วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2555

ไม่มีทหารในทำเนียบขาว (แต่ทำเนียบไทยคู่ฟ้าเคยมี “ไอ้คนหนีทหาร!”)

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ก่อนอื่นต้องกราบเรียนท่านผู้อ่านว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้อ่านโทรมาถึงผมบอกว่า เข้าเว็บ www.vattavan.com ไม่ค่อยจะได้ บางครั้งต้องคอยนาน ซึ่งผมต้องกราบขอโทษไป
        โดยปกติเมื่อพบข้อขัดข้องการเข้าเว็บ
www.vattavan.com ผมจะโทรติดต่อผู้ให้บริการรีบแก้ไข ซึ่งเขาบริการให้เป็นอย่างดีทุกครั้งไป อีกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเองค่อนข้างจะยุ่ง
เนื่องจากมีหลายงานเข้ามารุม เลยไม่มีเวลาตรวจดู เพราะเขียนเสร็จก็ส่งให้เจ้าหน้าที่เขาขึ้นให้ บางครั้งต้องส่งต้นฉบับล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ ด้วยเหตุจะต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจอื่น อย่างอาทิตย์สงกรานต์นี้เป็นต้น
        ฉะนั้น หากท่านใดยังไม่ได้อ่าน บทความเมื่อสัปดาห์ก่อน คือ “นิติรัฐ โคตรพ่อ โคตรแม่มึง!!?” (อันเนื่องมาจากปรองดอง) (
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=358) ผมอยากให้เข้าไปอ่านกัน โดยเฉพาะผู้มีหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ในระดับต่างๆ รวมทั้งท่านซึ่งเป็น “ผู้พิพากษา” ซึ่งผมกล่าวถึงเอาไว้มากทีเดียว
        จากประสบการณ์ ในฐานะที่เขียนคอลัมน์ออนไลน์มานาน ผมพบว่าห้วงเทศกาลสงกรานต์ ผู้คนไม่ค่อยจะสนใจติดตามข่าวสาร เว็บไซด์ต่างๆจะมีคนดูลดลง
        ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงอยากจะคุยเรื่อง “เบาๆ” กัน ชักโดยจะชวนให้ท่านผู้อ่าน ไปมองดูบางแง่มุม ที่อเมริกันชนพูดกันถึงการเลือกตั้งในบ้านเขากันบ้าง

        ก่อนที่จะพูดถึงการเลือกตั้ง อยากจะพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไป เมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มสร้างชาติ ประธานาธิบดีคนแรกของมหาอำนาจประเทศนี้ คือ ท่านประธานาธิบดี


content/picdata/359/data/eee.jpg

        จอร์จ วอชิงตัน (George Washington)

         ก่อนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้นำประเทศใหม่เป็นคนแรก ท่านได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ของกองทัพปฏิวัติสมาพันธรัฐอเมริกา ท่านได้นำกองทัพทหารพื้นบ้าน เข้าสู้รบกับกองทัพอันเกรียงไกร ของจักรวรรดิอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคม อย่างดุเดือดเลือดพล่าน

        จอร์จ วอชิงตัน นั้นโดดเด่นเป็นอย่างมาก มีบุคลิกความเป็นผู้นำสูงส่ง ชาญฉลาดในด้านยุทธวิธีทางทหาร ซึ่งสำแดงออกให้ผู้คนได้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อครั้งท่านเคลื่อนกองทัพ ข้ามแม่น้ำเดลาแวร์ ในรัฐนิวเจอร์ซี ซึ่งกลายเป็นน้ำแข็ง เพราะความหนาวเย็นในฤดูหนาวอันทารุณ โดยมีภารกิจหลัก ในการเข้าตีกองทหารข้าศึก ซึ่งตั่งมั่นบนอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ
        การเคลื่อนกองทหารจำนวนมาก อย่างเงียบเชียบ ลงเรือลำเล็กๆหลายลำ ที่เกณฑ์มาจากชาวบ้าน แล้วขึ้นฝั่งอีกฟากของแม่น้ำ จากนั้นเดินทัพอย่างเงียบกริบ เข้าตีกองทหารรับจ้างชาวปรัสเซีย ที่ร่ำลือกันในยุโรปตอนนั้น ว่าแข็งแกร่งยิ่งนัก และอังกฤษจ้างมาปราบปรามคนอเมริกันที่แข็งข้อ
        กองทหารปรัสเซียตั้งมั่นอยู่ในที่ตั้ง เหล่าไพร่พลกำลังหลับใหล ในเช้ามืดของวันที่เย็นยะเยือก เมื่อพบกับการเข้าตีแบบสายฟ้าแลบ ทำให้กองทหารต่างด้าวตั้งตัวไม่ทัน ต้องตก
เป็นฝ่ายพ่ายแพ้กองทัพของ จอร์จ วอชิงตัน ไปในที่สุด
        ชัยชนะครั้งสำคัญนั้น ส่งให้ จอร์จ วอชิงตัน มีชื่อเสียงกระฉ่อน กลายเป็นขวัญใจของชาวอาณานิคม และเมื่อขับไล่อังกฤษออกไปได้แล้ว มีผู้เสนอให้ขึ้นเป็น ‘กษัตริย์’ แห่งอเมริกา แต่ท่านปฏิเสธ 
        ไม่ยอมรับหัวโขน ที่คนอื่นพยายามจะสวมให้!
        ท่านเป็นผู้รับผิดชอบการร่างรัฐธรรมนูญใน ค.ศ. 1787 และใช้มาจนทุกวันนี้ แม้จะมีการแก้ไข (Amendment) บ้าง แต่ไม่เคยยกเลิกไปทั้งฉบับ และท่านได้ดำรงตำแหน่ง
ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา และดำรงตำแหน่งอยู่นานหลายปี (ค.ศ. 1789-1797)
        ความเป็นผู้นำของ จอร์จ วอชิงตัน มีความโดดเด่นทางทหาร ฝังใจอเมริกันชนอยู่มาก พูดให้เข้าใจง่าย และน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้คนอเมริกันชอบทหาร เพราะพวกเขาเห็นว่า คนที่ไปเป็นทหารคือ “คนรักชาติ” ยอมสละตนเข้าไปรับใช้ ทดแทนบุญคุณของบ้านเมือง โดยมีประธานาธิบดีคนแรก อย่าง จอร์จ วอชิงตัน ที่อเมริกันชนว่า เป็น “บิดาของสหรัฐอเมริกา” เป็นตัวอย่างที่สำคัญ
        หลังจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อมีผู้สมัครประธานาธิบดี ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง มักจะมองดูภูมิหลัง ของผู้สมัครลงชิงตำแหน่งนี้โดยเฉพาะประสบการณ์ทางทหาร ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประธานาธิบดี คือ “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” ของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจ ซึ่งยิ่งใหญ่ทางด้านกำลังรบ
        หากผู้นำทำเนียบขาว มีพื้นฐานทางทหาร ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เช่น การตัดสินใจในการสั่งใช้กำลังกองทัพ เข้าปฏิบัติการในต่างแดน หรือตัดสินใจใช้อาวุธ
มหาประลัยกับประเทศคู่ศึก เป็นต้น
        ระธานาธิบดีที่มีภูมิหลังทางทหาร และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด ได้เปรียบตรงที่ ได้แสดงให้ประชาชนเห็นแล้วว่า
        เขานั้นเคยรับใช้ชาติ ในฐานะทหารมาแล้ว แต่หากประธานาธิบดีที่ไม่เคยเป็นทหาร ก็มักมีรองประธานาธิบดี ที่เคยผ่านการเป็นทหารมาก่อน
        ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านการทหาร ในยุคต่อๆมา มีหลายคน เช่น ดไวท์ ดี ไอเซ็นฮาวร์ (Dwight D Eisenhower) ประธานาธิบดี คนที่ 34 ซึ่งเคยเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร ในการบุกยุโรป เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแสดงความปราดเปรื่องทางทหาร ไว้เป็นที่ประจักษ์
        ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี (John F. Kennedy)
ประธานาธิบดี คนที่ 35 ซึ่งเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงมากของโลกด้วยนั้น เป็นวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเรือที่ท่านเป็นผู้บังคับการ ถูกตอร์ปิโดข้าศึกยิงจนล่ม ตัวเองต้องลอยคออยู่ในน้ำ นานนับชั่วโมง ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือ
        ผู้นำสหรัฐที่มีประวัติทางทหารดีเด่น และเป็นผู้บริหารงาน
ในตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ยอดเยี่ยมอีกคนหนึ่งของสหรัฐ คือ โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ประธานาธิบดีคนที่ 3ของสหรัฐ ท่านผู้นี้มีความเห็นว่า “ประชาชนทุก
คนควรเป็นทหาร” ได้กล่าวสุนทรพจน์เอาไว้ ว่า
        Every citizen should be a soldier. This was the case with the Greeks and Romans, and must be that of every free state.
        สำหรับการเลือกตั้งสหรัฐ ที่กำลังจะมาถึง ในเดือนพฤศจิกายน 2555 ทางอเมริกันชนได้พูดกันหนาหู ว่า
        บัดนี้ เป็นทีแน่ชัดแล้วว่า ประธานาธิบดีที่จะเข้าไปปฏิญาณตน เพื่อรับตำแหน่งในวันที่ 20 เดือนมกราคม 2013 นั้น จะไม่ใช่คนที่เคยเป็น “ทหารเก่า” อย่างแน่นอนแล้ว
        ทั้งนี้ เพราะ...
        ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งจะสมัครอีกครั้งในนามของพรรคดีโมแครต นั้น เติบโตขึ้นในมลรัฐฮาวาย ขณะที่ความต้องการทหารเพื่อไปรบในสงครามนั้นหมดไป เพราะ
การศึกสงครามในเวียตนาม ที่สหรัฐเข้าไปเป็นคู่ศึกในตอนนั้น สิ้นสุดลงเรียบร้อยแล้ว
        หันมาดูทางพรรครีพับลิกัน ตอนนี้ผู้นำในการแข่งขันภายในพรรค คือ มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) นั้น ไม่ได้เป็นทหารมาก่อน เพราะคุณรอมนีย์นั้น นับถือคริสต์ศาสนานิกาย “มอร์มอน” และระหว่างที่เขาใช้ชีวิตในฝรั่งเศส มีฐานะเป็น “ministerial” (พระ หรือ หมอสอนศาสนา) ซึ่งได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหาร
        เมื่อกลับสหรัฐ ได้ไปลงทะเบียน แต่ในการจับสลากคัดเลือกเป็นทหาร คุณรอมนีย์จับได้ “ใบดำ” (อธิบายแบบบ้านเรา) จึงได้รับการยกเว้นอีก เลยหมดโอกาสเป็นทหาร

        ผู้ที่สมัครแข่งขันคนอื่นๆ ที่ชิงกันในพรรครีพับลิกัน เพื่อคัดเลือกเอาเพียงคนเดียว ไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แข่งกับคุณโอบามา มีดังนี้
        ริค แซโทรัม (Rick Santorum) ก็มาอีหรอบเดียวกับโอบามา เพราะเด็กเกินไปสำหรับสงครามเวียตนาม เลยไม่ต้องเกณฑ์ทหาร
        นิ้วท์ กิงกริช (Newt Gingrich) ได้รับการยกเว้นในฐานะนักศึกษา และไม่เคยเข้ารับราชการทหารมาก่อนเลย
        ส่วนคนสุดท้าย รอน พอล (Ron Paul) ซึ่งเป็นแพทย์ แม้เคยทำหน้าที่ flight surgeon ของกองทัพอากาศสหรัฐ แต่เนื่องจากอายุเกือบ 80 ปี เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมา 3 ครั้ง
แล้ว แต่จากคะแนนเสียงที่เห็นอยู่ที่ปัจจุบัน เขาหมดโอกาสที่จะเข้าไปชิงตำแหน่งแน่นอนแล้ว
        ดังนั้น ในตอนนี้ อเมริกันชนจึงพูดกัน ว่า “No Veteran in the White House” หรือ
        จะไม่มี “ทหารเก่า” เข้าไปนั่งในทำเนียบขาว!

        คนอเมริกันนั้น รักทหารของพวกเขา เพราะประธานาธิบดีคนแรก ผู้ซึ่งเป็นบิดาของสหรัฐอเมริกา เป็นทหาร เป็นนักรบที่กล้าหาญ ต่อสู้เพื่ออิสรภาพของประเทศที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ดังที่ผมได้ยกตัวอย่างมาข้างต้น และแม้ในปัจจุบัน พวกเขายังเห็นว่า คนสมัครไปเป็นทหาร เป็นผู้เสียสละให้กับชาติบ้านเมือง
        หันกลับมามองดูบ้านเราบ้าง จะเห็นได้ว่า คนไทยปัจจุบัน ต่างจากอเมริกันชนลิบลับ เพราะนอกจากไม่รักทหารแล้ว ยังพาล “เกลียดชัง” เอาด้วย ดังจะเห็นได้จากการรบกับ
เขมรเมื่อปีกลาย เว็บไซด์ต่างๆ มีการสาปแช่งทหาร ที่ยกกำลังไปยันกับทัพเขมรที่ชายแดนในตอนนั้นกันมากมาย เช่น
        “กูขอแช่งให้แม่ง...ตายโหงตายห่ากันให้หมด!”
        “โดนเสียบ้างนะ...ไอ้พวกมึง!”
        “ขอให้พวกมึง อย่ารอดกลับมา หาลูกเมียเลยนะโว้ย!”
        ฯลฯ 
        อย่างนี้เป็นต้น (นี่เอาแค่เบาะๆ มาแสดงกัน เท่านั้นนะ!)

