีปากกล้าของพรรคประชาธิปัตย์ใช้ทักษะด้านการพูดแบบสองแง่สามง่าม เล่นงานนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เอาแต่พูดสนุกปากจนลืม "ประเด็นสำคัญ" ของการตรวจสอบรัฐบาลไปเลย แทนที่จะได้เนื้อหาสาระ ก็เลยมีแต่น้ำล้วนๆ

ทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองเก่าแก่ไปเสียเอง

ส่วนการทำงานในฐานะฝ่ายค้านของปชป. กลับมุ่งแต่ค้านไปเสียทุกเรื่อง ไม่ใช่ค้านแบบยึดหลักการให้หนักแน่น

ตัวอย่างที่เด่นชัดคือเรื่องคัดค้าน 2 พ.ร.ก.กู้ จนถูกชาวบ้านวิจารณ์หึ่งว่าทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลสะดุดไปเป็นเดือน จนสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาแล้วว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

หรือการอนุมัติจ่ายเงินเยียวยา 7.75 ล้านบาท ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองและเหยื่อไฟใต้

ปชป.ก็ยังค้านแบบหัวชนฝา

ทั้งที่การเยียวยาแบบนี้ ไม่มีใครเคยคิดทำเลยในยุคที่ปชป.เป็นรัฐบาล

สุดท้ายก็เรื่อง "ทักษิณ" ที่ปชป.ไม่เคยก้าวข้ามได้เสียที ไล่มาตั้งแต่รัฐประหารเมื่อ ปี?49 ทักษิณเหมือนกับของเล่นในกระเป๋าปชป. จะหยิบข้ออ้างเรื่องทักษิณขึ้นมาใช้เสมอ

พอมาถึงยุคปัจจุบันที่บ้านเมืองกำลังเดินหน้าไปสู่ความปรองดอง ร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูประเทศ

แต่ปชป.ก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องทักษิณ ดูได้จากปฏิญญาหาดใหญ่ของปชป.ที่อะไรๆ ก็ทักษิณ
ไม่เห็นบอกเลยว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์อย่างไรในอนาคต

หรือจะดูแลผลประโยชน์ของประชาชนอย่างไรบ้าง
                      ที่มาจาก...
วันที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7765 ข่าวสดรายวัน



..............................................................................................
Above all it is, and native people.

   .. From a few classes.
....................................................................
This or that nation. Democrats said it is not. If his people. The Democratic Party's political career, but tasteless. Objectively speaking, debate, and I do not feel so good I felt his mouth in his talk. It is multifarious.