รัฐกะลานิวส์

Welcome to my blog the soil media Comment on the society

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อันสืบเนื่อง มาจากเรื่อง...นายปรีดีฯ

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช



        เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนบทความ “วาทตะวัน” โต้ “นายกบาลถอก” (คณิต ณ นคร) มีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับ
นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งบทความดังกล่าว มีผู้นำไปโพสต์ไว้ในเว็บอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่มีผู้ที่ออกความเห็นในเรื่องนี้ ในเว็บ “ประชาทอล์ค”  เมื่อวันจันทร์ ที่ 24/09/2012  00:24  โดยใช้ชื่อ “คุณเสรีชนประชาไท” ข้อความมีดังนี้ครับ

        ...วาทะตระวันพอคนชมก็คิดว่าตนเก่ง ผมรู้จักครอบครัว
พนมยงค์ดี
        คุณปรีดีเป็นคนดีมากๆ  เป็นมหาบุรุษของแผ่นดิน แม้จะผลงานไม่มากเท่าทักษิณ แต่ส่วนลึกของใจสูงกว่าทักษิณแน่นอน
        ที่สำคัญ เมื่อท่านสิ้น ท่านตายอย่างมหาบุรุษ คือ นั่งตายในมือถือหนังสือ  มีไม่กี่คนที่ตายเช่นนี้ เฟรดริกมหาราชของปรัสเซียก็สิ้นแบบนี้ แถมตายแล้วเล็บยังขึ้น ศพไม่เน่าอีกต่างหาก
       
คุณวาทะตระวัน ไปจุดธูปขอขมาท่านดีกว่าครับ  ความแตกฉานทางปัญญาคุณยังห่างมากในหมู่ปราชญ์...        (***ผมไม่ได้แก้ทั้งข้อความและตัวสะกด)

        ไม่อยากโต้เถียงให้มากความ แต่ขอบอกว่า การตายใน
 “ท่านั่ง” นั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย เพราะผมเคยเห็นทั้ง “ขอทาน” และ “ขี้ยา” นั่งตายแบบเดียวกันมาแล้ว ส่วนการที่จะยกย่องเฟรดริกมหาราช ก็ไม่ว่ากัน แต่ “คุณเสรีชนประชาไท”  ควรรู้อีกด้านหนึ่งของกษัตริย์องค์นี้ด้วย ว่า

        พระเจ้าเฟรดดริกที่คุณอ้างถึงนั้น ฝรั่งบันทึกว่า พระองค์มีความสัมพันธ์แบบชู้สาว กับน้องสาวแท้ๆของตัวเอง และตอนหลังก็รู้กันว่า พระองค์เป็นพวก         “รักร่วมเพศ”         แม้ตัวกษัตริย์ฝรั่งองค์นี้ จะทรงมีพระมเหสี แต่ผู้คนก็รู้ว่า เป็นการเสกสมรสการเมือง พระองค์จะเสด็จไปเยี่ยมพระชายา ซึ่งอยู่กันคนละเมือง เพียงปีละครั้งเท่านั้น และไม่มีโอรสธิดาด้วยกัน
        นอกจากนั้น พระองค์ยังมีเรื่องที่ถูกบันทึกว่าเป็น tyrant หรือ “ทรราช” เพราะทรงทารุณโหดร้ายยิ่งนัก จนเป็นที่เลื่องลือกันในยุโรปว่า 
       
กษัตริย์ฝรั่งรายนี้ ทรงกลัวว่า ประชาชนจะไปมั่วสุมกัน ตามร้านขายกาแฟ และวิพากษ์วิจารณ์ และคิดร้ายต่อพระองค์ จนทรงพระประสาทแดก ถึงกับต้องส่งสายตรวจ ไปสังเกตการณ์ตามร้านเหล่านั้นอย่างถี่ยิบ
        ในที่สุดทรงเห็นว่า มาตรการที่ใช้สายตรวจ น่าจะมีพวกก่อการที่รอดหูรอดตาไปบ้าง จึงทรงมีพระราชบัญชา ให้ร้านกาแฟทุกร้านในอาณาจักรของพระองค์ เปลี่ยนเป็นร้านขาย “เบียร์” ให้หมดทุกร้าน เพราะทรงเชื่อว่า
        คนดื่มเบียร์ จะไม่คุยเรื่องการเมือง!

        ถ้า “คุณเสรีชนประชาไท” อยากรู้เรื่องนี้เพิ่มเติม ขอแนะนำให้เข้าไปอ่านข้อเขียนของผม เรื่อง “กาแฟ-การเมือง”  http://vattavan.com/detail.php?cont_id=346 จะได้เพิ่มพูนความรู้ และขอได้โปรดเข้าใจด้วยว่า
        คนเราส่วนใหญ่แล้ว มีทั้งแง่ดีที่น่าสรรเสริญ และแง่เสีย หรือส่วนที่น่าตำหนิด้วยกัน แทบทั้งหมดทั้งสิ้น เพียงแต่เวลาที่คนพูดถึง เขาสามารถจะหยิบ “ส่วนดี” หรือ “ส่วนเลว” ของคนนั้นๆ มาพูดหรือวิจารณ์ ก็ได้ทั้งนั้น
        ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับประโยชน์ ที่ผู้พูดหรือวิจารณ์ ตั้งเป้าหมายเอาไว้นั่นเอง
        ฉะนั้น คนเราต้องแสวงหาความรู้และข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองจะพูดให้ทั่วถึง และครอบคลุมอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เอาแต่โชว์โง่ อวดเง่า และยกย่องสรรเสริญ สดุดีกันเรื่อยไป โดยไม่แหกหู แหกตา รับรู้หรือแม้กระทั่งชำเลืองดู “ความจริง” กันบ้าง

        บทความในตอนที่แล้วของผมนั้น เป็นการโต้แย้งคำพูดของ “นายกบาลถอก” (คณิต นคร) เฉพาะตรงที่กล่าวยกย่องสรรเสริญนายปรีดีฯ ว่า เป็น statesman แต่กลับใช้คำพูดคำจาในการให้สัมภาษณ์ แบบ...
        ไล่กระทืบทักษิณ! 
        ผมเขียนแย้งเล็กๆ แค่ตรงข้อเท็จจริงที่ว่า นายปรีดีฯนั้นออกนอกประเทศไป เพราะเหตุที่ตัวแกเองก่อการกบฏ ต้องตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา ถูกติดตามไล่ล่าจากฝ่ายรัฐ
        นายปรีดีฯแกรู้ตัวดีว่า อยู่ในเมืองไทยต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะขืนอยู่หรือสู้คดี ไม่แคล้วต้องโดนฆ่าแน่ๆ เพราะพรรคพวกที่สนิทสนมกัน และเป็นมือเป็นไม้ให้นายปรีดีฯนั้น ต้องถูกสังหารตายโหงไปหลายคน อย่างที่เล่าให้ฟังไปแล้ว

        ต้องเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า วิธีคิดของผมนั้น เป็นกระบวนการง่ายๆ ไม่ยากเย็นซับซ้อนอะไรเลย เพียงแต่จะชั่งน้ำหนักของทั้งข้อเท็จจริงและเหตุผล ตามหลักที่ตัวเองได้ร่ำเรียนมา ทั้งเรื่องการสอบสวนคดีอาญา และการข่าวกรอง  รวมทั้งเป็นอาจารย์สอนคนรุ่นหลัง ในเรื่องเหล่านี้ด้วย
        เมื่อพิจารณาด้วยเหตุผลแล้ว จึงจะทำข้อสรุปว่าเรื่องใดที่น่าจะเป็นความจริง มีกี่เรื่องที่มีความเท็จปะปน หรือเรื่องไหนโกหกล้วนๆ อย่างนี้ต่างหาก

        อยากจะเล่าเรื่องส่วนตัว ให้ฟังสักนิดว่า ผมเป็นลูกศิษย์ “ท่านจันทร์” หรือ ม.จ.จันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี เพราะท่านเคยเป็นโค้ชรักบี้ของผม อีกทั้งยังเป็นทั้ง “ท่านพ่อ” ของเพื่อนรุ่นติดกันกับผม คือ ม.ร.ว.ภัทรชัย และ ม.ร.ว.แซมแจ่มจรัส รัชนี ซึ่งสนิทสนมรักใคร่กันตั้งแต่เด็กๆ ในโรงเรียนประจำวชิราวุธ วิทยาลัย
        คนแรกเป็นอดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ ส่วนคนหลังเคยเป็นผู้รับผิดชอบในโครงการหลวงเชียงใหม่




        ความสนิทสนมนั้น ทำให้ผมพลอยเรียก “ท่านจันทร์” ว่า
“ท่านพ่อ” ตามเพื่อนไปด้วย ตอนที่ท่านป่วยอยู่ที่เชียงใหม่ ก็ได้ไปเยี่ยม และยามที่ “ท่านจันทร์” ยังเป็นปกติดี เคยได้รับประทานอาหารร่วมกับท่านหลายครั้ง ท่านได้เมตตาสั่งสอนเรื่องที่เป็นประโยชน์ให้หลายต่อหลายอย่าง

        “ท่านจันทร์” เคยแนะนำผม ในการศึกษาประวัติศาสตร์ว่า หากเราได้ข้อเท็จจริง หรือหลักฐานมาอย่างหนึ่ง ก็ควร “ตั้ง” เอาไว้ก่อน แต่เราต้องใจกว้างพอ ที่จะรับฟังข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานอื่นๆด้วย
        จากนั้นให้นำข้อมูลที่ได้ มาประมวลรวมกันและใคร่ครวญ ค้นคว้าหาความจริงต่อเนื่องด้วยตนเอง แต่ต้องตรวจสอบทานกับแหล่งอื่นด้วย แล้วจึงลงความเห็นว่า
        จะให้น้ำหนักอย่างไร  ควรเชื่อถือข้อเท็จจริง ที่ได้มาหรือไม่?
        ที่สำคัญคือ
        หากบุคคลอื่นข้อสรุป หรือข้อโต้แย้งอย่างอื่น ที่มีเหตุมีผล เราต้องรับฟัง!

        คำกล่าวเช่นนี้ของ “ท่านจันทร์” ยังพบเห็นได้ ในหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ท่านเขียนด้วย 
        ผมเห็นว่า เป็นคำสอนที่มีประโยชน์ยิ่งนัก และตรงตามหลักคำสอนพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเรื่อง
        โยนิโสมนสิการ!

        ด้วยการที่ได้รับการสั่งสอน ให้รู้จักการเหตุผลอย่างที่ว่ามา “คุณเสรีชนประชาไท” ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ผม น่าจะลองตรวจสอบหลักฐาน ก็จะพบว่า
        สิ่งที่ผมเขียนที่พาดพิงถึงนายปรีดีฯ นั้น คือ “ข้อเท็จจริง” ที่ได้จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ว่าจะไปอ่านหนังสือของใครเขียนก็ตาม ข้อเท็จจริงต่างก็ตรงกันเกือบทั้งหมดทั้งสิ้น คือ 
        นายปรีดีฯ นั้นก่อการกบฏ อันเป็นความผิดที่มีโทษใหญ่หลวงนัก จึงต้อง “หลบหนี” ออกนอกราชอาณาจักร!