        สาเหตุสำคัญที่คนไทยไม่ชอบทหารนั้น นอกจากกองทัพไทย มีประวัติเข่นฆ่าประชาชน มาตั้งแต่ เหตุการณ์ 14 ตุลา พฤษภาทมิฬ จนถึงเหตุการณ์นองเลือดที่ราชดำเนิน และราชประสงค์ ยุคพรรคกาเฬวรากเป็นรัฐบาล
        นอกจากนั้น น่าจะมาจากการที่ผู้บังคับบัญชาทหาร ไม่วางตัวเป็นกลาง เข้าข้างพรรคการเมืองโลซก ที่เป็นพรรคเสียงข้างน้อย ผู้คนเขาไม่ได้เลือกมาเป็นรัฐบาลด้วยซ้ำ
        เมื่อประชาชนเขาออกมาชุมนุม ผู้บังคับบัญชาทหาร กลับสนับสนุนรัฐบาลกาลี ด้วยการรับบัญชาจากรัฐบาล จัดกำลัง
        เข้าปราบปราม...ประชาชนอย่างรุนแรง!

        ผมเคยเขียนบทความ ชื่อ “เฮ้ย!...ไอ้พวกมึง!!... ‘แดก’ กันพอหรือยัง!!!” http://vattavan.com/detail.php?cont_id=214
เอาไว้ตั้งแต่ 25 มีนาคม 2553 (ตอนนั้น ยังไม่มีการปะทะกัน เพราะทหารยังไม่พยายามเคลื่อนกำลัง เข้าสู่ถนนราชดำเนิน) ว่า
        ...วันนี้ หากเห็นแก่ประเทศ ไม่อยากให้บ้านเมืองเดือดร้อน ทหารก็แค่ไปพูดกับหัวโจกรัฐบาลว่า        “เฮ้ย!...อภิแสบ อย่าให้บ้านเมืองวุ่นวายต่อไปเลยวะ ยุบสภาเหอะ...อั๊ว ‘อุ้ม’ ลื้อต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ”         แค่นี้ทหารพูดไม่ได้
        แต่ทีรัฐบาลสมัคร-สมชาย ทหารไล่กระทืบเอ๊า...กระทืบเอา...แปลกจริงๆ!
        ทำไมถึงทหาร ถึงพูดไม่ได้ล่ะ?
        ตรงนี้เขาก็วิเคราะห์กันต่อไปอีก และเสียงก็พูดกันหนาหูว่า
        ที่ทหารกับรัฐบาลทิ้งกันไม่ได้ เพราะ...
        ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องทุจริต พกกันไว้เต็มกระเป๋าทั้งคู่!             

        ท่านผู้อ่าน คงเห็นแล้วว่า
        ถ้าทหารเชื่อคำแนะนำของผม ไปบอกนายอภิแสบให้ถอยออกไป เรื่องคงไม่ลุกลามบานปลาย จนผู้คนต้องบาดเจ็บล้มตาย และทหารเอง คงไม่ถูกประชาชนรุมเกลียดชัง อย่าง
ทุกวันนี้!
        เมริกันชนนั้น ต่างจากคนบ้านเรา เพราะพวกเขารักทหาร เนื่องจากผู้นำของเขาในอดีต เคยเป็นทหาร และเป็น “ฮีโร่” อย่างที่เล่ามาแล้ว ผู้คนบ้านเขา จึงให้ความเคารพรักและเคารพทหาร แต่คนบ้านเรานั้น ตรงกันข้ามเลย ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ชอบทหาร เพราะนอกจากพวกเขาฆ่าฟันประชาชน มาหลายครั้งหลายคราแล้ว ที่ทำให้ชาวบ้านช้ำใจมากที่สุด นั่นคือ
        ทหารไทย ปล่อยให้ “ไอ้คนหนีทหาร” ที่พวกเขาอุ้มเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลให้ในค่ายทหาร จนได้ไปดำรงตำแหน่งในทำเนียบไทยคู่ฟ้า แต่ไอ้เจ้าหมอนี่มันกลับกลายเป็นผู้ออกคำสั่ง ให้ทหารเข้าปราบปรามประชาชน และทหารก็ดันทำตามด้วย
        มันช่างเจือสมความ ‘โง่’ กันได้ได้ลงตัว อะไรอย่างนั้น!

        ใช่แต่แค่นั้นนะ
        นอกจากทหารเข้าฆ่าฟันประชาชนแล้ว ทหารยังปล่อยให้ “ไอ้คนหนีทหาร” มันลากชาติไทยของเรา เข้าสู่สงครามที่โง่เขลากับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

        คนอเมริกันนั้น อยากได้คนที่เคยมีประสบการณ์ทางทหาร เข้าไปนั่งในทำเนียบขาว ในตำแหน่ง “ประธานาธิบดี”
        แต่...
        ทำเนียบไทยคู่ฟ้าของบ้านเรา นอกจากไม่มีคนมีประสบการณ์ทางทหาร เข้าไปนั่งแล้ว

        ทหารเองกลับเป็นฝ่าย ดันตูด “ไอ้คนหนีทหาร” ให้มันเข้าไปนั่งป๋อหลอ ในทำเนียบไทยคู่ฟ้า อย่างหน้าเฉยตาเฉย!
        มันน่าอับอายยิ่งนัก...อะไรกันวะเนี่ยะ!!?

.....................

ท้ายบท คอลัมน์ “ไอ้คนหนีทหาร มันลากชาติไทยเรา เข้าสู่…สงคราม!!! (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=279) ท่านที่ยังไม่เคยอ่าน ขอแนะนำให้อ่าน
        อนึ่ง ลืมบอกไปว่า นายกปูฯไม่ต้องเกณฑ์ทหาร เพราะเป็น ‘ผู้หญิง’ แต่ตอนที่เฮลิคอปเตอร์บ้านเรา ตกเป็นว่าเล่น นายทหารระดับผู้บัญชาการกองพลทหารต้องตาย ทำเอาทหารใหญ่ๆออกอาการปอดแหก ไม่กล้าเดินทางโดย ฮ. หันไปใช้รถยนต์แทน
        แต่...

        นายกฯผู้หญิงของเรา กลับเดินยิ้มแย้ม ขึ้น ฮ. โดยไม่ฟังเสียงทักท้วงด้วยความห่วงใยจากคนรอบข้าง
        จนผู้คนหัวเราะ และแอบนินทากันว่า...



        ผบ.ทหาร ควรเอากระโปรงไปสวม แล้วให้นายกฯปู นุ่ง ‘กุงเกง’ แทน!!!....555


        (คอลัมน์ประจำสัปดาห์ ไม่มีทหารในทำเนียบขาว (แต่ทำเนียบไทยคู่ฟ้า เคยมี “ไอ้คนหนีทหาร!”) ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 14 เมษายน 2555)

http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=359



“นิติรัฐ โคตรพ่อ โคตรแม่มึง!!?” (อันเนื่องมาจากปรองดอง)


วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว จนมาถึงวันนี้ บ้านเมืองของเรา กำลังเพลิดเพลินอยู่กับการถกเถียง เรื่องการ “ปรองดอง” กันอย่างสนุกสนาน ฝ่ายที่จะเข้าสู่กระบวนการปรองดอง ต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน เตะถีบทุบถองกันพัลวัน เพราะต่างมีจุดยืนของตัวเองอย่างเหนียวแน่น
        รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายเสนอการปรองดอง เพราะหวังจะให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ด้วยความราบรื่น แต่ฝ่ายค้านได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า 
        พวกเขาไม่อยากจะปรองดองด้วย เพราะหากคนไทยสามัคคีกันตามแผนของรัฐบาล อาจเปิดช่องให้นายกฯทักษิณเดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้ พรรคการเมืองที่เป็น“ฝ่าย
ค้านดักดาน” ในปัจจุบัน
        คงหมดโอกาสเป็นรัฐบาล ไปอีกนานนับสิบๆปี!

        ที่ผู้เขียนมั่นใจเต็มร้อยอย่างนั้น ไม่ได้ดูแคลนฝ่ายค้านเลย หากความจริงที่ปรากฏในปัจจุบันนั้น ชี้ให้เห็นชัดเจน ว่า
        ขนาดตัวคุณทักษิณฯอยู่นอกประเทศแท้ๆ ยังแผ่แสง “เฮ้ากวง” มาช่วยดันน้องสาว ขึ้นไปถึงตำแหน่ง “นายกฯรัฐมนตรี” ได้ โดยใช้เวลาแค่ไม่ถึง 50 วัน
        ไม่ยากเย็นอะไรเลยจริงๆ!
        ดังนั้น หากทักษิณฯกลับมา โดยไม่มีคดีความติดตัว คงไม่ต้องพูดถึงกันกระมัง ว่า
        พรรคกเฬวราก ต้องรับประทาน ‘แห้ว’ ไปนานอีกสักกี่ปี!?

        จุดยืนของฝ่ายที่อยากให้มีการปรองดอง กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย นั้น มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าพิศวงงงงวยแต่ประการ เพราะ “วาทตะวัน” ได้เคยชี้แจงแสดงเหตุ ให้เห็นกันอย่างชัดเจนแล้ว ว่า
        ความคิดของผู้คนในบ้านเมืองของเรานั้น แตกแยกกันเป็นแบบ “สองขั้ว-สุดขีด” นั้น เพราะฝ่ายหนึ่งนั้นถือว่า
        การปฏิวัตินั้น เป็นการละเมิดกฎหมายของบ้านเมือง เป็นสิ่งที่...ไม่ชอบธรรม        ประชาชนยอมรับไม่ได้!

        ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้น กลับเห็นไปในทางตรงข้าม คือ เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งยังเห็นด้วย ว่า          การปฏิวัติรัฐประหาร เป็นสิ่ง...ชอบธรรม!         ดังนั้น การกระทำใดๆ ที่หักหาญกฎหมายที่มีอยู่ ด้วยอำนาจคณะปฏิวัติ ไม่ว่าจะเป็น “ประกาศ” หรือ “คำสั่ง” กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ในความเห็นของฝ่ายหลังทั้งสิ้น
        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        ข้อเขียนของ “วาทตะวัน” นั้น ยึดมั่นในแนวทางของผู้ที่รักและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับเสรีชนในโลกอารยะ ซึ่งได้แสดงตัวตน ให้ท่านผู้อ่านเห็นอย่างชัดเจน โดยไม่ปิดบังว่า
        ผู้เขียนนั้น อยู่ฝ่ายแรก เพราะเห็นว่า การปฏิวัตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม อย่างเหนียวแน่นยาวนาน
        ไม่เคยเปลี่ยนจุดยืน! 
        ทั้งผมยังได้เขียนบทความ ยุยงทั้งชาวบ้าน ข้าราชการ แม้กระทั่งผู้พิพากษา ไม่ให้ยอมรับอำนาจอัปรีย์ ของผู้เข้ายึดอำนาจประเทศด้วยรถถังและปืน ทั้งยังนั่งยัน ยืนยันตลอดมา

ว่า
        การปฏิวัตินั้น เป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรม นานาอารยะประเทศไม่ยอมรับกัน ทั้งนั้น!!

        บทความของผมที่ผ่านมานั้น ได้ไล่ถล่ม “ไอ้บัง กบฏ” กับพวกยึดอำนาจอย่างต่อเนื่อง และขอให้พี่น้องดูเอาเถิดว่า
        ผู้ก่อการปฏิวัติรัฐประหาร หรือพวก คมช. นั้น แม้จะมั่งคั่งขึ้นจากการยึดอำนาจรัฐได้ แต่ฐานะทางสังคมของพวกเขา กลับต้องตกต่ำลง เพราะโดนประชาชน และพี่น้องสื่อ
สารมวลชน ดูถูกเหยียดหยามว่าเป็น ‘ไอ้พวกต่ำทราม’ ที่ชอบเอาปืนมาไล่ข่มขู่ชาวบ้านให้ยอมจำยอม และมักแขวะเอาเป็นประจำ ตัวอย่างสื่อที่เห็นได้ชัด คือ
        เว็บไซด์ www.vattavan.com นี่แหละ!

        ท่านผู้อ่าน คงเห็นแล้วว่า การปฏิวัตินั้น ทำให้บุคคลบางกลุ่ม ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน รวมทั้งทำให้พรรคพวกของคนเหล่านี้ สามารถเข้าสู่อำนาจต่างๆ ที่คณะปฏิวัติหยิบยื่นให้ พร้อมกับทรัพย์สินเงินทองอีกด้วย เช่น
        การเข้ามาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ ตลอดจนได้เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นมา ทั้งๆที่ไอ้พวกนี้ หากในภาวะปกติ ถ้าพวกมันจะลงเลือกตั้ง ก็ไม่มีทางที่
ประชาชนจะเลือกเข้ามา         คนพวกนี้ได้รางวัล ด้วยเงินเดือนค่าตอบแทนสูง ซึ่งมาจากภาษีอากรของชาวบ้านตาดำๆ เท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ไอ้พวกนี้ได้ตำแหน่งและสามารถเดินส่ายอาดๆ เข้าสู่รัฐสภาได้...         เพราะปากกระบอกปืนแท้ๆ!         นอกจากนั้น พวกกากเดนรัฐประหาร ได้รับแต่งตั้งเป็น ส.ว.ลากตั้งชุดแรก ฟาดเงินไปคนละเกือบ 5 ล้านบาท!!        ไอ้พวกชุดแรก ยังถูกลากตั้งซ้ำเข้ามา แล้วพวกมันจะได้แดกภาษีของประชาชน ไปอีกคนละเท่าไหร่?
        ลองนับกันดูเล่นๆก็ได้ ไม่ผิดกติกาอันใด!

        นี่คือผลพวงจากคณะรัฐประหาร แต่ที่กลายตลกร้าย คือ ไอ้คนกลุ่มนี้บางส่วน มันไม่ได้คิดถึงบุญคุณ ของหัวหน้าคณะปฏิวัติรัฐประหาร ที่เกื้อหนุนพวกมัน จนมีเวทีไว้เพื่อการขัดขวางระบอบประชาธิปไตยของชาวไทย เพราะวันดีคืนดี หนังสือพิมพ์รายงานว่า
        ตัว “ไอ้บัง กบฏ” เองยังโดนไอ้พวกนี้ กรากเข้าไปล้อมกรอบในสภา ทำท่าทางและหน้าตามี่เหี้ยมเกรียม ราวกับจะ “รุมกระทืบ” อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ ฐานไม่ยอมถอนราย
งานตะหวักตะบวย ที่ไปเสียเงินเสียทอง ไปว่าจ้างแหล่งที่ผมเรียกว่า สถาบันคณาธิปไตย จัดทำ...
        น่าขันดีแท้ๆ!!

        (เรื่องเกี่ยวกับสถาบันที่พูดถึง ดูได้จากบทความประกอบ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กระบือจ่าฝูง แห่งสถาบันคณาธิปไตย!http://vattavan.com/detail.php?cont_id=152)
        ารปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อ ปี พ.ศ.2549 ที่ผ่านมานั้น กลุ่มคนที่น่าสงสารมาก ในสายตาของผม คือ
        ผู้มีอาชีพเป็น...ผู้พิพากษา!         พวกเขาต้องถูกคำสั่งของคณะปฏิวัติ ‘กดหัวกบาล’ ให้ทำตามคำสั่งของพวกมัน เช่น
        ผู้พิพากษาศาลสูงของบ้านเมืองเรา ต้องกลายสภาพไปเป็น
ตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยไม่กล้าขัดขืน เพราะหากไม่ทำตาม ผลร้ายอาจบังเกิดกับพวกตน และครอบครัว ก็เป็นไปได้!

        ดังนั้น พวกเขาจึงทำได้แค่ ไม่สวมเสื้อคลุมแสดงฐานะผู้พิพากษา แต่แต่งกายด้วยชุดสากล เหมือนกับพนักงานห้างร้านธรรมดา มานั่งพิจารณาอรรถคดี แล้วตัดสินคดีการเมือง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยเรา ที่...
        ผู้พิพากษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องลดเกียรติลงขนาดนั้น!         ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู ว่า
        เป็นปรากฏการณ์แห่งความตกต่ำ ของผู้พิพากษา ที่ต้องมาอยู่ ‘ใต้อุ้งตีน’ ของทหารผู้ยึดอำนาจ และต้องตัดสินอรรถคดี ไปด้วยความหวาดกลัว ลืมแม้กระทั่งว่า
        พวกตนนั้น เป็นผู้พิพากษาของพระจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ แต่กลับไปเป็นตุลาการของ “ไอ้บัง กบฏ”
        ช่างน่าสมเพชนัก!!

        ผมคิดว่าท่านทั้งหลาย ก่อนที่จะเป็นผู้พิพากษา ต่างได้รับการฝึกอบรมมาว่า
        หลักการของผู้ตัดสินคดีความนั้น ตามโบราณแล้ว คนไทยยึดหลัก “อินทภาษ” ซึ่งระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องปราศจากอคติ 4 คือ

        1. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก
        2. โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง
        3. ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว
        4. โมหาคติ ลำเอียงเพราะไม่รู้

        หลัก “อินทภาษ” นั้น เป็นหลักในการดำรงตนและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาผู้พิพากษาตุลาการ ว่า
        ผู้พิพากษาตุลาการต้องพิจารณาตัดสินอรรถคดีด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากความลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด
        ผมเชื่อว่า
        การตัดสินคดี ที่สืบเนื่องมาจากคำสั่งของคณะรัฐประหาร
ผู้พิพากษาทั้งหลาย ย่อมมีความเกรงกลัว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แม้จะปากแข็งออกมาบอกว่า “ไม่กลัว” แต่ลึกเข้าไปในจิตใจ กลัวด้วยกันทั้งนั้น เพราะหากไม่เกรงกลัว จะต้องมี
การออกมาโต้ตอบ หรือสำแดงอาการขัดขืน อย่างกรณีผู้พิพากษาศาลฎีกาอย่างท่าน
        กีรติ กาญจนจรินทร์!

        นอกจากนั้น ผมยังได้ชี้ให้เห็นว่า   บ้านเมืองของเรา ยังมีนักกฎหมายระยำ เช่น “ไอ้มีชัย กบาลใส” กับพวก ที่เข้าไปรับใช้คณะทหารผู้ยึดอำนาจ
        ไอ้เจ้าหมอนี่มันถนัดการทำงาน ร่างกฎหมายให้พวกปฏิวัติรัฐประหาร เพราะรู้ช่อง ซอกหลืบ รูเลี้ยว และมุมลับของกฎหมายเป็นอย่างดี จนสามารถออกแบบรัฐธรรมนูญ เพื่อ
ปกป้องการก่อกบฏ ของ “ไอ้บัง” กับพวก ให้กลายเป็นสิ่งที่ ‘ถูกต้อง’ ตามกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบ (ชั่วๆ) โดยคุ้มครองทั้งการกระทำ พวกยึดอำนาจ ทั้งก่อนหน้าและหลังรัฐธรรมนูญ
        ใช่แต่แค่นั้นนะ

        พวกมันยังได้คิดเล่ห์กลทางกฎหมาย ด้วยการตั้ง คตส. ขึ้นมา ให้เป็นพนักงานสอบสวนพิเศษด้วยเจตนามุ่งร้าย โดยให้กลุ่มบุคคล ที่มีความขัดแย้งกับทักษิณฯ ให้เข้ามาสอบสวนเอาผิดกับนายกรัฐมนตรีผู้ถูกโค่นล้มด้วยกำลังทหาร
        ค.ต.ส. มีอำนาจมากกว่าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญาปัจจุบัน เพราะใช้อำนาจตามกฎหมายของ ป.ป.ช.ได้อีกด้วย
        ตรงนี้สำคัญมาก เพราะอำนาจล้นฟ้าเลย!

        พอสอบสวนเสร็จ ให้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบัน พิจารณามีความเห็น
        ถ้าอัยการ “สั่งฟ้อง” คดีความจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล เฉกเช่นเดียวกับกระบวนการตามปกติ ก่อนมีการรัฐประหาร
        หากอัยการมีความเห็นต่าง คตส. ยังสามารถใช้งบประมาณหลวง ว่าจ้างทนายความเอกชน ไปฟ้องต่อศาลเองได้อีกต่างหก ซึ่งที่ผ่านมา แค่ 2-3 คดี ที่ให้ทนายเอกชนฟ้องร้อง
ต้องใช้จ่ายเงินหลวงไปเป็นค่าทนายความ หลายสิบล้านบาทแล้ว
        ฟาดกันเปรมไปเลย!!

        นี่คือเทคนิคทางกฎหมาย ที่เพิ่งปรากฏในแผ่นดินสยาม ที่เอากระบวนการ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มา “เชื่อมต่อ” กับกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง
        นับเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมของไทยเรา!!!

        ารดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณฯที่เกิดขึ้นนั้น เกิดในขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งใช้กับคนทั่วประเทศ ยังมีผลใช้บังคับอยู่ และยังใช้ติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
        แต่..
        มีกระบวนการพิจารณาพิเศษ โดยคำสั่งของคณะปฏิวัติกำหนดให้ใช้กับ พ.ต.ท.ทักษิณฯ อดีตนายกรัฐมนตรีคนเดียวเท่านั้น         ไม่ได้ใช้กับคนทั้งประเทศ!        ฝ่ายตรงข้ามกับนายกฯทักษิณ เห็นดีเห็นงามด้วย และบอกว่ากระบวนการอย่างนี้
        เป็นธรรมแล้วโว้ย!!
        ส่วนฝ่ายที่เห็นต่าง อย่าง “วาทตะวัน” ยืนยันเหนียวแน่นว่า นี่เป็นคือกระบวนการ “ระยำ” โดยแท้ ที่ขาดความเป็นธรรมอย่างยิ่ง ดำเนินคดีกับคนทั่วไปใช้กฎหมายอย่างหนึ่ง
แต่ดำเนินคดีกับทักษิณ ต้องใช้กฎหมายอีกอย่างหนึ่ง
        จริงหรือเปล่าล่ะ!!!        ผมได้แสดงความเห็นอย่างนี้ หรือจะเรียกว่า “จุดยืน” ชัดเจนเช่นนี้มานานแล้ว ลองเข้าไปอ่านดูบทความที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมได้โยงเอาไว้ท้ายบท ท่านจะเห็นสอดคล้องว่า “วาท
ตะวัน” นั้น
        พูดความจริง!         ส่วนพวกที่ยังตอแหลพูดว่า การดำเนินคดีและตัดสินคดีของทักษิณฯ อันเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร เป็นการดำเนินคดีอย่างชอบธรรม ตามหลักของ
        “นิติรัฐ”         แต่...ท่านที่ได้อ่านบทความของผม ที่แสดงไว้จนครบถ้วนแล้ว หากได้ยินคำพูดอย่างนั้น อาจสวนกลับ ด้วยความเดือดดาลว่า

        “นิติรัฐ โคตรพ่อ โคตรแม่มึงซี่!!”
        ผู้ที่มีความเห็นอย่างเดียวกับผมนั้น เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ พวกเขาได้แสดงออกชัดเจน ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นเหตุให้พรรคทักษิณ เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด
        ฝ่ายเห็นตรงข้าม คือ “พรรคกเฬวราก” ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ยับเยิน สูญเสียอำนาจบริหาร ที่ผมเปรียบว่าได้มาด้วยการวิ่งราว เพราะเป็นเสียงข้างน้อย แต่มีทหารเป็นผู้อุปถัมภ์หลัก
ซึ่งอุตส่าห์นำไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ซึ่งผู้คนเห็นว่า เป็นเรื่อง...
        ไม่ถูกต้อง!

        ดังนั้น เมื่อฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันได้เสนอการปรองดอง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ มีหรือที่        ไอ้พรรคกเฬวราก...มันจะเห็นด้วย!?        เรื่องจะปรองดอง หรือไม่ปรองดองกันนั้น คงไม่มีผลอะไรนักหนา เพราะบ้านเมืองของเราความเห็นต่าง หรือพูดให้ชัดก็คือ “ความแตกแยก” มันได้หยั่งรากลงลึกแล้ว 
        ใครที่หวังจะเห็นความปรองดอง คงต้องทำใจ!

        แม้จะปรองดองกันไม่ได้ เพราะต่างคนต่างมีจุดยืนคนละขั้ว แต่คงไม่ใช่อุปสรรคอะไรนักหนา เพราะบ้านเมืองของเรา ยังเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะสะดุดหยุดลงอยู่บ้างในบางครั้ง เพราะไอ้พวกกเฬวราก มันยังดันยื่นหน้ามาขัดจังหวะ แม้บางครั้งรัฐบาล
จะซวนเซบางไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับล้มคะมำหน้าคว่ำไป จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไรเลย
        จิ๊บจ๊อย กะร่อยกระริบ เสียด้วยซ้ำไป!

content/picdata/358/data/photo9_17.jpg
        ขอแต่เพียงรัฐบาลของนายกฯปู กุมกระแสความสามัคคีของพรรค และพวกเดียวกัน เอาไว้ให้มั่นคง เร่งเรียนรู้การทำ ‘สงครามข่าวสาร’ ให้แตกฉาน แล้วเปิดฉากการตีโต้ตอบ ด้วยการรีบสอบสวนความระยำตำบอน ที่ไอ้พวกกเฬวรากมัน ‘ขี้’ ทิ้งเอาไว้ ให้เป็นเสนียดแผ่นดิน
        จากนั้น...
       จงใช้กระบวนการทางกฎหมาย เข้าไปกำกับดูแลอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง ไม่ลดราวาศอกให้อย่างเด็ดขาด แค่นี้ก็จะไม่มีปัญหาแล้ว         ขอแต่เพียง...ต้อง ‘ทำเป็น’ แค่นั้น!