        อยากจะเรียน ให้ทราบต่อไปด้วยว่า
        ผมต้องใช้ “ข้อเท็จจริง” ที่มีพยานหลักฐานสนับสนุนมั่นคง ไม่ให้คนอื่นโต้แย้งได้ มาใช้กับข้อเขียนของตนตลอดมา ก่อนจะนำเสนอสู่สายตาท่านผู้อ่าน
        ลองพิจารณาดูบทความต่างๆของ “วาทตะวัน” คงจะเป็นที่ประจักษ์กันดี!

        “คุณเสรีชนประชาไท” ต้องเข้าใจว่านายปรีดีฯนั้น เคยเป็นผู้มีอำนาจมากในประเทศ มากแค่ไหนนั้น อยากให้ลองไปอ่านหนังสือ “ชีวลิขิต” ของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ดู ซึ่งเป็นหนังสือที่อดีตนายกฯท่านนี้ เขียนให้หลานปู่ของท่านอ่าน
content/picdata/389/data/photo4.jpg
        ตอนหนึ่งท่านบันทึกเอาไว้ ว่า
        “วันที่ 2 มิถุนายน 2489 ในหลวงอานันท์ฯ รับสั่งให้คุณ
คึกฤทธิ์และปู่เข้าเฝ้า ในหลวงอานันท์ฯทรงเตือนคุณคึกฤทธิ์ฯว่า ปรีดีมีอำนาจมาก จะเขียนอะไรลงหนังสือพิมพ์สยามรัฐ อย่ารุนแรงนัก ท่านกลับมาจะได้รับใช้”
        จากนั้นวันรุ่งขึ้น ในหลวงรัชกาลที่ 8 ได้เสด็จประพาสสำเพ็ง ชาวจีนในย่านนั้น ตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระองค์ เสมือนดั่งเทพเจ้า แต่ถัดจากนั้นอีกเพียงห้าวัน คือ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เป็นวันมหาวิปโยคของชาวไทย เพราะ
      
  ในหลวงอานันท์ ถูกลอบปลงพระชนม์!         อดีตนายกฯ ม.ร.ว.เสนีย์ฯ บันทึกเหตุการณ์สำคัญตอนนี้เอาไว้ว่า
        “...วันรุ่งขึ้น รัฐบาลปรีดีออกแถลงการณ์ ตอนแรกออกมาในรูปว่า ในหลวงลงพระนาภี (ท้องร่วง) ตอนต่อมาแถลงว่า         สิ้นพระชนม์ ด้วยอาวุธปืน!...”
        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        เรื่องการสิ้นพระชนม์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 8 เป็นสาเหตุสำคัญให้นายปรีดีฯ ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะรัฐบาลของเขาคลี่คลายคดีไม่ได้ จนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร ปี พ.ศ.2490
        ในปีถัดมาคนที่เคยมีอำนาจ ใหญ่โตคับเมืองไทยอย่าง
นายปรีดีฯ ซึ่งผมบอกว่า เขายังกระหายอย่างแรง หรือ “เงี่ยน” ในอำนาจ จึงได้ร่วมกับสมัครพรรคพวก ได้ก่อการ “กบฏ” อย่างที่เล่ามาในคอลัมน์ก่อน และเป็นเหตุให้ต้องลี้ภัย จนไปตายในฝรั่งเศส
        ดังนั้น ใครจะยกย่องสรรเสริญนายปรีดีฯกันอย่างไร ก็เชิญว่ากันไปตามสบาย ส่วนผมก็ไม่มีเหตุต้องไป “ขอขมา” อะไรกับนายปรีดีฯ อย่างที่ “คุณเสรีชนประชาไท” กรุณาแนะนำ
        อนึ่ง ผมจะคิดอย่างไร กับนายปรีดีฯ นั้น ไม่เห็นจำเป็นต้องบอกใครฟัง เพราะถ้าขืนให้ผมโผงผาง หลั่งไหลคำพูดออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตามสไตล์แท้จริงของตัวเองแล้วไซร้...
        บางทีบรรดาผู้ศรัทธา นายปรีดีฯ ได้ยินเข้า อาจกรีดร้อง ล้มลง หมดสติไปเลยก็ได้!!!?
........... 
ท้ายบท  สำหรับผู้ที่โพสต์แสดงความเห็น คอลัมน์ประจำสัปดาห์ที่ผ่านมา http://vattavan.com/detail.php?cont_id=387

ความคิดเห็นที่ 1   
ที่นายปรีดีไม่กล้ากลับ เพราะเรื่องคนของพรรคดักดาน ไปตะโกนที่โรงหนังด้วยหรือเปล่า?
โดยคุณ กลับไม่ได้  125.25.137.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
โอ้ว่าเจ้า แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน ทำไมเมืองไทยถึงมีพวกแก่กะโหลกกะลาเยอะจริงเชียว หัวล้านกบาลถอกแบบนี้ ต้องเอาคมแฝกแพ่นกบาล เอาเลือดหัวล้านออก จะได้รู้ว่าในสมองของมันคิดเยี่ยงไร
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันหัวหงอก  125.24.46.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3    สวัสดีครับอาจารย์ ถูกใจคอการเมืองมากครับที่ได้รับรู้เรื่อง สเตทหมู สเตทหมา มันจะได้แจ่มแจ้งเสียที เรื่องสเตทแมนของไทยนั้น มันได้สร้างความเคลือบแครงให้ผมตลอดเวลาว่าสเตทแมนเมืองไทย เมื่อได้รับการยกย่องให้เป็นสเตทแมนแล้ว ทำไมถึงอยู่เมืองไทยไม่ได่ ผมเข้าใจแล้วครับ ผมคนหนึ่งที่เสียดายเงินที่เจ้ากบาลถอกเอาไปใช้ค้นหาความจริงเช่นกัน ผมว่าความจริงทุกอย่างหาได้ที่ศาลครับ เพราะกว่าที่คำสั่งศาลจะออกมามันมีพยานหลักฐานมากมายที่นายกบาลถอกไม่เคยพูดถึงเลย แต่กลับมีที่ศาล และสามารถเอามาได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย
สักแดง ช่างไม่ทิ้งนิสัยอัยการเลย
โดยคุณ narong subsangar  125.24.60.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
ได้ดูนายคณิตฯ แถลงผลงานแล้วอึดอัดสุดขีด ภาวนาให้เสาร์นี้ท่านวาทฯเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เถิด จะได้แสดงออกกับเขาบ้าง เปิดคอลัมน์ Vattavan.com เป็นโอกาสแรก เห็นหัวข้อเรื่องแล้วดีใจจนเนื้อเต้น ยิ่งได้อ่านความคิดเห็นที่เป็นไปในทางเดียวกันแล้ว ทำให้มั่นใจว่าข้อมูลและความคิดเห็นของตนเองมีความถูกต้องอย่างแน่นอน ขอถ่มถุยให้กับรายงานชิ้นนี้ เพราะไม่มีค่าอะไรเลย นอกจากแสดงให้เห็นว่าเครือข่ายอำมาตย์ ไฮโซ และอีลีตต่าง ๆ นี่เขาเหนียวแน่นจริง ๆ รวมหัวและวางเครือข่ายกันมายาวนานเพื่อสร้างภาพให้คนดีกลายเป็นคนเลวสุดขั้วจนได้ เริ่มตั้งแต่ใส่ความว่าโกง แทรกแซงสื่อ - องค์กรอิสระ และอีกสารพัดข้อกล่าวหา ฉายภาพอย่างหน้าด้าน ๆ ออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนคนที่ขาดข้อมูลลังเลหรือหลงเชื่อไปเลย ตามรังแกและไล่ล่าสารพัด แต่ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายต้องมาขอให้เสียสละ อย่ากลับประเทศและวางมือจากการเมือง เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติและประชาชน โธ่เอ๋ย !!! ให้ทำอย่างนั้นเพื่อให้พวกขี้ครอกที่ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะชนะใจประชาชนได้ได้กร่างในอำนาจต่อไป และร่วมกันเป็นมะเร็งร้ายกัดกินประเทศชาติต่อไปหรือ คงยอมกันไม่ได้หรอก ถ้าจะต้องล้างกันด้วยเลือดไทยอย่างที่จอมพล ป.เคยประกาศไว้ก็คงต้องทำกัน เพราะพวกนอกคอกเหล่านี้เคยสั่งฆ่าประชาชนมาแล้ว ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม สมควรจะได้รับบทเรียนที่สาสมบ้าง ยิ่งเขียนยิ่งเดือด ขอวิงวอนยมบาลมารับเอาพวกหน้าหนาเหล่านี้ไปจากประเทศไทยเสียที รับรองสงบสุขแน่

โดยคุณ หมั่นไส้สุดขีด  124.121.226.XXX 


ความคิดเห็นที่ 5    เนื่องจากความเป็นธรรมทางด้านการเมือง ถูกฆาตกรรม เสมือนเมืองไทยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง ที่ชื่อว่า
"ค ณะกรรมการ วิ สามัญฆาตกรรมความ ยุ ติธรรม" ... นึกชื่อย่อเอาเองนะครับ
โดยคุณ r_sp_jd@hotmail.com  110.77.133.XXX 


ความคิดเห็นที่ 6   
ชอบอ่านสำนวนของท่าน แต่อยากให้ท่านศึกษาแนวคิดของท่านปรีดี คงไม่ใช่เป็นผู้กระสันอำนาจ แต่น่าจะต้องการเปลี่ยนแนวบริหารประเทศเพื่อให้ ปชช อยู่ดีกินดี ขึ้น โดยเฉพาะรากหญ้า จึงทำการ รปห หากสำเร็จ จะได้จัดการตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ถูก-ผิด ขออภัยค่ะ

โดยคุณ dawraiy@gmail.com  101.109.47.XXX 

ความคิดเห็นที่ 7   
like like like to read vattawan.com
โดยคุณ jeap @hot mail com  62.202.120.XXX 

ความคิดเห็นที่ 8   
อมเรศ ตัดสินติดคุก 2 ป๊ทำความเสียหายให้ประเทศชาติแล้ะผู้คนซึ่งเป็นลูกค้าชั้นดีของไฟแน้นซ์ที่ถูกปิดไปเป็นจำนวนมหาศาลแต่ให้รอลงอาญา 3 ปีเพราะเคยเป็นรัฐมนตรี(อาจจะเคย)ทำความดีมา แถมมี 3 ศาลให้สู้ซะอีก ท่านทักษิณ ตัดสินจำคุก 2 ปี เรื่องอะไรยังไม่ค่อยเข้าใจ ไม่มีการรอลงอาญา ไม่มีการพิจารณาความดีที่เคยเป็นนายกมา ทำความดีให้ประชาชน มากมาย มากกว่านายกที่ผ่านๆมาทุกคนรวมกันซะด้วยซ้ำ แล้วยังมีศาลเดียวจบซะด้วย อย่างนี้บ้านเมืองมันจะไม่วุ่นวายได้ยังไงล่ะครับ
โดยคุณ Chuang  119.46.70.XXX 