        หากรัฐบาลทำอย่างที่ผมว่าแล้ว การจะปรองดองกันได้หรือไม่นั้น....        ช่างหัวแม่งงงง!!
        ไม่อยากจะปรองดอง ก็อยู่กันอย่างนี้แหละ...มีอะไรอ๊ะเปล่า!!!?

********

ท้ายบท ผมได้เรียงบทความเกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง จากการปฏิวัติรัฐประหาร พ.ศ.2549 ของ “ไอ้บัง กบฏ” กับพวก        
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่าน นำไปใช้เป็นข้อมูล หรือหลักฐานในการศึกษาในเรื่องสำคัญนี้ ต่อไป

        1. “วันรพี”...เตือนใจท่านผู้พิพากษา ให้กล้าหาญ ต่อต้านเผด็จการ        (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=68)
        2. ไทยกับกระบวนการ ‘ไม่’ ยุติธรรม อันน่าอับอาย!!        (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=186)
        3. จดหมายฟ้องโลก!!!        (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=187)
        4. ทำไมถึงต้อง...ฟ้องโลก!!!?        http://vattavan.com/detail.php?cont_id=190
        5. บ้านเมืองของเรานั้น ‘ความยุติธรรม’ ได้สูญสิ้นไปแล้ว!        (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=205)
        6. “ศาลไทย... ไม่ใช่ศาลทาส (นะโว้ย) !!!”         (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=208)
        7. “ตุลาการวิบัติ” หรือ “ตุลาการวิบัติ-ฉิบหาย”กันแน่!?       
        (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=258)
        8. “กูจะไปหา ‘ความเป็นธรรม’ จากแผ่นดินอื่น (โว้ย)!!!”          (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=261)
        9. คำพิพากษาศาลฎีกา ยกหัวหน้าคณะปฏิวัติ ขึ้นเป็น ‘พระราชา’...จริงหรือ!!!?        (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=340)


       

 (คอลัมน์ประจำสัปดาห์  “นิติรัฐ โคตรพ่อ โคตรแม่มึง!!?” (อันเนื่องมาจากปรองดอง) ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 7 เมษายน 2555)
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=358





 


วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

บิ๊กบัง'เขียนหนังสือ แฉปฏิวัติ'49 จะแจกหลังตัวตาย


"พล.อ.สนธิ" ทำหนังสือแฉ ''ปฏิวัติ49'' หลังตัวตาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ก่อนหน้าที่ พล.อ.สนธิ จะเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
พล.อ.สนธิ ได้มีการทำพ็อกเกตบุ๊ก จำนวน 6 เล่ม อาทิ
อัตชีวประวัติส่วนตัว
ชีวิตรับราชการทหาร
สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
และที่สำคัญ คือ
หนังสือที่เกี่ยวกับเบื้องหลังเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.49
ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้นำทหารของต่างประเทศให้ความสนใจมาก
โดยปัจจุบันหนังสือทั้ง 6 เล่ม จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว
แต่ยังไม่มีการตีพิมพ์
เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อบุคคลที่ถูกพาดพิงในหนังสือ
โดยเล่มที่เกี่ยวกับปฏิวัตินี้
พล.อ.สนธิ ต้องการจะให้มีการพิมพ์ภายหลังจากที่ตนเองเสียชีวิตลง
เพื่อเปิดเผยเบื้องหลังเกี่ยวกับการปฏิวัติเมื่อปี 49.
http://www.thairath.co.th/content/pol/247729

"เจ๋ง ดอกจิก" ชี้นักการเมืองใหญ่ระดับชาติเป็นนายทุนใหญ่ค้ายาเสพติด




วันที่ 24 มี.ค. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี นายยศวริศ ชูกล่อมผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย,พล.ต.ต.วิฑูร ธรรมรักษา ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี,นายชะลอศักดิ์ วานิชเจริญ รอง ผจว.สุราษฎร์ธานี ,พ.ต.อ.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี,และนายจีรศักดิ์ ชัยฤทธิ์ นายอำเภอพนม ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอพนมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ของกลางยาเสพติดและอาวุธสงครามจำนวนมาก

ประกอบด้วยนายสักรินทร์ หรือชาย ชูประเสริฐ อายุ 38 ปีอยู่บ้านเลขที่ 6 ม.1 ต.บ้านยาง อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี,นายสมรักษ์ แจ่มกลม อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 140 ม.2 ต.คลองชะอุ่น อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 20 เม็ด , รถยนต์กระบะ เลขที่เบียน บห-3348 สุราษฎร์ธานี ยี่ห้อเชฟโรเลตสีดำ จำนวน 1 คัน , เงินสด จำนวน 20,340 บาท , โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง

จากนั้นขยายผลนายเมธี หรือบอย อินทร์บำรุง อายุ 29 ปี ขณะเข้าตรวจค้นจับกุม พบกลุ่มวัยรุ่นประมาณ3-4 คนกำลังมั่วสุมเสพยาเสพติดกัน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จึงได้วิ่งหลบหนี แต่สามารถจับกุมนายเมธีได้ พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 6 เม็ด , ยาไอซ์ 13 ถุง น้ำหนัก 7.68 กรัม ,เสื้อเกราะกันกระสุนสีดำ มีตรา POLICE จำนวน 1ตัว , อาวุธปืนพกแบบคิงคอบบรา ขนาด.22 พร้อมเครื่องกระสุน,อาวุธปืนลูกซองยาวบรรจุ 8นัด จำนวน 1กระบอก , อาวุธปืนลุกซองสั้น ไทยประดิษฐ์ ไม่มีเลขทะเบียน จำนวน 1กระบอกพร้อมเครื่องกระสุน , อาวุธปืนอัดลมติดลำกล้อง พร้อมติดที่เก็บเสียง ไม่ทราบยี่ห้อ จำนวน 1กระบอก , อาวุธปืนยาวอัดลมติดลำกล้อง จำนวน 1 กระบอก, โทรสัพท์มือถือ 5 เครื่อง , เครื่องชั่งยาเสพติดดิจิตอลยี่ห้อ MINGHENG MINISCALE จำนวน 1เครื่อง , อุปกรณ์การเสพยาบ้าและยาไอซ์ จำนวนหนึ่ง

นายยศวริส ชูกล่อม เลขาเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่าในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียงมีนักการเมืองใหญ่ระดับชาติเป็นนายทุนให้เครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และยังเป็นเจ้าของซุ้มมือปืนในพื้นที่ด้วยซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนติดตามคาดว่าจะสามารถกระชากหน้ากากได้ในไม่ช้า


วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 14:15 น.  ข่าวสดออนไลน์

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNek1qVTNNek00T0E9PQ==&subcatid=



...................................................................................................................................................


โอ้โห นี่บอกกันชัดๆเลยนะครับว่ามีนักการเมืองใหญ่ระดับชาติเป็นนายทุนค้ายา มิน่าล่ะ พวกหมอๆทั้งหลายถีงได้เป็นข่าวกันจังช่วงนี้...




ความลับ ความรู้ ความทรงจำ กรณีปวศ. 19 กันยาฯ โดย ปราปต์ บุนปาน



"คำตอบ" ที่เหมือนไม่ได้ตอบจากปากของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางปรองดองแห่งชาติ และอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารในนาม "คปค." และ "คมช."
ที่มีต่อ "คำถาม" ของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ บนเวทีเสวนาเพื่อรับฟังรายงานผลวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติของสถาบันพระปกเกล้า

เกี่ยวกับเบื้องหลังของ "รัฐประหาร 19 กันยา"
ช่วยเน้นย้ำว่ารัฐประหารดังกล่าว ที่ยังส่งผลพวงมาถึงปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน

มีสถานะเป็น "ความลับ" ที่เปิดเผยไม่ได้

"แม้ตายแล้วก็เปิดเผยไม่ได้"
(แม้จะแก้เกี้ยวในเวลาต่อมาให้เรื่องราวลดทอนความสลับซับซ้อนลงอย่างไร คนก็ไม่เชื่อว่าไม่มี "ความลับ" ใดๆ ซ่อนอยู่หลังฉากรัฐประหารครั้งนั้น)

มีบางท่านเสนอว่า ประเด็นปัญหาของ "ประวัติศาสตร์ 19 กันยา" มิได้หยุดอยู่ตรงทางแพร่งระหว่างการจะ "จำ" หรือจะ "ลืม"
หากเป็นเรื่องของความ "ไม่รู้"
เมื่อประชาชนเข้าไม่ถึง "ข้อเท็จจริง" หรือไม่รู้ว่า "ความจริง" ข้างหลังรัฐประหาร 19 กันยา คืออะไร?

พวกเขาก็ย่อมตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือก "จำ" หรือ "ลืม" เรื่องราวเหล่านั้น แบบไหน อย่างไรดี?
"ความลับ" กรณี 19 กันยา จึงเป็นเรื่องที่ชนชั้นนำในสังคมไทย รวมทั้ง พล.อ.สนธิ ไม่ต้องการให้สาธารณชนได้รับรู้

ราวกับว่าถ้าพวกเขาเข้าถึง "ความรู้" ดังกล่าว สถานะของกลุ่มชนชั้นนำ และความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมการเมืองของประเทศแห่งนี้ จะถูกกระทบกระเทือน?

แต่ประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้มีฐานะเท่ากับการรับรู้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็น "สัจจะสูงสุด" เสมอไป

อาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยความหลากหลาย

รวมทั้งมิได้มีเพียง "ฉบับเดียว"
จึงใช่ว่าเมื่อชนชั้นนำร่วมกันปกปิดข้อเท็จจริงทาง "ประวัติศาสตร์" แบบหนึ่ง

แล้วสามัญชนคนธรรมดาจะไม่สามารถร่วมกันขวนขวายขีดเขียน "ประวัติศาสตร์" ในแบบฉบับของตนเองขึ้นมาได้

"ประวัติศาสตร์" ที่ถูกสร้างโดยคนสามัญนั้น จะ "จริง" จะ "เท็จ" ก็เป็นอีกเรื่อง

และที่สำคัญ ในหลายต่อหลายครั้ง "ความจริง-ความเท็จ" ก็เป็นคนละเรื่องกับ "ความทรงพลัง" ของประวัติศาสตร์ทางเลือกฉบับต่างๆ
หลังปี 2549 เป็นต้นมา ชนชั้นนำไทยแทบทุกคน ทุกกลุ่ม คงตระหนักดีว่า"ประวัติศาสตร์ 19 กันยา" ฉบับสามัญชน มีพลานุภาพน่าเกรงขามอย่างมิอาจดูแคลนได้เพียงใด

จึงไม่รู้ว่า เหล่าผู้มีอำนาจควรหวาดกลัวอะไรมากกว่ากัน ระหว่างการเปิดเผย "ข้อเท็จจริง" เรื่องรัฐประหารจากมุมของพวกตน

หรือจะกลัวความทรงจำเรื่อง 19 กันยา ที่ประชาชนกลุ่มต่างๆ ก่อรูปขึ้นมาด้วยปากและมือของตัวเอง เมื่อ "ข้อเท็จจริงฉบับทางการ" ถูกปกปิดมิให้พวกเขาเข้าถึง

โดยยังไม่ต้องจินตนาการถึงกรณีสุดขั้วที่น่ากลัวยิ่งกว่า 

เช่น "สัจจะความจริง" บางประการที่เคยคิดว่าปิดไว้มิดนั้น ชาวบ้านเขาอาจรับรู้กันหมดเรียบร้อยแล้ว


วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 01:36 น.  ข่าวสดออนไลน์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 26 มีนาคม 2555)




 

"วาสนา นาน่วม" เปิด "ลับลวงพรางภาค5" ผ่าแผนต้านปฏิวัติ กางแผนทักษิณกลับไทย และคำทำนายโหรวารินท์



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เงียบหายไปเกือบ 2 ปี  วาสนา นาน่วม  ผู้สื่อข่าวสายทหารของหนังสือพิมพ์ บางกอก โพสต์  เจ้าของหนังสือซี่รี่ส์ชุด “ลับลวงพราง” ได้เตรียมเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่กับสำนักพิมพ์มติชน “ลับลวงพราง ภาค5” ศึกชิงอำนาจ ผ่าแผนสงครามปฏิวัติ”  ซึ่งจะมีการเปิดตัวที่บูธสำนักพิมพ์มติชน โซนพลาซ่า ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติระหว่างวันที่ 29 มี.ค.-8 เม.ย. นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์

ทั้งนี้หนังสือลับลวงพรางภาค 5 จะแบ่งออกเป็น 4 บท มีความความหนา 495 หน้า พร้อมด้วยการวิเคราะห์ความเป็นมาเป็นไปและเบื้องหลังการเมืองที่เกี่ยวกับกองทัพ มีเนื้อหาโดยย่อดังนี้

บทที่ 1  สงครามเลือกตั้ง สงครามตัวแทน   ที่ชี้ให้เห็นเบื้องหลังว่า ทำไม กองทัพกับพรรคประชาธิปัตย์จึงแพ้การเลือกตั้ง  ทั้งปรากฏการณ์ทหารแตงโม,ไม่กลัวนาย แต่กลัวเมีย และพลาดเพราะ “เนวิน”