ความคิดเห็นที่ 9   
ขอแปะลิงค์ให้ได้อ่านกันครับ นานาทรรศนะจากนักวิชาการ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1348555094&grpid=&catid=02&subcatid=0200 "เละเลยนายกบาลถอก"
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันหัวหงอก  125.24.18.XXX 


ความคิดเห็นที่ 10   
ชอบฉายา ที่ท่านตั้งให้บุคคลต่างๆ เช่น นายพล ชลิต = ‘กากตด’ (คมช), จารุวรรณ = "นังเป็ด หัวยักษ์", มาร์ค = "มาร์ค มุกควาย"/ "มาร์ค หัวปลอก", คณิต“นายกบาลถอก” , กลุ่มเนชัน = "แก๊งเนชั่ว" , พัชระ สาร= "ไอ้หมูสกปรก" เป็นต้น
โดยคุณ ช่างคิดจริงๆ  125.25.133.XXX


ความคิดเห็นที่ 11   
ได้ใจเต็มๆ ขอบคุณที่ให้ความรู้ครับ
โดยคุณ วงเวียน  101.108.150.XXX   
      

  (คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ อันสืบเนื่อง มาจากเรื่อง...นายปรีดีฯ!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 29 กันยายน 2555) 


บทควาท/ข่าว/เรื่องเล่า..รัฐกะลานิวส์ โดยทีมงาน The native soil. ที่ 10/02/2555 01:49:00 PM ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

มูลเหตุและความจำเป็นที่นำไปสู่การ "เลิกระบบไพร่" อันล้าหลัง


ภาพถ่ายทหารรักษาพระองค์ปืนปลายหอก สมัยรัชกาลที่ 4

การจะทำความเข้าใจช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการสถาปนา "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาภูมิหลังและลำดับขั้น ตลอดจนวิกฤตกาลแต่ละครั้ง ก่อนที่ระบอบการปกครองใหม่ที่เข้ามาแทนที่ "ระบอบศักดินา (จตุสดมภ์)" หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นครั้งที่สองหลังพระชนมายุครบ 20 พรรษา นอกเหนือจากการปฏิรูประบบการเงินการคลังของแผ่นดินเสียใหม่ เพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรและจัดสรรงบประมาณบริหารราชการแผ่นดินมาอยู่ในการกำกับดูแลของส่วนกลาง (คือ "ราชสำนัก") แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว การดำเนินการปลดปล่อย "พลังการผลิต" อย่าง "พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน" ก็เกิดขึ้นมาแทบจะในทันทีที่ "วิกฤตการณ์วังหน้า" ยุติลงก่อนที่จะบานปลายเป็นการ "ก่อกบฏ" หรือ "ยึดอำนาจ" นั่นคือ แนวพระราชดำริในการ "เลิกทาส" และ "เลิกไพร่" และทั้ง 2 ประการนั้น ก่อผลสะเทือนต่อราชอาณาจักรสยามในช่วงเวลาถึง 30 ปี

ที่สำคัญ ผลจากการเปลี่ยนแปลงนั้น เกิดขึ้นทั้งในหมู่ "ชนชั้นสูง" ทั้งที่เป็น "เจ้านาย" และ "ขุนนาง/อำมาตย์" กระทั่งเกิด "กบฏ" ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 และเกิดขึ้นในหมู่อาณาประชาราษฎรทั้งที่เป็น "ทาส" และที่เป็น "ไพร่" ซึ่งฝ่ายหลังนี้เองที่นำไปสู่ปฏิกิริยาของการ "แข็งข้อ" ตามหัวเมืองต่างๆ หลายภูมิภาคของสยาม เกิดเป็น "กบฏไพร่" หรือ "กบฏผีบุญ"

ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชนชาติไทยในดินแดนสุวรรณภูมิก่อนจะเป็นประเทศไทยอย่างในปัจจุบัน นั่นคือ "การอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475" อันเป็นการสิ้นสุด "รูปแบบ" ระบอบการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และ "ความพยายามในการสถาปนา" ระบอบการปกครองที่ "กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ"

สำหรับมูลเหตุของกระบวนการ "เลิกไพร่" นั้น พอจะพิจารณาได้ดังนี้

1. การควบคุมไพร่ที่มีมาแต่เดิมถึงช่วงที่ไร้ประสิทธิภาพ พระมหากษัตริย์ไม่สามารถควบคุมคนได้ ในขณะที่มูลนายอื่นๆได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากไพร่ และใช้ไพร่เป็นอำนาจทางการเมือง

2. ไพร่บางส่วนได้รับกดข่มขี่เหงจากมูลนายก็หลบหนีไปอยู่ในท้องที่ทุรกันดาร ห่างไกลจากอำนาจบังคับบัญชาของมูลนาย หรือของ "ราชการ" มีแนวโน้มที่อาจซ่องสุมผู้คนขึ้นแข็งข้อหรือถึงขั้นก่อกบฏ เพื่อแบ่งแยกการปกครอง

3. เพื่อลดอิทธิพลอำนาจของมูลนายหรือขุนนาง เนื่องจากการเกิดวิกฤตการณ์วังหน้า พ.ศ.2417 แสดงให้เห็นว่ากำลังไพร่พลของขุนนางที่เริ่มมีการฝึกหัดตามแบบทหารตะวันตกสามารถสร้างความไม่มั่นคงให้แก่ราชบัลลังก์ได้ ในขณะเดียวกันราชสำนักก็เล็งเห็นความจำเป็นที่ต้องมีกองกำลังทหารตามแบบตะวันตกที่ขึ้นกับพระมหากษัตริย์โดยตรง ซึ่งมีผลต่อความ "จงรักภักดี" และการ "รวมศูนย์อำนาจบังคับบัญชาทางทหาร" ไว้ที่ศูนย์กลางของประเทศ

ทั้งนี้ การจัดการทหารอย่างยุโรปเริ่มต้นขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ทรงจ้าง ร้อยเอก อิมเปย์ และ ร้อยเอก น็อกส์ ชาวอังกฤษ ซึ่งเดินทางจากอินเดียผ่านเข้ามาทางพม่า ให้เป็นครูฝึกหัดทหารบก ทั้งทหารของวังหน้าและวังหลวง ดังนั้นใน พ.ศ. 2395 กองทหารที่ได้รับการฝึกและจัดแบบตะวันตก ประกอบด้วย กองรักษาพระองค์อย่างยุโรป, กองทหารหน้า และกองปืนใหญ่อาสาญวน

"กองทหารหน้า" เป็นหน่วยที่ได้รับการฝึกแบบใหม่ มีอาวุธใหม่ และมีทหารประจำการมากกว่าทหารหน่วยอื่นๆ และถือได้ว่าเป็นรากเหง้าของกองทัพบกในปัจจุบันนี้

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทหารหน้าใน พ.ศ. 2398 พระองค์ทรงรวบรวมกองทหารที่อยู่อย่างกระจัดกระจายทั่วกรุงเทพฯ มารวมไว้ที่เดียวกัน คือโรงทหารสนามไชย อันได้แก่

          - กองทหารฝึกแบบยุโรป (เดิมอยู่ริมคลองโอ่งอ่างฝั่งตะวันออก)
          - กองทหารมหาดไทย (ซึ่งถูกเกณฑ์มาจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ)
          - กองทหารกลาโหม (ซึ่งถูกเกณฑ์มาจากหัวเมืองฝ่ายใต้)
          - กองทหารเกณฑ์หัด (คือพวกขุนหมื่นสิบยก ขึ้นกับกองทหารหน้า)

4. จากการทำ "สนธิสัญญาบาวริ่ง" หรือ "หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอังกฤษและประเทศสยาม" ที่ราชอาณาจักรสยามทำกับสหราชอาณาจักร ลงนามเมื่อ 18 เมษายน พ.ศ. 2398 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยเซอร์ จอห์น เบาว์ริง ราชทูตที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย เข้ามาทำสนธิสัญญา ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปิดการค้าเสรีกับต่างประเทศในสยาม มีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ โดยการสร้างระบบการนำเข้าและส่งออกใหม่ เพิ่มเติมจากสนธิสัญญาเบอร์นี สนธิสัญญาฉบับก่อนหน้าซึ่งได้รับการลงนามระหว่างสยามและสหราชอาณาจักรใน พ.ศ. 2369

สนธิสัญญาดังกล่าวอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้าเสรีในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากในอดีตการค้าของชาวตะวันตกได้รับการจัดเก็บภาษีอย่างหนัก ทั้งยังอนุญาตให้จัดตั้งกงสุลอังกฤษในกรุงเทพมหานครและรับประกันสิทธิสภาพนอกอาณาเขต (สิทธิทางศาล) ตลอดจนอนุญาตให้ชาวอังกฤษสามารถถือครองที่ดินในสยามได้

การ "จำยอม" เปิดการค้าเสรีกับมหาอำนาจตะวันตกเป็นผลให้เกิดการขยายตัวทางการผลิตและการค้าโดยเฉพาะข้าว ทำให้ความต้องการแรงงานเพื่อใช้ในการทำนาสูงขึ้น มีการอพยพของแรงงานจากต่างถิ่นเข้าไปทำงานในเขตเศรษฐกิจการค้าสำคัญทั้งในส่วนกลาง และตามหัวเมือง ผลที่ตามมาก็คือความจำเป็นที่ต้องการใช้แรงงานเกณฑ์จากไพร่ลดความต้องการลง และความต้องการ "ราษฎรที่ไม่มีสังกัด" มีมากขึ้น การดำเนินกิจการเรือกลจักรไอน้ำขึ้นล่องเขตภาคกลางตอนบนแม่น้ำสายหลัก คือ "เจ้าพระยา" เป็นผลในการค้าขายมีปริมาณที่สูงขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา จาก "เงินพดด้วง" (มีตราประทับ 2 ดวงเป็นสำคัญ คือ ตราประจำแผ่นดินและตราประจำรัชกาล)  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การค้าเฟื่องฟู การผลิตเงินพดด้วงด้วยแรงงานคน ไม่สามารถจะผลิตได้ทันความต้องการ ด้วยความจำเป็นต้องรีบผลิตเงินตราจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สั่งเครื่องทำเหรียญกษาปณ์เข้ามา แต่ก็ยังให้ใช้เงินพดด้วงต่อไป จนมีการประกาศยกเลิก วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2447 และให้ใช้เหรียญกษาปณ์กลมแบนตามแบบของยุโรปเป็นเงินตราของสยาม