บทที่ 2  สงครามกองทัพ  ที่จะเจาะการเมืองภายในของแต่ละเหล่าทัพ และคำตอบจาก ผบ.สส. ผบ.ทบ.ผบ.ทร.และผบ.ทอ. ในประเด็นฮอทต่างๆ  ที่จะทำให้เข้าใจความเป็นไปในกองทัพมากขึ้น ทั้งเรื่องหนักๆและเบาๆ

บทที่ 3 มหาสงครามปฏิวัติ  เปิดเผยแผนการต้านปฏิวัติของ ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ และนายทหาร ตท.10 โดย ตอนหนึ่งระบุว่า  ตท.10 เป็นรหัสพินาศ  ที่แม้จะเคยเป็นผู้แพ้ แต่ก็กลับมาเป็นผู้ชนะ แต่ก็อาจกลับไปเป็นผู้พ่ายแพ้อีกครั้ง  รวมทั้งเปิดตัวแกนนำตท.10 คนสำคัญที่เป็นขุนพลข้างกาย พ.ต.ท.ทักษิณ

บทที่ 4 สงครามป้องราชบัลลังก์  ที่เน้นบทบาทของ  ผบ.สส.และ ผบ.ทบ. และกองทัพ ในการปกป้องสถาบัน ท่ามกลางการเมืองและกระแสล้มล้างสถาบันอันเชี่ยวกราก

เนื้อหาตอนหนึ่งในหนังสือระบุว่า  พล.อ.พัลลภ  ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  ซึ่งเคยอยู่ฝั่ง คมช.ไปร่วมวางแผนกัน 7 คนที่บ้าน ปีย์ มาลากุลฯ ย่านสุขุมวิท เพื่อวางแผนปฏิวัติ 19 กย.2549 เปิดเผยว่า มีความพยายามจากกลุ่มเดิม ในการที่จะปฏิวัติรัฐประหารล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เป็น คมช.ภาค2

"ก็เป็นพวกกลุ่มเดิม นั่นแหละ ที่ผมเคยไปร่วมประชุมวางแผนปฏิวัติ ตอน คมช.นั่นแหล่ะ พวกนี้เขายังไม่ยอมหยุด จะพยายามล้มรัฐบาลด้วยวิธีการเดิมๆในอดีต แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็ต้องให้ทหารปฏิวัติ"พล.อ.พัลลภ เตือน

"พวกนั้นเขายังอยู่กันครบนะแต่ละคน รอจ้องอยู่ทั้งนั้น อาจจะมี คมช.อีกครั้ง เพราะทีมงานที่เคลื่อนไหววางแผนกันอยู่ก็พวกเดิมๆทั้งนั้น แต่ถ้าจะกล้าปฏิวัติหรือเปล่า ก็ลองดู" พล.อ.พัลลภ กล่าว


ในเล่มนี้ ยังมีการเปิดเผยแผนการต้านปฏิวัติของ ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ และ ตท.10  อย่างละเอียด  ที่จะมีการใช้กำลัง 3ส่วนคือ  คนเสื้อแดง  ตำรวจ และทหารแตงโม  ในส่วนของคนเสื้อแดงมีการฝึกการต้านปฏิวัติ การต่อสู้กับรถถัง การใช้วินมอเตอร์ไซค์ต้านปฏิวัติ  โดยที่ กอ.รมน.กำลังจับตาหมู่บ้านคนเสื้อแดง ในอิสานและเหนือ ว่ามีการปลูกฝังอุดมการณ์การเมืองและการฝึกใช้อาวุธหรือไม่

ฝ่ายทหารที่เป็นสายเสื้อแดงยังมีการตั้งวอร์รูม เพื่อไว้ต่อต้านการปฏิวัติในจุดต่างๆ   เพื่อไว้ใช้เป็นเซฟท์เฮ้าส์และที่รวมตัวหากมีการปฏิวัติเกิดขึ้น  ทั้งที่ สนามบินดอนเมือง  ทุ่งสีกัน กลาโหม เมืองทองธานี และที่สนามบินสุวรรณภูมิ  รวมทั้งบทบาทของ นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ พล.ท.ฮุนมาเน็ต บุตรชายในการช่วยต้านปฏิวัติ

ในขณะเดียวกัน เนื้อหาในหนังสือยังเปิดเผย วอร์รูมลับ ใน ร.1รอ. ซึ่งเป็นบ้านหลังใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่สร้างใกล้เสร็จแล้ว  โดยถูกจับตามองว่า มีการสร้างห้องประชุมที่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยในการสื่อสาร สามารถเป็นที่ประชุมสั่งการได้ตลอด 24ชม.

นอกจากนี้ยังระบุถึงคำสัมภาษณ์ของ อ.วารินทร์  บัววิรัตน์เลิศ  โหรคมช.แห่งเชียงใหม่ ซึ่งเคยร่วมชี้แนะเรื่องการปฏิวัติ 19กย.2549 ให้ พล.อ.สนธิ บุญยะรัตกลิน  ผบ.ทบ.มาแล้ว


โดยโหรคมช.กล่าวตอนหนึ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. จะเป็นนายทหารกู้ชาติ  เนื่องจาก ในชาติปางก่อน พล.อ.ประยุทธ์ เกิดเป็นหนึ่งในทหารเอก ของ พระองค์ดำ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชฯ ซึ่งสอดคล้องกับ ความเชื่อส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์  เองที่นับถือ สมเด็จพระนเรศวรฯอย่างมาก

"พล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นความหวังของคนไทย ในการที่จะนำพาชาติรอด และจะเป็นนายทหารที่กู้ชาติ" อาจารย์ วารินทร์ กล่าว

"อย่าให้พูดชัดๆแบบนั้นเลย แต่ พล.อ.ประยุทธ์  จะได้นำกู้ชาติ และเป็นคนที่รักษาชาติ และรักษาราชบัลลังก์ แน่นอน” อาจารย์ วารินทร์ กล่าว  โดยเลี่ยงที่จะบอกว่า เห็นภาพการปฏิวัติหรือไม่ แต่ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องทำหน้าที่ในการช่วยเหลือรัฐบาล ช่วยเหลือนายกรัฐมนตรีหญิง ไปก่อน

"แล้วผมจะบอก เมื่อใกล้ถึงวันนั้น" อาจารย์ วารินทร์ระบุ

สำหรับ ลับลวงพราง ภาค 5 นี้ ยังมีการเปิดเผย เบื้องหลังการหลุดเก้าอี้ รมว.กลาโหม ของ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ด้วย

ที่สำคัญคือการเปิดเผยแผนการกลับประเทศของพ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีการระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณได้พยายาม"เคลียร์"ในหลายทิศทาง รวมทั้งกับทางกองทัพ ทั้งด้วยตัวเองและผ่านตัวแทน โดยยืนยันว่า จะไม่แก้แค้นแต่จะปรองดองและอยู่กันแบบให้เกียรติซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้มีการระบุด้วยว่า นายทหาร ตท.10 เพื่อน พ.ต.ท.ทักษิณ  เตรียมแผนการกลับประเทศ ด้วยการให้บินลงที่สนามบินเชียงใหม่ บ้านเกิด  อันถือเป็นการกลับบ้านเกิด  ไม่ลงที่สุวรรณภูมิ ด้วย 2 เหตุผล คือ 1.เพื่อแก้เคล็ด จากการกลับประเทศครั้งก่อนเมื่อปี 2551  มาจูบแผ่นดิน หรือแผ่นซีเมนต์ที่สุวรรณภูมิ  แต่ก็ต้องหนีออกนอกประเทศอีกครั้ง  จึงจะลงที่เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นการกลับบ้านเกิดจริง

ข้อ2 เป็นเรื่องความปลอดภัย เนื่องจาก กลัวจะถูกลอบสังหาร  เพราะที่สุวรรณภูมิดูแลยาก แต่ที่สนามบินเชียงใหม่ เป็นพื้นที่เสื้อแดง  จึงมีแผนใช้คนเสื้อแดงที่มารอต้อนรับ เป็นเกราะในการป้องกัน พ.ต.ท.ทักษิณ

ส่วนในเรื่องสงครามป้องราชบัลลังก์ นั้น วาสนาได้เขียนถึงบทบาทของ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์  ปฏิมาประกร  ผบ.สส.กับ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในการเป็น ขุนศึกค้ำราชบัลลังก์ ในฐานะที่เป็นนายทหารสายวัง ที่ถูกวางตัวมาเป็นผู้นำกองทัพพร้อมกัน เพื่อพร้อมรับสถานการณ์วิกฤตทางการเมือง






มติชนออนไลน์ :http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1332668372&grpid=01&catid=&subcatid=








วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

โอ๊ย!…เหี้ยขึ้นหอนเห่าคน บนหลังคา!!



วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


        ขียนเรื่องการบ้านการเมือง ให้แฟนๆได้อ่านกันทุกๆสัปดาห์นั้น ผมโดนตั้งข้อสังเกต จากสาววัยงามคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแฟนคอลัมน์นี้อย่างเหนียวแน่นคน ว่า
        “ทำไมคุณพี่จึงชอบใช้คำว่า ‘เหี้ย’ หรือไม่ก็ ‘พวกเหี้ย’ อยู่บ่อยๆ มีความประทับใจอะไร เป็นพิเศษหรือคะ?  
        โดนเข้าทักอย่างนี้ เลยต้องตรวจดู จึงได้พบว่าจริง เพราะตัวเองนำเอาชื่อสัตว์เลื้อยคลานพันธ์นี้ เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยนำมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อคอลัมน์ เช่น

        1. คอลัมน์ชื่อ “ทำเนียบเหี้ย” ซึ่งผมเขียนแนะนำรัฐบาลโลซก ซึ่งขณะนั้นพวกเขากำลังสาละวนกับการ ‘ปรับฮวงจุ้ย’ ที่ทำงานนายกฯ โดยมีการนำรูปสัตว์มายืนประจำทำเนียบ แทนตัวสัตว์ในเทพนิยาย ที่เรียกกันว่า “นรสิงห์” ซึ่งเจ้าของบ้านท่านเดิม คือ เจ้าพระยารามราฆพ ใช้เป็นสัตว์สัญลักษณ์ของบ้าน และใช้ “นรสิงห์” เป็นชื่อบ้านด้วย
        ต่อมาทางราชการซื้อบ้าน “นรสิงห์” ไปใช้เป็นทำเนียบรัฐบาล ได้เปลี่ยนชื่อบ้านเสียใหม่หรูหราว่า “ไทยคู่ฟ้า” หรือ
        “ทำเนียบไทยคู่ฟ้า”         สัตว์ที่ผมแนะนำ ให้ นายอภิแสบ ภักดีโพเดียม หัวหน้ารัฐบาลโลซกในขณะนั้น นำมาทดแทน “นรสิงห์” ไม่ใช่อื่นไกล คือ ตัว “เหี้ย” นั่นเอง และบอกด้วยว่า
        ผู้คนจะได้เรียกทำเนียบ ที่หัวหน้าพรรคดักดาน วิ่งราวอำนาจเข้าไปนั่งเป็นนายกฯ แบบค้านสายตาประชาชนในตอนนั้น ว่า
        “ทำเนียบเหี้ย”  (
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=254)        ผมมีเหตุผลอย่างไร ถึงได้แนะนำให้หัวหน้าพรรคดักดาน ตั้งชื่อพิลึกพิลั่นอย่างนั้น
        ท่านที่สนใจ ต้องคลิกเข้าไปอ่านกัน!