5. สำหรับสภาวการณ์สืบเนื่องจากการทำสัญญากับอังกฤษนี้เอง ประกอบกับการตกเป็นเมืองอาณานิคมของชาติเพื่อนบ้าน เท่ากับเป็นภาพสะท้อนการการคุมคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตก ทำให้รัฐบาลในเวลานั้น หรือราชสำนัก ต้องคำนึงถึงทัศนะความคิดเห็นของชาติตะวันตก เกี่ยวกับการเกณฑ์แรงงานกับการสักเลกเป็นเรื่องที่ล้าหลังไร้อารยธรรม.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 29 กันยายน-5 ตุลาคม 2555
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง  ผู้เขียน อริน  สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537


บทควาท/ข่าว/เรื่องเล่า..รัฐกะลานิวส์ โดยทีมงาน The native soil. ที่ 9/30/2555 08:12:00 PM ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

"คอป."สรุปพ.ค.เลือดปี53...ภาษามาเฟียเขาว่า คนตายพูดไม่ได้




พญาไม้ 
pradej@hotmai.com

หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ฉบับประจำวันพุธที่ 19 กันยายน 2555

 

... หายใจไม่ทั่วท้อง ทั้งประชาชน ชาวบ้านกับ รัฐบาล แห่งตึกไทยคู่ฟ้า น้ำคือปัจจัยชี้ขาดว่า รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสอบผ่านหรือไม่ ใครจะชนะระหว่าง "นารี" กับ "วารี"

... เดิมพันสำคัญ จะรุ่งโรจน์หรือร่วงโรย ปลอดประสพ สุรัสวดี คนที่ถูกดูแคลนว่า รู้จักเรื่องน้ำ แค่ในตู้เลี้ยงปลา ที่นี่ "พญาไม้" ถามท่านผู้หยั่งรู้เรื่องน้ำ เที่ยวมาดู ถูกชาวบ้าน อยู่ กรมชลประทาน ตั้งแต่ ดำจนหงอก ถ้าเก่งจริงจะทิ้งเรื่องน้ำไว้เป็นปัญหาของคนรุ่นนี้ได้อย่างไร

... ครั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. พลตรีจำลอง ศรีเมือง บอกว่า จะต้องมีแม่น้ำเจ้าพระยา 2 วันนั้นใครฟังก็หัวเราะเยาะ ถ้าเชื่อเขาตั้งแต่วันนั้น ความเสียหายหลายๆ ล้านบาท ก็คงจะไม่เกิดขึ้น "พญาไม้" ฝันถึง ถนนเขื่อน เลียบเจ้าพระยามาตั้งแต่ วัยกุมาร จนถึงวันนั่งติดเมรุ ถ้าฝันเป็นจริงน้ำก็วิ่งดิ่งลงทะเลสบายๆ ในวันที่เรือแล่นอยู่สูงกว่ารถวิ่ง

... เก่งจริงคุยจัง ว่า ดังเรื่องน้ำ ที่ประเทศอื่นเขายก แม่น้ำ ข้ามถนนกันแล้ว ประเทศไทยประเทศนี้ มันมีแต่ กำแพงดิน ไว้พังเวลาน้ำดัน กับกระสอบทรายไว้ทำรวยวันน้ำมา ลุ่ยที่สุดก็งบ ขุดลอกคูคลอง เบิกไปล้านทำงานแค่สี่แสน วันนี้ขุดพรุ่งนี้ดินก็ไหลลงมาเต็มใหม่ แถมไม่เหลือหลักฐานให้ใครมาเอาตัวไปเข้าคุก

... ปรับคณะรัฐมนตรี น่าจะกำลังใกล้เข้ามา หลังแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ข่าวว่า กลาโหม คนใหม่ จะสีเขียว และราบ ไว้ต้อนรับเรือ ฟรีเกต 3 พันล้านของทหารน้ำ ข่าวว่า พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ดริงก์ก็ดื่มไวน์กับเหมาไถ กับ นายกรัฐมนตรีเก่า รุ่นน้อง คุยกันถูกอกถูกใจ แถมยังไม่ติดใจเรื่องโยกย้ายแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหม

... พาดหัวข่าวมือถือ คอป. สรุป พ.ค.เลือดปี 53 มีชายชุดดำใกล้ชิด เสธ.แดง ภาษามาเฟียเขาว่า คนตายพูดไม่ได้ จะให้เข้าใจว่า เสธ.แดง ใช้ชุดดำไล่ยิง คนเสื้อแดง อย่างนั้นหรือ พ่อทูนหัว "พญาไม้" ยืนยันไว้อีกครั้งตรงนี้ ใครยิงใครฆ่าไม่สำคัญ แต่มันสำคัญที่เขาประกาศ เลิกม็อบ แล้วไปยิงเขาต่างหาก ตรงนี้แหละ คำว่า อาชญากรสงคราม ถึงเกิด... ง่ายมาก จตุพร พรหมพันธุ์ ตอบคำถามพรรคพวก ถ้า จตุพร เข้าแล้ว ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ออก บอกได้เลยว่า ไม่ขอเป็น

... สัปดาห์หน้า สิงคโปร์ถึงรู้ว่า ส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิญ ทักษิณ ชินวัตร เข้าประเทศ ได้นักเดินทางเข้าประเทศ น้อยกว่า "แข่งรถสูตรหนึ่ง" นิดเดียว แต่ประหยัดการลงทุนกว่าหลายร้อยเท่า... ข่าวข้น คนเข้ม วันนี้, 08.30 น. ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ประชุม "การจัดทำแผนแม่บทด้านปศุสัตว์ของประเทศ" ห้องบอลรูม 2 ดิ เอมเมอรัลด์

... 09.30 น. ศักดา คงเพชร รมช.ศึกษาธิการ รับมอบรถยนต์ฝึกปฏิบัติงานจากโตโยต้า มอเตอร์ฯ เพื่อมอบให้วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ หาดใหญ่ และขอนแก่น ห้องประชุม 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

... 15.00 น. วิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข เปิดตัวโครงการแข่งขันสุดยอดแดนเซอร์ไซซ์วัยทีน ลานกิจกรรม work & pay เซ็นทรัลแกรนด์ พระราม 9

... 17.30 น. บุญเนตร-คุณหญิงทิพยวรรณ ตันตกิตติ์ ประธานโครงการมณเฑียรธรรม จัดธรรมบรรยาย "พุทธศาสนากับการแก้ปัญหาสังคม" โดย พระธรรมเจดีย์ เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ห้องราชมณเฑียร รร.มณเฑียร...




 
บทควาท/ข่าว/เรื่องเล่า..รัฐกะลานิวส์ โดยทีมงาน The native soil. ที่ 9/26/2555 09:19:00 PM ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

หนังจันดารา"เหยียบย่ำ คณะราษฎร"จริงรึเปล่า!!!

ชาวเน็ตสับเละ! บทภาพยนตร์ "จันดารา" เหยี่ยบย่ำคณะราษฏร ใส่ร้ายปรีดีฯ

go6TV - มีเสียงวิจารณ์ถึงบทภาพยนตร์อีโรติคชื่อดัง “จัน ดารา ปฐมบท” ที่กำกับโดยหม่อมน้อย “หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล” อย่างอื้อฉาว เมื่อบทภาพยนตร์ได้กล่าวอ้างอิงถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี ๒๔๗๕ กล่าวถึงคณะราษฏร ด้วยข้อความอันเป็นเท็จในทางประวัติศาสตร์ บิดเบือนความเป็นจริงของเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างไม่ละอายแก่ใจ มีคำวิจารณ์ภาพยนต์หนึ่งที่น่าสนใจของนักศึกษากฏหมาย ผู้ใช้ชื่อในเฟสบุ๊ค Phuttipong Ponganekgul ได้แสดงทัศนะไว้ดังนี้

“ผมไปดู "จันดารา" เวอร์ชั่นหม่อมน้อย, ผมเห็นสมควรวิจารณ์ "ความเท็จ" ในภาพยนตร์จันดารา เวอร์ชั่นหม่อมน้อย ซึ่งโจมตีบทบาทของคณะราษฎร ด้วยข้อเท็จจริงที่เป็น "เท็จ" เอาไว้เป็นอุทธาหรณ์บ้างเล็กน้อย”

๑. ในภาพยนตร์เรื่องจันดารา เวอร์ชั่นหม่อมน้อย ดำเนินเรื่องว่า ขณะก่อการฯ นั้น มีประชาชนออกมา "ต่อต้านคณะราษฎร" และ "ทหารก็ใช้ปืนยิงไล่ประชาชน" นั้น คือ การป้อน "ข้อเท็จจริงเท็จ" เกี่ยวกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร กล่าวคือ ในวันก่อการฯ ไม่ได้มีประชาชนมา "ต่อต้าน" เลยนะ ดูจากภาพข่าวตัดหนังสือพิมพ์รายวันยุคนั้น ดูได้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีแต่ "คนมายืนดูเฉยๆ" (แบบไทยมุง) ประชาชนบางท่านยังวิ่งจ๊อกกิ้งตอนเช้ารอบพระที่นั่งอนันตสมาคม ด้วยซ้ำ เช่น กรณี คุณอุ่น อินทรโยธิน (บรรดาศักดิ์ เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน : ต่อมาเป็นหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์) ตอนเช้า วันที่ ๒๔ มิ.ย.๒๔๗๕ :

"เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินนั้น...ท่านซึ่งออกจากราชการแล้วได้ไปเดินเล่นเวลาเช้าตามปกต​ิ เมื่อท่านเดินมาถึงหน้ากำแพงรั้วเหล็กพระที่นั่งอนันตสมาคม ท่านเห็น พ.อ.พระยาพหลฯ ที่ประกาศยึดอำนาจใจนามคณะราษฎรแล้วนั้น กำลังใช้เหล็กงัดโซ่ที่ล้อมประตูกำแพงรั้วเหล็กใส่กุญแจเหล็กไว้นั้น ทั้งนี้ เพราะ พ.อ.พระยาพหลฯ มีข้อกำยำแข็งแรงนัก เจ้าพระยาพิชเยนทรจึงเดินเข้าไปดูพลางท่านก็ปรารภว่า "พวกนี้มันสามารถ" แล้วท่านก็จากไป ต่อมาเวลาคณะราษฎรมีงานทำบุญท่านก็อุตส่าห์มาร่วมบ่อยๆ ท่านจึงได้รับความนับถือจากคณะราษฎร"

(โดยดู : ปรีดี พนมยงค์. ความเป็นไปภายในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์. ตีพิมพ์ใน สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย. รวบรวมและจัดพิมพ์. 'เบื้องแรกประชาธิปตัย : บันทึกความทรงจำของผู้อยู่ในเหตุการณ์สมัย ๒๔๗๕ - ๒๕๐๐'. พิมพ์ครั้งที่ ๑, ๒๕๑๖. หน้า ๖๑.)

๒. และมิหนำซ้ำ ยังดำเนินเรื่องชักจูงให้ผู้ชม เปรียบเทียบการยึดอำนาจภายในบ้านของ คุณหลวงฯ พ่อของจัน เอาอำนาจจากคุณท้าวซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน โดยใช้วิธี "ร่วมเพศกะสาวใช้ทุกคนในบ้าน" เพื่อดึงมาเป็นพวก และจะ "ปล้ำคุณท้าว" ในหนังใช้คำว่า "ปฏิวัติรัฐประหารอำนาจในบ้าน" คือว่าให้เป็นเรื่องของความโสมมเลวทราม ตัดฉากเทียบกับเหตุการณ์ ๒๔๗๕

๓. ตอกย้ำความคิดผ่านตัวละคร "เคน" กับ "จัน" ในการสนทนากันว่า การก่อการ ๒๔๗๕ เป็นการกาลีบ้านเมือง ในหลวงไม่เคยทำไม่ดี (ภาพตัดมาที่ ร.๗) พวกคณะราษฎรก็ทำเพื่อตนเองกับพวกพ้อง - ซึ่งเป็นสำนึกของพวกเจ้า ผ่านการโจมตี "ปรีดี พนมยงค์" โดยอาศัยตัวละคร "คุณหลวง" (พ่อของจัน) เดินเรื่องว่า "ตนเองไปคุยเจรจากับหลวงประดิษฐ์ฯให้ปล่อยตัวพวกเจ้า เคราะห์ดี ที่หลวงประดิษฐ์ฯเห็นแก่ความเป็นมิตรเก่า จึงยอมปล่อยพวกเจ้าที่ถูกจับไป "ขัง"" ซึ่งเรื่องนี้พยายามชี้ว่า "ปรีดี หรือคณะราษฎร - เห็นแก่พวกพ้อง" ซึ่งเป็น "ความเท็จ" ที่ชัดเจนมากๆ สำหรับในกรณีนี้ เพราะ สาเหตุที่ "ปล่อยเจ้า" ก็เพราะว่า "สถานการณ์นิ่ง" และมี "รัฐธรรมนูญ" แล้ว และคณะราษฎร ก็ให้พวกคณะเจ้า มาเขียนหนังสือ "สาบานว่าจะไม่กระทำหรือกล่าวความอันเป็นเสี้ยนหนามแก่ความสงบ" อีกต่อไป จากนั้นจึง "ปล่อยไป" ในวันที่ ๒๘ มิ.ย.๒๔๗๕

   




บทควาท/ข่าว/เรื่องเล่า..รัฐกะลานิวส์ โดยทีมงาน The native soil. ที่ 9/26/2555 09:09:00 PM ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

จงรบกันเถิด อรชุน และ อรชร

จงรบกันเถิด อรชุน และ อรชร >> นำเข้า'อาวุธสงคราม' มาทำไม ทั้งที่ในกองทัพ และกองกำลังบังคับบัญชาส่วนตัว ก็มีเกินพอแล้ว


นักสังเกตการณ์ทั้งหลาย ต่างออกมาตีความหาความหมายกันอย่าง
เอาเป็นเอาตายหน้าดำคร่ำเครียด กับ
ปรากฏการเดินสายให้โอวาท
อีกครั้ง ของ ป๊ะป๋าหงอก' หอกสี่เสา


ผู้ที่ถอกออกมาแต่ละครั้งต้องได้น้ำได้เนื้อนาบุญแห่งความดี แสดงโอวาทความมีบุญคุณของแผ่นดินพ่อ
แผ่นดินแม่ท่าน(มัน)เสมอ เป็นตัวอย่างของบุคคลที่มีคุณความ ดีเสมอ..หู  เป็นผู้ประพฤติชอบ ปฎิบัติ
ดีชนิดไม่เคย..ห่างเหิน แลแต่ละก้าวเดินของ ลักกบุรุษเฒ่า ผู้ไม่เคยห่างห.ำ
เกมส์แย่งชิงเก้าอี้ตัวโตในประเทศ ครั้งสำคัญ เดิมพันกันด้วยอนาคต ตำแหน่งหน้าที่
คงไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่อลังการ์
อำนาจบารมี ของลิ่วล้อสมุนบริวาร ทั้งสองฝ่าย    ....
รุกนำก่อนโดย อ้ายหงอกยอดขันทีหัวขบวน ก่อนที่พลัง
อำนาจทางการอาวุธ จะถูก
ลดทอนลงมากกว่าที่มี
..... ตามมาติดๆด้วย อ้ายหอกโพกผ้าเหลือง บวก อ้ายหงอก
ผีดิบสันติตาโปด
, แหกปากส่งสำเนียงด่านำจากลูกแถว คนอัปรีย์ สีกบาลล้านเลี่ยน

ค.อ.ป. ,และ ทาสาทาสีขี้ข้า ทาสที่ปล่อยไม่ไปกลุ่มลักของหลวงห่วงคนล้างผลาญ


สายข่าวลับสุดล่าสุด ให้ข้อมูลมาถึงการลำเลียงอาวุธสงครามจำนวนมาก เข้ามาทางตะเข็บชายแดนทางเหนือ
และทางตะวันตก มากว่าหลายเดือนแล้ว ของฝ่ายหนึ่งซึ่งประสงค์อยากจะขี่ม้าขาวเสียเต็มประดา หลังจาก
พลาดท่าหล่นหลังลา ให้นายกสาวคนแรกของประวัติศาสตร์ประเทศ ควบตัดหน้าไปชนิดขอบตาร้อนผ่าว
ผิดแผนโฆษณาชวนเชื่อ"นารีขี่ม้าเขียว มาทำเสียวบนแผ่นดิน" ที่ซุ่มทำการตลาดมาก่อนหน้าหลายปี
กับอีกฝ่าย ที่มีอำนาจรัฐของนายกพี่น้องสนับสนุนตามกฏหมาย ด้วยสายสัมพันธ์ฉันมิตรผู้มีอุปการคุณ
อาวุธสงครามประดามี จึงหลั่งไหลเข้ามาทางชายแดนทิศตะวันออก มากเท่าที่ต้องการทุกเวลา
ไม่นับรวมกับกำลังพลในเครื่องแบบทั้ง ทหาร-ตำรวจ และพลเรืยนมหาดไทย ที่มีกฏหมายรองรับการใช้
อาวุธที่นายใหญ่ทั้งสองฝ่าย แบ่งแย่งกันครอบงำสั่งการ สับสนอลหม่านกันไปหมดทั่วทุกกรมกองกระทรวง
   มีผู้เสนอความเห็นแย้ง ถึงเหตุผล การนำเข้า'อาวุธสงคราม' มาทำไม
    ทั้งที่ในกองทัพ และกองกำลังบังคับบัญชาส่วนตัว ก็มีเกินพอแล้ว
จากข่าวคราวล่าสุดถึงการ แอคชั่นเอ็กเซอร์ไซซ้อมรบในเมือง โดยกองอารักขาส่วนตัว พลรบระดับกองพล
ทหารราบรบพิเศษ เต็มอัตรา จำนวนกว่า 10,000 นาย กลางพระมหานคร ของเจ้านายใหญ่ฝ่ายมีกฏหมาย
รองรับ แสดงแสนยานุภาพ ขยับยึดเมือง ข่มขวัญบารมี นายใหญ่ของอีกฝ่าย
              
                                          การข่มขืนประเทศแม่
ผู้สันทัดกรณี ได้วิเคราะห์ให้เห็นเหตุ ของการต้องมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครองนอกสารบบกองทัพ และ
ติดอาวุธให้แก่พลรบสแตนด์บายพร้อมปฏิบัติการ24ชม.ทุกสถานการณ์ที่มีคำสั่งให้ออกของทั้งสองพวกฝ่าย 
โดยมิอาจไว้เนื้อเชื่อใจ บรรดาขุนพลผู้กุมอำนาจทั้ง 3 เหล่ารบ ว่าจะจงรักภักดียอมรับคำสั่งการยึดเก้าอี้แต่
โดยดี ทันการทันทีที่มีโอกาสหรือไม่ ... ด้วยข้ออ้างติดขัดผิดระเบียบราชการและกฏหมาย ในการเบิกจ่าย
นำอาวุธสงครามจำนวนมาก ในคลังอาุวุธของทุกเหล่าทัพ มาทำไม เพื่อการใด จำเป็นหรือไม่ ?
... เป็นความเสี่ยงต่อการปิดลับ มิให้ข่าวแพร่งพรายเข้าหูสื่อมวลชน และความอ่อนไหวต่อกระแสการต่อต้าน
ของประชาชน ในกรณีปฏิวัติรัฐประหาร อีกแล้วครับท่าน
ข่าวร้ายที่ตามมา ต่อกองกำลังฝ่ายตรงกันข้าม ให้ทราบไว้แต่เนิ่นๆ ก็คือ หากนำรถถัง รถเกราะ รถรบทั้งหลาย
ออกมาหมายจะบดขยี้คู่ต่อสู้ ก็จะเป็นเป้าลองซ้อมมืิอของ จรวดขีปนาวุธต่อสู้รถถังหนัก แบบตุ๊มเดียวจอด
ไฟลุกท่วมคัน ... ไม่ก็ ขีปนาวุธนำวิถีชนิดประทับบ่ายิง พื้นสู่อากาศ ไว้สอยฝูงบินรบทั้งหลาย ไม่เว้น ฮ.
ที่บังอาจบินข้ามหัวข้ามหูน่ารำคาญ
                      
                  จงรบกันเถิด อรชุน และ อรชร
     ให้มันวิบัติฉิบหาย รู้ดีรู้ชั่ว ตายโหงตายห่ากันไปข้าง
ฤา จักตายเห.ี้ยนกันทั้งสองข้าง ก็เป็นคุณานุปการแก่ชาติและปวงชน

    มิต้องห่วงหาอาวรณ์ว่า ขาด.. แล้วจักสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน
     ประชาชนทั้งสิ้นจักปกป้ักษ์รักษา บ้านนี้เมืองนี้ไว้เอง
จงตายอย่างหลับตาเถิด ชื่อของเจ้าจักถูกจารึกไว้นานเท่านาน
      ทรราช ผู้มีสินธุรกรรมเหลือคะเน เจ้าบุญเจ้าคุณประเทศ


 


                                 บทความนั่งเทียนที่มิน่าเชื่อถือ โดย : รุ่งศิลา


ภาพของ rungsira
โดย rungsira
 
 
บทควาท/ข่าว/เรื่องเล่า..รัฐกะลานิวส์ โดยทีมงาน The native soil. ที่ 9/26/2555 09:02:00 PM ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