        2. ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ย้อนความหลังของหนังสือ ‘รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ’ เพื่อให้ท่านผู้อ่านที่พลาด ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวทราบว่า
        รัฐธรรมนูญอัปรีย์ฉบับ 2550 นั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร พวกสมาชิกสภารัฐประหารอ้างว่า จะช่วยกันร่างให้เป็น ‘หงส์’ แต่ทำไมในที่สุดแล้ว
        มันถึงกลายเป็น ‘เหี้ย’ ได้อย่างไรกัน!?        นี่เอง ที่ทำให้ผมโกรธจัด ต้องลุกขึ้นมา ต่อว่าต่อขาน รัฐธรรมนูญกาลีฉบับนั้นว่า มันเป็น ‘รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ’ ท่านที่อยากรู้ ต้องตามไปอ่านกันใน
        “จะเอาไข่หงส์ แต่ได้ไข่เหี้ย”         (
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=343)
        3. ล่าสุดซึ่งได้ผ่านสายตาท่านไปหมาดๆ คือบทความที่คนอ่านแล้วชอบ คือ ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ของ…ไอ้พวกเหี้ย!!!          http://vattavan.com/detail.php?cont_id=352
        นี่เป็นอีกหนึ่งบทความ ที่ชี้ให้เห็นว่ากันจะจะ ว่า
        ผมเรียกไอ้พวกกาลี ที่คบคิดกันก่อกบฏ ล้มล้างนายกฯ ทักษิณ โดยเรียกเหมารวมแบบยกชุดว่า เป็น “ไอ้พวกเหี้ย” นั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร?
        คอลัมน์หลังนี้ ได้รับความสนใจจากผู้คน มีการนำไปเผยแพร่ในเว็บไซด์ต่างๆ จนกระทั่งคนเขียนเอง ยังรู้สึกแปลกใจ

        ก่อนหน้าที่ผมจะเขียนเรื่องเหี้ย ลงใน www.vattavan.com นั้น ผมเคยเขียนคอลัมน์ ชื่อ “เหี้ยส่องกระจก” ลงในเว็บ ‘ผู้จัดการ’ มาก่อน ในคอลัมน์ “กาแฟขม ขนมหวาน” เมื่อผมเล่านิทานแบบชาดก ให้ท่านผู้อ่านฟัง แต่คอลัมน์นี้ทาง ‘ผู้จัดการ’ ไม่ได้เก็บไว้ เพราะเขาเก็บข้อเขียนของผม เอาไว้เพียง 200 ตอนหลัง เท่านั้น ไม่เหมือนเว็บ http://www.vattavan.com/ ที่เก็บข้อเขียนของผมเอาไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
        ท่านผู้อ่านนึกจะอ่าน หรือใช้เป็นข้อมูลเมื่อใด ก็สามารถค้นคว้าได้อย่างสะดวก

        วันนี้ จึงขอถือโอกาสนำเรื่อง “เหี้ยส่องกระจก” มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง สำหรับท่านที่พลาดไป
        เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ

        รุงสาระขันขัน อันเป็นเมืองหลวงของประเทศสาระขันขัน ก็มีสวนสัตว์ใหญ่โตเหมือนกับกรุงเทพฯบ้านเรา และที่ประชุมสภา กรุงสาระขันขันยังตั้งไม่ห่างจากสวนสัตว์เท่าไรนัก        เวลาพวกสมาชิกสภากรุงสาระขันขันมาประชุม สัตว์ก็เห็นพวกเขา และสมาชิกก็เห็นสัตว์ เหมือนเพื่อกัน เพราะไม่รู้สึกแปลกหน้า แต่สัตว์จะเห็นแปลกหน่อย ก็ตรงที่หน้าประตูใหญ่ตรงทางเข้าของสภา มีกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่        ก่อนที่สมาชิกสภาเมืองจะเข้าประชุม พวกสัตว์จะเห็นสมาชิกแต่ละคน ยืนส่องกระจก คล้ายจะสำรวจความเรียบร้อยตัวเองก่อนเข้าประชุม
        ทันทีที่ส่องกระจก เกือบทุกคนแสยะยิ้ม และเดินอกตั้ง คอแข็ง เชิดหน้า เดินกางข้อ เข้าสภาไป
        มีสมาชิกสภาเมืองเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้น นับดูได้ไม่กี่คน ที่เดินมาส่องกระจกบานนี้แล้ว ก็เดินจากไปด้วยอาการสงบ สำรวมเป็นปกติดี เหมือนตอนเดินเข้าประตู ไม่มีกริยา
เดินหน้าเชิด ปั้นปึ่ง เป็นกริยาที่ชาวบ้าน เรียกว่า “เบ่ง” อย่างพวกแรก
        พวกสัตว์ทั้งหลาย มองเห็นอาการแตกต่างของผู้คน ก้อยากรู้ว่า
        ทำไมพวกนี้ถึงยิ้มอย่างภูมิฐาน และทำไมข้อของพวกนี้จึงกางออก แสดงกริยาเหมือนกันไปเสียเกือบหมดทุกคน

        ในสวนสัตว์นั้น มีเหี้ยอยู่หนึ่งตัว แต่มันไม่ถูกกักขังเหมือนสัตว์อื่น ไม่รู้ว่าหลุดรอดมาจากที่ใด แต่อาศัยอยู่ในสวนสัตว์นั้นด้วย และมันมีอิสระไปไหนมาไหนได้ อีกทั้งยังมีความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว ในการหลบหลีกผู้คน ทำให้อยู่รอดและหากินได้ อย่างมีความสุขตลอดมา
        ความสงสัยของหมู่สัตว์มากขึ้นทุกที เหี้ยจึงได้รับการร้องขอจากเพื่อนส่ำสัตว์ ขอให้ช่วยหาทาง ไปลองส่องกระจกที่หน้าสภาดูหน่อย แล้วมาบอกพรรคพวกเพื่อนสัตว์ว่า เห็น
อะไร ที่ทำให้คนเกือบทั้งหมด ที่เดินเข้าไปในสภา
        เกิดอาการ “เบ่ง” อย่างนั้นได้!?
        เหี้ยของเราเป็นสัตว์ไม่ขัดเพื่อนอยู่แล้ว รับอาสาจะไปให้ จึงหาทางมุดลอดจากท่อระบายน้ำ เข้าไปในเขตของสภา
        พอเดินผ่านหน้ากระจก เหี้ยส่องกระจกแล้ว ถึงกับผงะด้วยความตกใจสุดขีด


        เพราะภาพที่ปรากฏให้เห็นในกระจก...เป็นอย่างนี้!        เพื่อนสรรพสัตว์จ้องมองดูเหี้ย ที่เดินกลับออกมาจากสภา เข้ามาสวนสัตว์ ทุกตัวได้เห็นภาพเหี้ยเดินแสยะยิ้ม เชิดหน้า ข้อกาง ส่ายอาดๆเข้ามา เหมือนพวกสมาชิกสภาเมืองไม่มีผิด ส่ำสัตว์ทั้งหลายจะถามอะไร มันก็ไม่ยอมตอบ
        นับแต่นั้นมา เหี้ยตัวนี้ เดินข้อกาง ไม่ยอมหุบ เชิดหน้า แหกปากยิ้มแสยะ อย่างน่าชิงชังตลอดเวลา
        ไม่ยอมพูดจากับเพื่อน ส่ำสัตว์ทั้งหลาย อีกต่อไป!!!
        าดกฉบับ ‘วาทตะวัน’ ตอนนี้ ผู้เขียนได้นำไปเป็นชื่อหนังสือ ที่รวบรวมคอลัมน์ที่เขียนเอาไว้ ทั้งคอลัมน์ “เหี้ยส่องกระจก” ด้วย ต่อมาได้นำมาเป็นชื่อหนังสือ ซึ่งแฟนๆได้กรุณาซื้อหาไปอ่านกันมากมาย
        รูปหน้าปกหนังสือ นั้น เป็นที่ประทับใจของผู้คน เพราะผู้ออกแบบใช้แนวคิดแบบการ์ตูนของผม แต่เขาสามารถทำปกออกมาได้สวยงาม เป็นรูปเหี้ยตัวนูน มองจ้องดูตัวเอง ที่
กลายเป็น “เทวดา” ในกระจก อย่างประหลาดใจ และเป็นเหตุให้ไอ้เหี้ยมันหลงผิด คิดว่าตัวเองเป็น
      

  เทวดา!        เรื่องไอ้พวกเหี้ยที่คิดว่าตัวเองเป็นเทวดา บ้านเราดูจะมีมากเอาการอยู่นะครับ!!
content/picdata/356/data/photo9_14.jpg

        ผมรู้สึกแปลกใจกับยอดขายหนังสือเล่มนี้ ทั้งๆที่ไม่ได้วางตลาด เพราะตอนพิมพ์ออกมานั้น พรรคดักดานดันเข้ามาสู่อำนาจพอดิบพอดีดี เลยต้องขายเองด้วยวิธีพิเศษ และการสั่งทางเว็บไซด์ ซึ่งก็ได้พิสูจน์ว่า 

        เรื่องการวางจำหน่าย ไม่ใช่ทางบังคับเสมอไป!!!  



        คงจะเข้าใจดีเหี้ยขึ้น!

        คนไทยเรานั้น ถือว่าเหี้ยเป็นสัตว์อัปมงคล เพราะมันไม่ได้กินของตายอย่างเดียว เหมือน “นกแร้ง” แต่บางครั้งของสดมันก็กินด้วย โดยเฉพาะการเข้าไปลักกินเป็ด-ไก่ ตามเล้าของชาวบ้าน ทำให้ผู้คนที่เป็นเจ้าของขัดเคืองมัน 

        การที่มีเหี้ยเข้ามาในบ้านนั้น ที่สำคัญคือ เจ้าของบ้านไม่รักษาความสะอาด ปล่อยให้มีขยะสิ่งของสกปรก รวมทั้งสัตว์ตาย เอาไว้ในบ้าน จนเหี้ยต้องเข้ามาทำความสะอาดให้

        หี้ยนั้นผูกพันกับเรื่องความเป็น ‘อัปมงคล’ มาแต่โบราณ แม้กระทั่งเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ยังมีการขับเสภาตลกที่เกี่ยวกับลางร้าย ที่เกิดขึ้นบ้านขุนแผน ดังนี้

        “ครานั้นขุนแผนแสนสนิท
        เรืองฤทธิ์ราวีจะมีไหน
        เมื่อถึงคราวจะมีเหตุเภทภัย
        ก็เกิดลางร้ายใหญ่หลายประการ
        ผึ้งมาจับกรูบูรพทิศ
        วิปริตมากมายหลายสถาน
        เห็ดขึ้นกลางเตาเท่าลำธาร
        เต่าก็คลานขึ้นไปขี้บนที่นอน
        แมวออกลูกห้าตัวหัวเป็นเต่า
        หมามีเขาขึ้นที่หน้าคล้ายกาสร
        รุ้งกินน้ำในกระถางอ่างมังกร


        เหี้ยขึ้นหอนเห่าคนบนหลังคา...”

       
 บทเสภานี้ คงมีนานกว่าอายุของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเกิดมาแต่สมัยอยุธยา แต่ดูถ้อยคำที่ใช้ ได้บอกเรื่องราวที่คนไทยเชื่อถือ ว่า
        สิ่งที่ลางบอกเหตุร้าย หรือที่เคยไทยถือว่า เป็นอัปมงคลนั้น มีหลายอย่างด้วยกัน
        พออธิบายได้ว่า


        1. ถ้าผึ้งป่าหรือผึ้งหลวง มาทำรังหรือจับในบ้าน ตรงด้านบูรพาทิศ เจ้าของบ้านจะโชคไม่ดี หรือมีเคราะห์ หากไปจับด้านตรงข้าม คือทิศตะวันตก จึงจะเป็นมงคล

        2. เห็ดขึ้นกลางเตาหุงข้าว ซึ่งตรงนี้ความจริงแล้วไม่น่าแปลกเท่าใด เพราะสปอร์นของเห็ดชอบที่ตรงมีขี้เถ้า ถ้ามันปลิวและขี่เถ้านั้นถูกทิ้งไว้ให้เย็นและมีความชื้น เห็ดก็ขึ้นได้ แต่คนไทยถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล เพราะเห็ดนั้นปกติจะงอกในที่ชื้นร่มเย็น ดันโผล่มากลางเตา ที่น่าจะทั้งร้อนและแห้ง
        โบราณถือว่า เป็นเรื่องวิปริต และเป็นอัปมงคล!


        3. เรื่อง “แมวห้า-หมาหก” นั้น เป็นคำพูดติดปากคนไทย เพราะถ้าเจ้าของบ้านเป็นสามัญชนคนธรรมดา หากคอบครองหมาและแมวมีจำนวนตามนี้ ก็ดูจะมากเกินไป เพราะคนไทยเรานั้น เลี้ยงสัตว์เอาไว้เพื่อทำประโยชน์ ไม่ได้เลี้ยงให้เสียข้าวสุกเปล่าๆ เช่น แมวก็เอาไว้จับหนู ส่วนหมานั้นเอาไว้เฝ้าบ้าน หากมีจำนวนมากเกินไปก็สิ้นเปลืองมากไป ซึ่งไม่เป็นมงคล

        4. รุ้งกินน้ำในบ้าน นี่ไม่ค่อยได้เห็น ถ้าบ้านไม่มีบ่อหรือคูน้ำ แต่หาก ‘หัวรุ้ง’ ดันตกลงไปบ่อหรือคูน้ำในบ้าน หรือแม้แต่ในอ่างน้ำหรือกระถางก็ตามที ที่เรียกว่า
        “รุ้งกินน้ำ”         คนไทยถือว่าเป็นเรื่องวิปริต หรือเป็นอุบาทว์ เพราะไม่มันค่อยเกิดขึ้นนั่นเอง

        สำหรับเรื่อง “เหี้ย” นั้น ความเป็นอัปมงคล ได้อธิบายความไปแล้ว แต่สำหรับตัวผมเองนั้น คุ้นเคยกับเหี้ยมาแต่ครั้งยังเป็นเด็ก อยู่ในโรงเรียนประจำ วชิราวุธ วิทยาลัย 
        โรงเรียนของผมกว้างขวางมาก เนื้อที่มากกว่าหนึ่งร้อยสามสิบไร่ ด้านถนนราชวิถี ที่อยู่ติดกับสวนสัตว์ ‘เขาดินวนา’ มีเพียงถนนคั่นกลางกันไว้ ตอนเป็นเด็ก ผมกับเพื่อนจึงคุ้น
เคยกับเขาดินมาก 

        ในวชิราวุธฯนั้น มีสระน้ำใหญ่โต ขุดเป็นรูปแผนที่ประเทศไทย ความใหญ่โต พอๆกันกับบ่อน้ำในสวนสัตว์เขาดิน แถมยังเชื่อมถึงกันทางท่อระบายน้ำอีกด้วย


        ดังนั้น สระน้ำในโรงเรียนของผม จึงมีปลาชุมชุมเหมือนเขาดิน แถมยังมีกุ้งก้ามกรามตัวโตๆเบ้อเริ่มเทิ่มอีกด้วย ผมกับเพื่อนๆเคยตกมาย่างกินก็หลายครั้ง