"เดียร์-ขัตติยา" โพสต์หลักฐาน ตอกกลับ "คอป." "เจ้าหน้าที่" ยืนคู่ "ชายชุดดำ"



ที่มาข่าว :: go6TV 19 กันยายน 2555 

ภาพจากแฟ้มข่าว


นางสาวขัตติยา สวัสดิผล (น้องเดียร์) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อดีตหัวหน้าพรรคขัตติยะธรรม และเป็นบุตรสาวของ พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) โพสต์ทวิตเตอร์ส่วนตัว https://twitter.com/Dear_Khattiya แสดงหลักฐานภาพถ่าย "เจ้าหน้าที่" ยืนคู่ "ชายชุดดำ" ตอกกลับรายงานที่บิดเบือนของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่ใส่ร้ายผู้เสียชีวิตว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องประชาธิปไตย เหตุการณ์ 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553



ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนางสาวขัตติยา สวัสดิผล ได้โพสต์ ลิงค์หน้าเว็บไซท์กลุ่มสื่อประชาชน (ThaiFreeNews) ภาพ "เจ้าหน้าที่" ยืนคู่กับ "ชายชุดดำ" คอป.เห็นหรือยัง? http://www.thaifreenews.net/2012/09/blog-post_3801.html ที่แสดงหลักฐานภาพถ่าย "เจ้าหน้าที่" ยืนคู่กับ "ชายชุดดำ" จำนวน 11 ภาพ ทำให้ภาพถ่ายดังกล่าวถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วในเครือข่ายสังคมออนไลน์และกระดานสนทนาสาธารณะ โดยมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจำนวนมากต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) อย่างดุเดือด รวมทั้งไม่พอใจผลการรายงานของ คอป. เช่นเดียวกับนางสาวขัตติยา ทั้งนี้ นางสาวขัตติยา ได้โพสต์ข้อความดังนี้ 





การนำรายงานของคอป.มาเปิดเผยในวันเดียวกับศาลมีคำสั่งเรื่องคำ พันกองว่าเป็นการตายจากเจ้าหน้าที่ก็คงเพราะจะทำลายน้ำหนักคำสั่งศาลและกลบกระแสข่าว"
"การโยนบาปเรื่องชายชุดดำว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณพ่อ คงจะไม่เป็นธรรมเท่าไรนัก และคุณพ่อก็ไม่สามารถฟื้นขึ้นมาชี้แจงความบริสุทธิ์ของตนเองได้"
"แต่ก็อย่างว่า รายงานคอป.จะแต่งเป็นนิทานออกมายังไงก็ได้ เพราะไม่ได้ถูกรวบรวมโดยพนักงานสอบสวนที่จะถือเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมาย"
"การซักถามบุคคลของคอป.ก็ไม่ถือเป็นการสอบสวนตามกฎหมาย เพราะไม่ใช่การให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนไม่มีสาบานตน เมื่อให้ข้อมูลเท็จก็ไม่มีโทษทางอาญา"
"เมื่อใครจะให้ข้อมูลยังไงก็ได้เพราะไม่ใช่การสอบสวนของพสส. บวกกับใส่ความเชื่อของคนที่บอกตัวเองว่าเป็นนักวิชาการเข้าไป เลยทำให้รายงานออกมา"เละ""
"รูปต่างๆตอนนี้คงพออธิบายได้ว่าชายชุดดำที่โยงกันนั้นเป็นคนที่รัฐบาลที่แล้วส่งมาปะปนเพื่อสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงและง่ายต่อการปราบปรามหรือไม่"
"เผื่อคอป.จะได้ข้อมูลเพิ่มบ้างว่าที่แท้ชายชุดดำที่โยนกันนักกับจนท.ทหารนั้นเป็นพวกเดียวกัน"
"http://www.thaifreenews.net/2012/09/blog-post_3801.html"




เว็บไซท์กลุ่มสื่อประชาชน เผยแพร่ภาพ "เจ้าหน้าที่" ยืนคู่ "ชายชุดดำ" จำนวน 11 ภาพ

ภาพถ่ายเพิ่มเติมhttp://www.thaifreenews.net/2012/09/blog-post_3801.html



..................................................................................................................................




ที่มาข่าว :: go6TV 20 กันยายน 2555 
http://www.go6tv.com/2012/09/11.html


เผยภาพชุด "เจ้าหน้าที่" ยืนคู่ "ชายชุดดำ" ว่อนเน็ท ที่น้องเดียร์-ขัตติยา สวัสดิผล โพสต์ลิงค์ล่าสุด เป็นอย่างไรไปชมกัน...



























ข้อมูลเพิ่มเติม
Mthai News - ชายชุดดำคือทหารดี ๆนี้เอง
http://talk.mthai.com/topic/351804
ชายชุดดำพวกนี้อาแดงกูไม่รู้จักโว้ย!!!! 
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=427751683928027&set=a.114703855232813.7702.100000795977928&type=1&theater
ภาพ "เจ้าหน้าที่" ยืนคู่กับ "ชายชุดดำ" คอป.เห็นหรือยัง?
http://www.thaifreenews.net/2012/09/blog-post_3801.html


บทควาท/ข่าว/เรื่องเล่า..รัฐกะลานิวส์ โดยทีมงาน The native soil. ที่ 9/20/2555 11:09:00 AM ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

โทษของการเป็นคนลวงโลก


๑)    ทุกข์ทางใจจิตที่เป็น ปกติสุขไม่อาจคิดพูดโกหกมดเท็จ การจะโกหกมดเท็จได้ต้องใช้จิตที่เป็นทุกข์เท่านั้น เพราะไหนจะต้องพยายามแต่งเรื่องขึ้นใหม่ ไหนจะต้องออกแรงบิดความจริงอันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ด้วยปากอันเล็กกระจ้อยร่อย แม้แต่การกลับซ้ายให้กลายเป็นขวาเพียงนิดเดียว ก็อาจพาคนหลงตามคำหลอกของเราไปลงเหวได้แล้ว ทุกคำมุสาที่นึกว่าเล็กน้อย จึงอาจก่อมหันตภัยใหญ่หลวงเกินกว่าจะคาดเดาได้

การรู้ตัวว่าโดนหลอก เป็นความทุกข์ของผู้ถูกหลอก ถ้าเราเป็นคนหลอกเขา ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจน

ทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะรู้สึกถึงความฝืดฝืน นั่นเพราะธรรมชาติของความจริงมีเหตุมีผล การอยากโกหกก็คือการอยากทำลายเหตุผล ซึ่งค้านกันกับสำนึกแบบมนุษย์ที่ต้องการเหตุผลตามจริง

ทุกข์จะทวีตัว ขึ้นเมื่อตัดสินใจหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเหมือนใจถูกคลุมไว้ด้วยฝ้าหมอกมายา นั่นเพราะการตั้งใจแต่งเรื่องหลอกคนอื่น ก็คือการพลิกเอาตัวเองออกจากความจริงอันสว่างไปสู่ความเท็จอันมืด จึงไม่มีทางที่ใจจะสดใสโปร่งโล่งไปได้

 ทุกข์จะทวีตัวขึ้นอีกเมื่อ พยายามคิดคำลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นคล้ายมีตัวเราที่รูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากเดิมกำลังดิ้นพล่าน พยายามจินตนาการจับต้นชนปลายความจริงกับความเท็จให้ต่อกันติด ที่มโนภาพของตัวเราแตกต่างจากเดิม ราวกับแปลกไปไม่ใช่ตัวเรา ก็เพราะขณะจิตนั้นเราไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ตัวจริงตามที่กำลังเป็น

ทุกข์ จะทวีตัวขึ้นถึงขีดสุดเมื่อต้องฝืนขยับปากหลอกลวงคนอื่นให้หลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นการออกแรงเค้นคำ แตกต่างจากเมื่อพูดความจริงอย่างสบายอารมณ์ นั่นเพราะเรารู้ว่าความจริงเป็นเส้นตรง แต่จะอาศัยปากของเราเข้าไปดัดเส้นตรงนั้นให้เบี้ยวบิดผิดรูป แน่นอนว่าจิตใจและปากคอของเราย่อมเบี้ยวบิดผิดตามไปด้วย ไม่อาจตรงอยู่ได้

ทุกข์ จะไม่จบโดยง่ายแม้เมื่อหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อได้สำเร็จ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้สึกเหมือนมีสองภาค ภาคหนึ่งรู้ความจริง อีกภาคหนึ่งรู้ว่ามีความลวงซ้อนความจริงขึ้นมา อีกทั้งต้องคอยปกปิดให้ดี ยิ่งภาคแห่งความลวงหนาขึ้นกลบภาคแห่งความจริงมากขึ้นเท่าใด เราจะยิ่งรู้สึกคล้ายเกิดหน้ากากปิดบังหน้าตาของตนมากขึ้นเท่านั้น จนวันหนึ่งส่องกระจกเงาแล้วอาจรู้สึกครึ่งจริงครึ่งฝัน ถามตัวเองว่านี่ใบหน้าของเราแน่หรือ?

ในทางปฏิบัติแล้ว การหลอกคนได้มักทำให้ภูมิใจ เพราะหลงนึกว่าตัวเองฉลาด และเห็นว่าคนอื่นโง่ ดังนั้น ทุกข์ที่เกิดจากการฝึกเป็นนักแต่งเรื่องจึงไม่ปรากฏชัดในช่วงต้นวัย ต่อเมื่อหลอกคนอื่นจนกระทั่งจิตทำงานเป็นอัตโนมัติ คล้ายหลอกได้แม้กระทั่งตัวเองให้เชื่ออะไรผิด ๆ หลงตัดสินใจโง่ ๆ และด้วยเหตุนี้เอง เราจึงตระหนักว่าที่สุดของการเป็นคนลวงโลก ก็คือการพาตัวเองไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ร้อนจากการไม่รู้จักตนเองเสียแล้ว




 

๒) การสั่งสมบาป


เมื่อ ทราบแล้วว่าความมืดเป็นเครื่องหมายของบาป เราก็สามารถสำรวจใจตนเองแล้วทราบได้ว่าการโกหกเป็นบาป เพราะไม่มีการโกหกครั้งใดที่ทำให้จิตของเราสว่างขึ้น มีแต่จะหม่นหมองลง กับทั้งไม่มีแก่ใจคิดอะไรในทางดี ในทางที่เจริญเอาเลย

แรงผลักดันให้ โกหกได้เต็มปากเต็มคำคือโลภะ โลภะต้องชนะความอยากสบายใจ จึงขับให้เราก่อบาปด้วยการหลอกลวง แท้จริงมนุษย์เราต้องการความสบายใจเหนือสิ่งอื่นใด แต่เพราะอยากได้สิ่งที่ต้องการมากเกินไป หรือจำต้องเห็นแก่สิ่งอื่นยิ่งไปกว่าใจตน จึงยอมทำลายความสบายใจด้วยการพูดคำเท็จ

ที่น่ากลัวก็คือบาปสามารถ สั่งสมตัวได้ นั่นหมายความว่ายิ่งโกหกมากขึ้นเท่าไร ใจก็ยิ่งอึดอัดทรมานมากขึ้นเท่านั้น มองไปทางไหนความจริงทั้งหลายดูน่าบิดเบือนให้ผิดจากเดิมไปหมด

แม้ ขยับปากเอาตัวรอดหรือสร้างภาพให้ดูดี เช่น คนที่บ้านถามว่าไปไหนมา ความจริงเราไปสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนฝูง แต่เราไพล่พูดโกหกว่าไปช่วยงานสำคัญที่นั่นที่นี่ ปากของเราก็ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องดัดจิตให้เบี้ยวบิดผิดรูปแล้ว เพียงคำลวงเล็ก ๆ ก็จุดชนวนความคิดไม่ตรงไปตรงมาได้ ต่อไปเมื่อต้องตอบแบบเสียภาพลักษณ์นิดเดียว ระบบความคิดของเราจะพยายามสร้างคำพูดไปในทางรักษาภาพทันที โดยไม่คำนึงว่าภาพดี ๆ จะมีความจริงปนอยู่ด้วยมากน้อยเพียงใด

ความ คิดในทางปั้นน้ำเป็นตัวจะลดความฉลาดในการอธิบายให้คนเข้าใจความจริง ทั้งที่พูดความจริงโดยไม่ต้องให้คนฟังเสียความรู้สึกก็ได้ แต่เพราะมัวไปเชื่ออยู่ว่าขืนพูดความจริงก็พังเท่านั้น เลยเท่ากับปิดโอกาสฝึกใจให้ซื่อ ฝึกคิดให้ฉลาด น้อยคนจึงสามารถพูดแบบให้เกิดเรื่องดี ๆ โดยไม่ต้องแต่งเรื่องหลอก ๆ ขึ้นมา

ฉะนั้น เพียงไม่ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะเว้นขาดจากการโกหก ก็นับว่ามีโทษแล้ว เพราะเมื่อถูกตั้งเงื่อนไขให้เกิดโลภะอย่างแรงกล้า ความอยากสบายใจก็ลดระดับแทบไม่เหลือ ยังผลให้สติพร่าเลือนลง เปิดช่องให้โลภะเข้าครอบงำจนโง่เขลา หลงนึกว่าบาปแห่งการโกหกเป็นสิ่งสมควรทำยิ่งกว่าบุญแห่งการพูดความจริงให้ เกิดประโยชน์






 

                                                     ผังล้มเจ้าฉบับจัดทำโดย ศอฉ.



๓) ความเป็นอยู่ที่เลวร้าย
ไม่มีความ รู้สึกอึดอัดอันใดย่ำแย่ไปกว่าความรู้สึกอึดอัดอันเกิดจากการโกหก เพราะบาปข้ออื่นยังทำลงไปแบบมีเหตุผลให้โล่งใจกันได้ เช่น เราอาจฆ่าโจรโฉดตามหน้าที่ของตำรวจ เราอาจโกงใครเพราะเขาโกงก่อน เราอาจกินเหล้าเพื่อไม่ให้คนรินเสียใจ แต่ถ้าต้องฝืนใจโกหกครั้งหนึ่ง เราก็ต้องฝืนทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับความจริงอันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่หนึ่งครั้ง เมื่อสั่งสมมากแล้ว ในที่สุดทั้งอกทั้งใจก็เต็มแน่นไปด้วยความอึดอัดครัดเครียด และสับสนอยู่กับตนเองว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ อันไหนตื่นอันไหนฝัน เห็นความจริงเป็นสิ่งไม่น่าเชื่อ กับทั้งมีนิสัยดื้อด้าน ไม่ยอมรับความจริงอย่างน่าสลดสังเวชได้

เมื่อบาปจากการการโกหกถูก สั่งสมมากแล้ว คนโกหกย่อมเลื่อนฐานะเป็นคนลวงโลก ดูเผิน ๆ เหมือนโกหกได้หน้าตาย คิดแต่งเรื่องได้เป็นตุเป็นตะในเวลาอันรวดเร็ว หลอกได้แม้กระทั่งเครื่องจับเท็จ ซึ่งสะท้อนว่าสามารถสะกดจิตตัวเองให้สำคัญไปว่ากำลังพูดเรื่องจริงอย่างเป็น ธรรมชาติ แต่นั่นแหละคือความผิดธรรมชาติอย่างใหญ่หลวง จนก่อให้เกิดกระแสในตัวที่น่าระแวง ไม่ชวนให้อยากคบ อยู่ใกล้แล้วอึดอัด เหมือนอีกาที่ซื่อกับใครไม่เป็น หรือเหมือนลิงที่พร้อมจะล้อเลียนเราทั้งต่อหน้าและลับหลัง

การโกหก หลอกลวงแต่ละครั้งคือการบิดเบือนความจริง ซึ่งก็มีผลสะท้อนให้ความจริงของเราบิดเบี้ยวไปด้วย อาจจะในรูปของการโดนใส่ไคล้ หรืออาจจะในรูปของการถูกเข้าใจผิด คิดให้ดีก็สมกันแล้ว ไม่มีทางที่เราจะบังคับใครต่อใครให้พูดถึงเราตรงตามความจริงไปทั้งหมด เท่า ๆ กับที่เราเองก็ไม่ได้พูดถึงตัวเองตรงตามจริงทุกครั้ง เช่นที่เป็นกันมากคือโกหกเพื่อรักษาหน้า ไม่ยอมรับผิด เป็นต้น

จิต ของคนลวงโลกย่อมมีความบิดเบี้ยว กลับกลอกไปมา แม้แต่เจ้าตัวเองก็ควบคุมไม่ได้ว่าจะให้ชอบอะไรหรือรักใคร คล้ายตกอยู่ในห้วงฝันหลอนที่โยกเยกไหวเอนอยู่เกือบตลอดเวลา

จิตที่ บิดเบี้ยวย่อมเหมาะกับภพใหม่ที่เบี้ยวบิด เต็มไปด้วยความหลอกหลอนให้ผิดหวัง วันนี้นึกว่าดี พรุ่งนี้กลายเป็นร้ายให้ช้ำใจ น่าอึดอัดระอา ถ้ายังมีวาสนาพอจะเกิดใหม่ในโลกมนุษย์ ก็ย่อมตกอยู่ในภาวะผันผวนไม่แน่นอนอย่างรุนแรง

หากตายเยี่ยงคนลวงโลก ผู้ยังไม่อิ่มไม่พอกับการปั้นน้ำเป็นตัว แต่ยังพอมีบุญพยุงไม่ให้ร่วงหล่นถึงนรก ก็อาจไปเสวยภพของพวกหาสัจจะได้ยากในระดับเดรัจฉานภูมิ เช่น อีกา หรือลิงป่าบางจำพวก เป็นต้น

แต่หากตายเยี่ยงคนลวงโลกที่ดีแต่เยาะ หยัน เห็นคนอื่นโง่กว่าตนเสมอ ก็จัดว่ามีความเหมาะกับสภาพความเป็นอยู่ที่ถูกกดขี่อย่างน่าสะพรึงกลัว ดังเช่นนรกภูมิสถานเดียว!




นรกขุมที่ ๙
(โลกันตมหานรก)
บุคคลส่วนใหญ่รู้จักกันแค่อเวจีมหานรก หรือ นรกขุมที่ ๘ จึงมีคนสมัครใจลงนรกขุมนี้กันมาก เพราะไม่เชื่อว่ามีนรก ไม่เชื่อว่ามีสวรรค์ ไม่เชื่อว่ามีเทวดา มีนางฟ้า มีพรหม และมีพระวิสุทธิเทพหรือพระอรหันต์อยู่ที่พระนิพพาน คิดเอาด้วยปัญญาของตนว่าตายแล้วสูญ ตายแล้วไม่เกิด เท่ากับผลของกรรมไม่มี, กฎของกรรมไม่มี, ไม่เชื่อว่าทำดีย่อมได้รับผลดี ทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว แม้แต่นักบวชที่บวชเข้ามาในพุทธศาสนาจำนวนมากก็เชื่อตามความคิดเหล่านี้ เมื่อตายไปจึงพากันไปอยู่นรกขุมนี้เป็นจำนวนมาก มากกว่าอาชีพใด ๆ ในโลกนี้ เพราะเป็นการปรามาสพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเท่ากับปรามาสพระพุทธเจ้าโดยตรง เพราะธรรมเหล่านี้พระองค์เป็นผู้ตรัสสอนไว้ทั้งสิ้น
          คำสั่งคือศีลหรือพระวินัยมีอยู่ ๒๒๗ ข้อ บางท่านยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีอะไรบ้าง ประกอบกับไม่เชื่อว่ามีนรก จึงไม่ค่อยสนใจที่จะรักษาศีล ความเป็นพระจึงไม่เกิดกับจิตของผู้นั้น บวชนานเท่าใดก็ไม่เป็นพระ เป็นแค่นักบวช หรือสมมุติสงฆ์เท่านั้น ตายแล้วจึงลงนรกหมด
          ส่วนคำสอน นั้นมีมากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หรือ ๘๔,๐๐๐ อุบาย เพราะบุคคลมีจริตนิสัย และมีกรรมไม่เสมอกัน
          พระองค์ทรงตรัส เรื่องโทษของการปรามาสพระรัตนตรัย ไว้ มีความสำคัญย่อ ๆ ดังนี้
          ๑. สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสไว้ กลับบอกว่าพระองค์มิได้ตรัส
          ๒. สิ่งที่พระองค์มิได้ตรัสไว้ กลับบอกว่าพระองค์ตรัส
          ๓. ตีความหมายผิด เข้าใจผิด
          ๔. พวกที่เขาไม่ศรัทธาในพระองค์ หรือพวกปทปรมะ หรือคนนอกศาสนา พวกนี้พระองค์ไม่สอนเขาอยู่แล้วเป็นธรรมดา โทษของการปรามาสพระรัตนตรัยมีสถานเดียว คือ ต้องลงนรกขุมที่ ๘
          ในพระไตรปิฎก มีบุคคลบางคนที่สงสัยเรื่องนรก-สวรรค์มีจริงหรือ ไปถามพระองค์ พระองค์ก็ทรงเมตตาแนะนำบุคคลเหล่านั้น มีใจความโดยย่อว่า...
          ก) ถ้าไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ หากตายไปก็เสมอตัว
          ข) ถ้าหากนรกมี สวรรค์มีจริง เมื่อตายไปก็พบกับความทุกข์หรือความสุขอย่างสุดประมาณ เพราะ...
          นรกขุมแรก (สัญชีพนรก) ๑ วันที่นั่นนานเท่ากับเวลาในโลกมนุษย์ถึง ๙ ล้านปี นรกขุมที่ ๒ เวลาก็นานขึ้นอีกเท่าตัว คือ ๑ วันที่นั่นนานเท่ากับเวลาในโลกมนุษย์ถึง ๑๘ ล้านปี ตามลำดับ จนถึงขุมที่ ๘ เธอควรจะยอมเสี่ยงดีหรือไม่ก็ตามใจเธอ พระองค์ไม่เคยบังคับใครให้เชื่อ เพราะศาสนาของพระองค์ ทุกคนต่างเข้ามาด้วยศรัทธาก่อนทั้งสิ้น (ศรัทธา คือ ความเชื่อโดยการยอมปฏิบัติตามคำสั่งคือศีลและคำสอนของพระองค์ด้วย) นอกจากนั้นยังเมตตาสอนวิธีหนีนรกแบบง่าย ๆ ให้กับบุคคลเหล่านั้น โดยเน้นเรื่องการรักษาศีลเป็นหลักสำคัญ (กรุณาอ่านเรื่อง ศีลและปัญญาเท่านั้นเป็นเลิศในโลกประกอบด้วย แล้วจะเข้าใจได้อย่างดี)
          บุคคลและนักบวชที่ไม่เชื่อว่า นรกมี สวรรค์มี จึงประมาท ไม่สนใจที่จะละกรรมชั่ว ไม่สนใจที่จะทำกรรมดี จิตใจเลยเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส โดยเฉพาะเรื่องการรักษาศีลหรือพระวินัยอย่างจริงจังในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ตายแล้วจึงพากันลงนรกมากมายสุดประมาณ ตามที่พระองค์ทรงตรัสไว้ มีความว่า " สัตว์โลกตายแล้วไปสู่สวรรค์ได้ มีปริมาณเพียงเท่าเขาโค แต่ไปสู่อบายภูมิ ๔ มีปริมาณเท่ากับขนโค "นี่คือคำนำเรื่องที่เกี่ยวกับนรกขุมที่ ๘ (อเวจีมหานรก)