        นอกจากนั้นยังมีสัตว์อื่น มาปรากฏให้เห็นเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเต่าหรือตะพาบ แถมยัง “เหี้ย” อวดโฉมให้เห็นสม่ำเสมอ จนคุ้นเคยกันดี แต่บางครั้งก็เกิดเรื่องน่าเศร้า
สำหรับพวกมัน
        สาเหตุมาจากเด็กสมัยผม ชอบฟังละครวิทยุเรื่องดัง ชื่อ “ล่องไพร” ของนักประพันธ์ใหญ่ คือคุณ น้อย อินทนนท์ ในตอนนั้น ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมาก ทำให้เด็กหลายคนในยุคผม ใฝ่ฝันอยากเป็นนายพรานใหญ่ จะได้ถือปืนยาวออกไปล่าสัตว์แบบ “ศักดิ์ สุริยัน” พระเอก “ล่องไพร” ในนวนิยายดังของคุณน้อยฯ

        จึงไม่แปลกใจ ที่เด็กในรุ่นผม อยากเป็นพรานล่าสัตว์จนตัวซี้ตัวสั่น พอเห็นเหี้ยพลัดหลงขึ้นมาจากบ่อน้ำ พรานรุ่นเยาว์ก็เอาไม้ไล่ตีจนตาย เอาซากมันมาผ่าสำรวจเครื่องในกัน
        เด็กที่อยู่ในขบวนการไล่ตีเหี้ยรุ่นผมนั้น พอโตขึ้นแล้ว บางคนกลับกลายเป็น ‘นักอนุรักษ์สัตว์’ ที่มีชื่อเสียง จนผู้คนรู้จักกันดี เช่น พิสิษฐ์ ณ พัทลุง ผู้ก่อตั้ง มูลนิธิสัตว์ป่าและ
พันธุ์พืช เป็นต้น
        ความจริงในกรุงเทพเรานั้น หากในบ้าน วัด โรงเรียนฯลฯ หรือสถานที่อื่นใด ที่อยู่ใกล้แม่น้ำ หรือมีสระน้ำขนาดใหญ่ เรามักจะพบเห็นเหี้ยได้เสมอ
        ตอนผมเป็นเด็ก พ่อและแม่ผมชอบพาครอบครัวเรา ไปปิกนิกกันในสวนลุมพินี โดยนำอาหารไปรับประทาน ส่วนมากก็เป็นข้าวห่อใบบัว ประเภทข้าวผัดน้ำพริก ข้าวผัดปลา
สลิดฯลฯ นอกจากนั้นก็เป็นแซนวิช แล้วพ่อแม่ก็นอนบนเสื่อกระจูด ดูลูกๆก็วิ่งเล่นกัน
        จำได้ดีว่า เคยเห็นเหี้ยเดินส่ายอาดๆในสวนลุมฯ หลายครั้งหลายหน!         โตเป็นผู้ใหญ่ ทำงานแล้ว ผมไปวิ่งที่สวนลุมฯเป็นประจำ เพราะสวนสาธารณะเก่าแก่นี้ ตั้งอยู่บนทางผ่านไปที่ทำงาน และอยู่ห่างจากบ้านผมแค่กิโลเมตรเศษ
        จึงมีโอกาสได้พบเห็นบรรดาเหี้ย เดินเล่นอย่างไม่กลัวคนในสวยบ่อยครั้ง!

        ในสวนลุมมีอาคารหลังหนึ่ง ชื่อ “อาคารลุมพินีสถาน” สถานที่แห่งนี้ อยู่ในความทรงจำสำหรับหนุ่มสาวยุคผม เพราะเป็นที่ตั้งของฟลอร์เต้นรำ บางทีก็เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า
        “เวทีลีลาศสวนลุมพินี”         เวทีสวนลุมฯแห่งนี้ เคยเป็นที่หนุ่มสาวมาชุมนุมเต้นรำกัน มีความพิเศษตรงที่ นอกจากเป็นฟลอร์ลีลาศที่กว้างขวางแล้ว ยังเป็นที่จัดงานต่างๆ เช่น งานฉลองปริญญา โดยมีวงดนตรีขนาดใหญ่ไปเล่น ซึ่งเจ้าประจำสำหรับงานใหญ่ไม่ใช่วงไหน แต่เป็นวงดนตรี “สุนทราภรณ์” นั่นเอง
        วงดนตรีสำคัญของชาติวงนี้ มาบรรเลง ณ เวทีสวนลุมฯอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน เพื่อให้คนที่มางานรื่นเริง ได้เต้นรำตามจังหวะดนตรีอันไพเราะสนุกสนานกัน
จนเป็นที่จดจำของผู้คนในยุคนั้น
        เมื่อบ้านเมืองของเราเปลี่ยนแปลงไป มีสถานที่ใหม่ๆเกิดขึ้นมาก รสนิยมของผู้คนเปลี่ยนตามไปด้วย คนรุ่นใหม่ย้ายไปจัดงานที่อื่นมากขึ้น แต่นานๆครั้ง ก็มีการจัดลีลาศที่เวทีแห่งนี้ 
        ทางกรุงเทพมหานคร ได้สร้างอนุสาวรีย์ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ตั้งอยู่เด่นเป็นสง่าอยู่หน้าฟลอร์สวนลุมฯ เพื่อเป็นการรำลึกถึง และให้เกียรติกับครู ซึ่งเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของชาติ
ไทยเรา
        นักเต้นรำรุ่นเก่าอย่างผม ทั้งชายและหญิง ที่ยังมีผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ เวลาพบหน้าพบตา คุยความหลังกันทีไร


        สนุกทุกที...เช่น

        เรื่อง ‘คุณเหี้ย’ ที่เราเคยเห็นในสวนลุมฯ สมัยพรรคพวกผม ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวกัน นั้น
        บางวันเป็นเพราะอยากฟังดนตรี หรืออย่างไรไม่ทราบได้ บรรดา ‘พวกเหี้ย’ ทั้งหลาย พากันเดินพาเหรดขึ้นไป เดินลอยหน้าลอยตา บนฟลอร์สวนลุมฯ ไม่เกรงอกเกรงใจผู้ใด
เล่นเอาผู้คนตั้งใจจะมาเต้นรำสมัยนั้น

        แตกตื่น...กันไปเลย!

        มาถึง พ.ศ.นี้ คนไทยไม่เกรง ‘เหี้ย’ จะบุกขึ้นไปบนเวทีลีลาศสวนลุมฯ กันอีกแล้ว เพราะต่อให้พวกมันขึ้นไปเต้นระบำ ร้องรำทำเพลงทุกวันศุกร์ หรือจะไปสุมกบาลเม้าท์กันเป็นฝูง ตั้งแต่วันจันทร์-ยันวันอาทิตย์ ก็คงไม่มีใครสนใจ
        ขอแต่เพียง อย่าถึงกับ...

        ขึ้นไปหอนเห่าคนบนหลังคา ให้เป็นกาลีบ้าน-กาลีเมือง เท่านั้น...ก็คงพอกระมัง!!!?
...555...
.......................
 บทความประจำสัปดาห์  โอ๊ย!…เหี้ยขึ้นหอนเห่าคนบนหลังคา!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 24 มีนาคม 2555)

http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=356



 
 
เพราะมันชอบกินของเน่าของสกปรก คนไทยถือว่าเป็นเรือง “อัปมงคล” แต่ความจริงแล้ว เป็นเพราะ...        เจ้าของบ้านเป็นคนขี้เกียจ และสกปรกนั่นเอง!
 
        เรื่องของ “เหี้ย” นั้น ในความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่ามันมีประโยชน์ เพราะเป็นสัตว์ที่ทำความสะอาดให้ลำน้ำ คล้ายภารโรงเพราะมันจะกำจัดเศษซากสิ่งต่างๆ ที่อยู่ตาม
ท้องน้ำ ทำให้สิ่งของที่ผู้คนทิ้งไป ไม่เน่าเสีย จนกลายเป็นภาระในด้านสิ่งแวดล้อม
        ใครอยากเห็นเหี้ยกำจัดสิ่งโสโครกอย่างไร ลองไปที่ร้าน “ทองชุบ” อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเป็นแพอยู่ริมแม่น้ำ
        ระหว่างรับประทานกุ้งเผาแสนอร่อย ท่านจะเห็นฝูงเหี้ย ขึ้นมากินเศษซากอาหาร ที่ผู้คนหยิบโยนให้แล้ว 

เปิดคิวคดีเหยื่อปืนเม.ย.-พ.ค.53

น.  
ากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 91 ศพ 

ผลการสอบสวนที่ยืดเยื้อมานาน สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจบช.น.และอัยการสรุปผลการสืบสวนสอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพและส่งสำนวนให้ศาลอาญาพิจารณานัดวันไต่สวนแล้วจนถึงขณะนี้ทั้งสิ้น 18 คดีซึ่งพยานหลักฐานบงชี้ว่าอาจเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ประกอบด้วย

คดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. เมื่อเจ้าหน้าที่ปะทะกับคนเสื้อแดง บริเวณสี่แยกคอกวัว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนถึงเหตุการณ์วันปะทะเดือด 19 พ.ค.บริเวณสี่แยกราชประสงค์ 

นายวสันต์ ภู่ทอง อายุ 39 ปี ชาวสมุทรปราการ ซึ่งเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง และถูกสไนเปอร์ยิงกระสุนเข้าศีรษะระหว่างถือธง จนเสียชีวิต ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง บริเวณแยกคอกวัว กทม. เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 

ขณะที่ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ชาวญี่ปุ่นช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ถูกยิงด้วยกระสุนอาก้า เอเค 47 เข้าที่หน้าอก เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 เวลา 21.00 น. ด้านหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนดินสอ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

นายทศชัย เมฆงามฟ้า วัย 44 ปี พร้อมครอบครัวเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช. อาศัยอยู่ที่แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ ถูกยิงที่หน้าอกทะลุหัวใจ เสียชีวิตบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553

นายมานะ อาจราญ พนักงานดูแลบำรุงรักษาสัตว์สวนสัตว์ดุสิต ถูกยิงตายในสวนสัตว์ดุสิต เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ซึ่งเป็นวันแรกที่เจ้าหน้าที่รัฐปะทะกับม็อบ โดยทหารชุดหนึ่งเข้าไปประจำการอยู่ในสวนสัตว์ดุสิต และนายมานะ ถูกยิงเสียชีวิตขณะที่เพิ่งเลิกงานกำลังจะเดินทางกลับบ้านตอนดึก

พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2553 บน ถ.วิภาวดีรังสิต เขตดอนเมือง กทม. ขณะขี่จักรยานยนต์กับพวกเพื่อมาสมทบกับทหาร-ตำรวจที่ตั้งแถวป้องกันกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางผ่านมาทาง ถ.วิภาวดีฯโดยมีพยานยืนยันว่าเห็นเจ้าหน้าที่ยิงปืนเข้าใส่กลุ่มรถจักรยานยนต์ที่แล่นเข้ามา

นายชาติชาย ชาเหลา หนึ่งในผู้ชุมนุมถูกยิงตายเมื่อวันที่ 13 พ.ค.2553 ระหว่างเดินถ่ายวิดีโอบริเวณริมถนนพระราม 4 ตรงข้ามสวนลุมพินี

นายบุญมี เริ่มสุข อายุ 71 ปี ถูกยิงเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2553 บริเวณทางเท้าข้างร้านอาหารระเบียงทอง เขตปทุมวัน กทม. โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม เนื่องจากไปกินอาหารที่ร้านดังกล่าว พอเดินออกมาก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ รักษาตัวอยู่นาน 2 เดือนก่อนจะเสียชีวิต 

นายชาญณรงค์ พลศรีลา ถูกยิงเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2553 บริเวณ ถ.พญาไท เขตราชเทวี กทม. ขณะใช้หนังสติ๊กยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่

ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือ น้องอีซา อายุ 14 ปี ถูกยิงเข้าหลังทะลุท้อง และ นายพัน คำกอง ถูกยิงต้นแขนซ้ายกระสุนตัดเส้นเลือดใหญ่ 

เหตุเกิดที่ซอยโรงหนังโอเอ ถนนราชปรารภ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2553 โดยทั้งสองรายไม่ได้เข้าร่วมชุมนุม แต่ถูกกระสุนพลาดไปโดนจนเสียชีวิต

นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสกุล และนายประจวบ ประจวบสุข ตายในเหตุการณ์เดียวกัน คือการปะทะกันบริเวณใต้ทางด่วนพระราม 4 เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2553

คดีฆ่าหมู่ 6 ศพในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เขตอภัยทาน ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อเย็นวันที่ 19 พ.ค.2553 ได้แก่

นายรพ สุขสถิตย์ อายุ 66 ปี เป็นคนขับรถลีมูซีนส่งผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ เข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงบริเวณสี่แยกราชประสงค์ แต่มาถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมฯโดยเป็นศพสุดท้ายที่ตกค้างอยู่ภายในสถาบันนิติเวช ร.พ. ตำรวจ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุชื่อผิดเป็น นายวิชัย มั่นแพ อายุ 30 ปี จนเกิดความสับสน

น.ส.กมนเกด อัคฮาด ซึ่งเป็นพยาบาลอาสาประจำเต็นท์หน้าวัดปทุมวนาราม ถูกยิงด้านหลังกระสุนทะลุฝังศีรษะ 1 นัด นายมงคล เข็มทอง อายุ 37 ปี เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ถูกยิงหน้าอกขวา 1 นัด นายอัครเดช ขันแก้ว ผู้ช่วยพยาบาลภายในเต็นท์ ถูกยิงต้นแขนขวาทะลุโหนกแก้มขวา 1 นัด โดยทั้ง 3 ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม พยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บโดยไม่เลือกฝ่าย แต่กลับถูกรัวยิงจนเสียชีวิตคาเต็นท์พยาบาลที่อยู่ในวัด

นายสุวัน ศรีรักษา ทำงานเป็นช่างก่อสร้างและเป็น 1 ในการ์ดนปช. ถูกยิงหน้าอกซ้าย 1 นัด 

นายอัฐชัย ชุมจันทร์ วัย 28 ปี บัณฑิตนิติ ศาสตร์จากรั้วรามคำแหง เข้าชุมนุมทำหน้าที่ช่วยดูแลแจกอาหาร ประจำหน้าเวทีราชประสงค์ ซึ่งขณะเดินออกมาจากรั้วประตูวัดปทุมวนาราม ถูกยิงด้วยอาวุธสงคราม เข้าด้านหลังทะลุหน้าอก 1 นัด ที่บริเวณเหนือราวนมข้างซ้าย กระสุนทะลุปอด เสียชีวิต


ที่มาข่าวจาก ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 09:59 น. 



วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

มองประเด็นเดือด"ใครสั่งปฏิวัติ"




เวทีปรองดองทำท่าจะเป็นสนามมวยสร้างวิกฤตรอบใหม่
เมื่อ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ตั้งคำถามถึงผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.49 กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานกรรมาธิการปรองดอง ในฐานะอดีตประธาน คมช. 
การเปิดประเด็นดังกล่าว ทั้งที่เหตุการณ์ล่วงเลยมาเกือบ 6 ปี จะมีผลต่อการสร้างบรรยากาศความปรองดองในขณะนี้หรือไม่ รวมถึงถ้ารู้ความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศในทางใด
นักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องทางการเมือง แสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ


จาตุรนต์ ฉายแสง 
อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย 

ขึ้นอยู่กับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องว่าจะตอบคำถาม อธิบาย หรือทำอย่างไรกับเรื่องนี้ เนื่องจากมีประชาชนสนใจ ติดใจว่าใครทำอะไรไปบ้าง รวมทั้งความจริงในช่วงนั้นคืออะไร ซึ่งหลายประเทศก็ตั้งคำถาม

พล.ต.สนั่นจะตั้งคำถามกับพล.อ.สนธิก็ไม่แปลก เพราะสังคมอยากรู้ หากรู้แล้วจะทำอย่างไรต่อไป นำไปสู่การลงโทษ ขอโทษหรือให้อภัยก็เป็นอีกเรื่อง 

แต่หลังเกิดเหตุรัฐ ประหารปี཭ การลงโทษคงไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป เพราะเกิดการนิรโทษกรรมตัวเองกันไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหากความจริงปรากฏก็เหลือเพียงแค่การขอโทษ และการให้อภัยทางการเมืองเท่านั้น 

แต่บังเอิญว่าความจริงเรื่องนี้ไม่ปรากฏ ดูจากการตอบคำถามของพล.อ.สนธิที่ว่าถึงตายก็ตอบไม่ได้ว่าใครสั่งการ เมื่อคนที่รู้เรื่องดีที่สุดไม่ตอบ คงไม่สำคัญอีกแล้วว่าใครเป็นคนสั่งการหรืออยู่เบื้องหลัง

แต่ประเด็นสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้สังคมเกิดความเข้าใจมากขึ้นในการปฏิเสธและเห็นความเลวร้ายของการรัฐประหารที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับประเทศ 

รวมทั้งให้ผู้ที่สั่งการอยู่เบื้องหลังเกิดความสำนึกว่า ทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองยับเยิน จากนี้ไปจะไม่ทำแบบนี้อีก 

การสร้างความปรองดองในขณะนี้ ที่มีหน่วยงานทำวิจัยและทำข้อเสนอออกมาเพื่อหาทางออก กลับถูกมองว่าเป็นพวกมีสังกัดหรือฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีก ทำให้การหาทางออกยังยากอยู่ 

ดังนั้น มีอยู่ 2 ทางคือ 1.เริ่มจากฝ่ายที่จะไม่ได้ประโยชน์ เช่น กลุ่มเสื้อแดงซึ่งถูกกระทำ เห็นถึงความจำเป็นและประโยชน์ของการปรองดอง โดยยอมหรือให้อภัยรัฐบาลที่สั่งฆ่าประชาชน เป็นต้น 

และ 2.ทำให้สังคมหรือผู้ที่เห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาช่วยกันออกเป็นฉันทามติหรือกระแสสังคม ให้คู่ขัดแย้งยอมถอย ยอมที่จะไม่ได้ประโยชน์ หรือยอมที่จะต้องเสียอะไรบ้างเพื่อหาทางออก 

เพราะหากปล่อยให้คู่ขัดแย้งเดินเรื่องกันไปตามลำพัง จะเกิดความขัดแย้งแบบไม่สิ้นสุด 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงไม่ได้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านเร็วขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับไทยได้หรือไม่ ขึ้นกับหลายปัจจัยและหลายฝ่ายบนกติกาที่เป็นธรรม

รวมทั้งสังคมเกิดความปรองดองในระดับหนึ่งด้วย 

--------------

พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
ส.ว.สรรหา อดีตรองผบ.สส.

ไม่ว่าสังคมจะเปิดประเด็นเบื้องหลังมือที่มองไม่เห็นนี้เมื่อใด หากเป็นจริงก็ยังคงคำตอบเดิมอยู่ แต่ทำไมคราวนี้เขากลับเปลี่ยนคำตอบที่มีมา 5-6 ปี จึงเป็นที่สงสัยของสังคมขึ้นมาอีก 

พล.ต.สนั่นตั้งคำ ถามแบบนี้ถือเป็นสิทธิ์ในฐานะผู้ติดตามเรื่อง คงรู้ว่าปัญหาที่สังคมยังคาใจอยู่เกิดจากอะไร อยากทำให้การเดินหน้าสู่ความปรองดองง่ายขึ้น

แต่หากคิดในแง่ของทหารที่มักยึดคติไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน เลยไม่ยอมเปิดปากก็เป็นได้

ผมไม่คิดว่าจะมีผู้ใหญ่คนใดมาสั่งการให้เขายึดอำนาจ เพราะถือเป็นเรื่องความเสี่ยงรายบุคคล แม้จะมีแบ๊กหรือไม่ก็ล้วนเป็นเรื่องผิดกฎหมายบ้านเมืองทั้งสิ้น 

เราอาจจินตนาการกันไปเองว่า เรื่องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ หรือยึดความคิดบนพื้นฐานความจำที่เคยมีมา ทำให้คิดว่าเรื่องนี้จะต้องมีใครสนับสนุน การที่สังคมคิดอย่างนี้เพราะไม่เคยรับรู้ความจริง 

ฉะนั้นการสร้างความปรองดองคือ การออกมาพูดความจริงของทุกฝ่าย ใช้ความกล้าหาญกล้าพูดว่าเคยตัดสินใจอะไรผิดพลาด ขอโทษต่อสังคม พร้อมยอมรับโทษบ้าง สังคมคงให้อภัยและพร้อมประนี ประนอม 

ไม่ใช่มัวขัดแย้งกันไม่มีวันจบ ทุกคนต้องกลับไปทบทวนบทบาทของตัวเองว่าทำอะไรผิดบ้าง ไม่มีใครทำผิดหรือถูกไปทุกอย่างได้หมด ขอให้ยอมรับด้วยความจริงใจ ประเทศจะสู่สันติภาพได้มากขึ้น 

อย่ามัวแต่ไปโทษใครจ้างมาถาม ใครจ้างมาทำ เพราะนั่นไม่ใช่ทางออกของประเทศ 

--------------

เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช 
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล

การทราบความจริงในบางกรณีอาจทำให้สังคมคลี่คลาย แต่บางกรณีก็อาจทำให้สังคมแตกแยกมากขึ้น กรณีนี้พล.อ.สนธิ ยังไม่ได้ตอบว่าเป็นใคร หรือถ้ามี ควรจะเป็นใคร 

เราอาจคิดกันมากไปว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง หากพล.อ.สนธิออกมายอมรับแล้วสังคมจะเชื่อหรือไม่ ถ้าบอกไม่มี สังคมก็จะบอกว่าโกหก 

แต่ถ้าพล.อ.สนธิกล่าวว่าใครอยู่เบื้องหลัง อาจเป็นประโยชน์สำหรับคนในสังคม ต่อการนำไปวิเคราะห์ปัจจัยที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้น

ขณะนี้สังคมส่วนใหญ่ใช้วิธีคาดเดา สร้างเรื่องเกี่ยวกับคนที่อยู่เบื้องหลังให้ดูเหมือนนิยายมากกว่าความจริง การเอาความจริงมาช่วยกันคลี่คลายข่าวลือทั้งหลายน่าจะเป็นสิ่งที่ดี

แต่ถ้าคำตอบไม่ตรงกับความเชื่อที่แต่ละคนคิดไว้ แล้วจะยอมรับกับความจริงได้หรือไม่ 

คำตอบทุกอย่างมีผลต่อการปรองดองหมด แต่การปรองดองไม่ใช่แค่การลืมว่าเคยเกิดอะไรขึ้น หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะแล้วอีกฝ่ายต้องยอมรับ 

การปรองดองต้องมีคนที่ผิดในบางเรื่อง แต่คนที่ถูกกระทำต้องพร้อมให้อภัย การปรองดองถึงจะก้าวไปข้างหน้าได้ ส่วนคนที่ให้อภัยจะได้ประโยชน์มากกว่าคนที่ถูกให้อภัย เหมือนยกความโกรธ ความขุ่นเคืองออกไปจากอก 

แต่เป็นการยากสำหรับคนที่ถูกกระทำ คงไม่สามารถทำให้การปรองดองพลิกผันไปได้ไกล เนื่องจากการปฏิวัติเกิดขึ้นไปแล้ว และคงเป็นปมไปอีกนาน หรือหากให้ลืมก็คงเป็นไปไม่ได้ 

การคลี่คลายปมเวลานี้ต้องดูด้วยว่ามีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน

ผลจากคำถามและคำตอบของพล.ต.สนั่น และพล.อ.สนธิ คงไม่ทำให้การปรองดองล้มเหลวหรือเสียหายเลยทีเดียว บังเอิญว่า 2 คนมีอำนาจและมีความสำคัญในทางการเมือง สังคมจึงต้องจับตาดู 

แต่ถ้าไม่มีการสืบประเด็นนี้ต่อ และไม่ถูกดึงมาเป็นประเด็นหลัก ความสนใจอาจพุ่งไปที่ประเด็นอื่น อาทิ การปรองดอง การใช้อำนาจรัฐในทางที่ผิด การปะทะกันของม็อบ ความยุติธรรมในสังคมไทย เรื่องสองมาตรฐาน

ตรงนี้อาจทำให้การปฏิวัติรัฐประ หารกลายเป็นเพียงประเด็นรองเท่านั้น

การนิรโทษกรรมและอภัยโทษมีความต่างกัน การอภัยโทษหมายถึง คดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยตัดสินไปแล้วว่ามีความผิด ผู้ต้องหามารับโทษจึงจะมีการอภัย โทษได้ แต่การนิรโทษกรรมหมายถึง การลบความผิดทั้งหมด 

ฝ่ายที่สนับสนุนก็อยากให้เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ แต่ฝ่ายที่คัดค้านมองว่าสิ่งที่กระทำไปแล้ว คนผิดควรได้รับโทษ ทัณฑ์ ดังนั้น ทั้งการนิรโทษกรรมและอภัยโทษ อาจต้องพิจารณากันหนักมาก

เพราะสิ่งที่กระทำไปมีหลายเรื่องและหลากหลาย เราควรให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรมในการร่างกฎหมายให้เป็นกฎกติกาที่ชัดเจน 

ไม่ใช่แค่การเลือกปฏิบัติว่าจะละเว้นโทษให้ใครหรือกรณีใด หากสังคมยอมรับและรู้สึกว่าเหมาะสมก็จะไม่เกิดความขัดแย้ง

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการปรองดอง ไม่ได้หมายความว่าคนในสังคมต้องรักและต้องชอบพอกันทั้งหมด แต่ความปรองดองที่แท้จริงคือ คนในสังคมพร้อมจะอยู่ร่วมกันได้

แม้จะรู้สึกถึงความเป็นศัตรู ไม่ชอบหน้ากัน แต่ต้องมีวิธีการทำสังคมให้อยู่ร่วมกันได้
ที่มา : ข่าวสดออนไลน์  วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 11:20 น. 
 http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNek1qY3pOVGN3T1E9PQ%3D%3D&sectionid