........................................................................

บทควาท/ข่าว/เรื่องเล่า..รัฐกะลานิวส์ โดยทีมงาน The native soil. ที่ 9/20/2555 08:46:00 AM ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

สัญลักษณ์ เปลี่ยนผ่าน พลันบังเกิด อัตลักษณ์ ทุรลักษณ์...สัญลักษณ์ อัปลักษณ์

ชลเนตร ไหลหลั่ง ดั่งสายน้ำ
อสุชน ครั่นคร้าม ยามสลาย
อัสนี ผ่าฟาด ปราสาททลาย
ปฐพี แตกกลาย ซึ่งหลายองค์

สัญลักษณ์ เปลี่ยนผ่าน พลันบังเกิด
อัตลักษณ์ ทรามกำเนิด จึ่งดับหงส์
อัปลักษณ์ ครุฑรัฐ วับัติธง
ทุรลักษณ์ ยุคไหลหลง บัดเสื่อมมนต์

รุ่งศิลา
๑๗ กันยายน ๒๕๕๕
 

 


  •  โดย  rungsira 








  • บทควาท/ข่าว/เรื่องเล่า..รัฐกะลานิวส์ โดยทีมงาน The native soil. ที่ 9/18/2555 10:35:00 AM ไม่มีความคิดเห็น:
    ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

    คำตอบในคืน 10 เมษาฯ

     คอลัมน์ ชกไม่มีมุม     วงค์ ตาวัน

     วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์



    หากย้อนรายละเอียดคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 จะได้คำตอบชัดเจนว่า ใครกันแน่ที่จุดชนวนความรุนแรง และชายชุดดำที่ปรากฏในคลิปในคืนวันนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับม็อบแดงแต่อย่างใด

    10 เมษายน คือคืนแรกของความรุนแรง เสียงปืนระเบิดระงม คนตายเกือบ 30 ศพ

    เนื่องจากศอฉ.สั่งยึดคืนพื้นที่ย่านผ่านฟ้า จนมีการปะทะกับม็อบตั้งแต่ตอนบ่าย

    พอเข้าสู่หัวค่ำ เสียงเตือนดังไปทั่วว่า อย่าสลายม็อบในตอนกลางคืน

    นี่แหละเป็นคำถามถึง 2 ผู้นำรัฐบาลว่า ทำไมจึงสั่งให้สลายม็อบต่อในค่ำคืนนั้น ทั้งที่ผิดหลักอย่างสิ้นเชิง

    อ่อนหัด ไร้เดียงสา หรือว่าจงใจ!?!

    แล้วนั่นแหละคือชนวนที่เกิดการนองเลือด

    ต่อมามีระเบิดเกิดขึ้นในกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหาร จนสูญเสียเกือบ 10 ศพ พร้อมๆ กับการปะทะด้วยกระสุนจริงจนทำให้ม็อบตายไปเกือบ 20 ศพ

    ฝ่ายรัฐบาลพยายามเชื่อมโยงการโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ากับการปรากฏตัวของชายชุดดำ ที่มีคลิปเห็นรัวปืนอาก้าอยู่

    พยายามบอกว่า ฝ่ายม็อบมีผู้ก่อการร้ายแฝงอยู่ จงใจฆ่าทหาร และฆ่าพวกเดียวกันเองเพื่อสร้างสถานการณ์

    แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดในคืนวันที่ 10 เมษายนนั้นคือ

    1.รัฐบาลไม่ฟังเสียงเตือน ยังสั่งเจ้าหน้าที่เข้ายึดคืนพื้นที่ต่อทั้งที่เข้าสู่ช่วงค่ำมืด 

    นี่ส่อแสดงอะไร!?

    2.ฝ่ายม็อบเอง หากวางแผนชั่วร้ายเอาไว้จริง เมื่อสถานการณ์กำลังเข้าทาง มีการปะทะหนัก มีผู้ชุมนุมถูกยิงตายเกือบ 20 ศพ

    มวลชนกำลังเดือดแค้นได้ที่

    แผนกำลังเข้าทางแท้ๆ แต่ทำไมแกนนำม็อบเรียกร้องเจ้าหน้าที่รัฐให้ถอนกำลังออกไป ทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายเสื้อแดงถอยมารวมตัวอย่างสงบ

    ถ้าวางแผนแล้ว ทำไม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จึงประสานกับผู้นำกองทัพ เพื่อให้ยุติเหตุการณ์!

    ถ้าวางแผนเช่นนั้น มีแต่ต้องรุกต่อ เพื่อนำไปสู่การแตกหัก และจะได้รับชัยชนะด้วยซ้ำ

    ดังนั้นการปรากฏตัวของชายชุดดำ จึงไม่น่าจะเกี่ยวกับฝ่ายม็อบ 

    รวมทั้งคำกล่าวหาว่าม็อบมีแผนสร้างความรุนแรง ก็ไม่เป็นเหตุเป็นผลแต่อย่างใด

    เพราะการกระทำของแกนนำม็อบตรงกันข้าม

    การกระทำของผู้นำรัฐบาลกลับส่อแสดงมากกว่า!




     ..................................................................................................................

     
                                                    ภาพจากแฟ้มข่าวอินเตอร์เน็ต


    ภาพนี้จะตามหลอกหลอนนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ  นายถวิล  เปลี่ยนสี  และคณะ กก.สิทธิฯ ไปจะชีวิตจะหาไม่ เพราะมันคือตราบาปที่พวกคุณได้ก่อและกระทำกับคนไทยอย่างโหดเหี้ยมที่สุด ชาตินี้คุณจะไม่มีความสุขแน่นอนกับการเดินไปไหนมาไหนบนผืนแผ่นดินนี้ คำสาปแช่งจะรอกรอกใส่หูพวกคุณตลอดเวลา... จงรอรับชะตากรรมที่พวกคุณได้กระทำไว้เสียเถอะ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ  นายถวิล  เปลี่ยนสี  และคณะ กก.สิทธิฯ








    บทควาท/ข่าว/เรื่องเล่า..รัฐกะลานิวส์ โดยทีมงาน The native soil. ที่ 9/18/2555 08:35:00 AM ไม่มีความคิดเห็น:
    ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
    บทความที่ใหม่กว่า บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
    สมัครสมาชิก: ความคิดเห็น (Atom)

    จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

    บทความที่ได้รับความนิยม

    • เปิดคิวคดีเหยื่อปืนเม.ย.-พ.ค.53
    • ศูนย์ประสานงานเพื่อประชาธิปไตย (ศปป.) แสดงตนเป็นแดงอย่างเหนียวแน่น แต่แยกตัวไม่ยอมผูกพันกับ นปช.
    • ประเภทของการฆ่า
    • เจาะใจ "คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" เปิดปูม "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" ...รู้ไหมเพราะอะไรเขาถึงโดนปฎิวัติ!!
    • คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง เขียนถึง เสธ.ไอ้ (อ้าย)
    • ละครเวียดนามฉาว ฉากเลียหน้าอกสาวโผล่
    • แพ้ เพราะ พลาด หรือ ล้มเหลว
    • คนเสื้อแดงแห่เข้างานร่วมคอนเสิร์ตหยุดรัฐประหาร-เปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ
    • นายพรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ ได้เผยแพร่ "หนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์"
    • พระยาพิชัยตัดสินใจที่จะเป็น “ทหารเสือพระเจ้าตาก” แต่เพียงพระองค์เดียว จึงทิ้งลูกและภรรยาเดินออกจากเมืองพิชัยด้วยใจเด็ดเดี่ยว

    คลังบทความของบล็อก

    • ▼  2013 (42)
      • ▼  พฤศจิกายน (3)
        • "แมลงสาบวาเลนไทน์" คู่ที่ 2
        • อย่างเสี่ยงโดยไม่จำเป็น... โดย รุ่งโรจน์ 'อริน' วร...
        • เขาพระวิหารหรือจะสู้เขาแพง กระแสแรงสุดๆ
      • ►  กรกฎาคม (17)
      • ►  มิถุนายน (16)
      • ►  พฤษภาคม (3)
      • ►  เมษายน (1)
      • ►  มีนาคม (2)
    • ►  2012 (110)
      • ►  พฤศจิกายน (1)
      • ►  ตุลาคม (3)
      • ►  กันยายน (14)
      • ►  สิงหาคม (8)
      • ►  กรกฎาคม (5)
      • ►  มิถุนายน (1)
      • ►  พฤษภาคม (16)
      • ►  เมษายน (14)
      • ►  มีนาคม (37)
      • ►  มกราคม (11)

    ผู้ให้ข้อมูลร่วมกัน

    • The native soil.
    • ยรรยง ลูกชาวดิน

    ค้นหาบล็อกนี้

    แปลภาษาTranslate

    สมัครสมาชิก

    บทความ
    Atom
    บทความ
    ทุกความคิดเห็น
    Atom
    ทุกความคิดเห็น

    ผู้ติดตาม

    หน้าต่างรูปภาพ ธีม. รูปภาพธีมโดย billnoll. ขับเคลื่อนโดย Blogger.