วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายเสนอการปรองดอง เพราะหวังจะให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ด้วยความราบรื่น แต่ฝ่ายค้านได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า
พวกเขาไม่อยากจะปรองดองด้วย เพราะหากคนไทยสามัคคีกันตามแผนของรัฐบาล อาจเปิดช่องให้นายกฯทักษิณเดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้ พรรคการเมืองที่เป็น“ฝ่ายค้านดักดาน” ในปัจจุบัน
คงหมดโอกาสเป็นรัฐบาล ไปอีกนานนับสิบๆปี!
ที่ผู้เขียนมั่นใจเต็มร้อยอย่างนั้น ไม่ได้ดูแคลนฝ่ายค้านเลย หากความจริงที่ปรากฏในปัจจุบันนั้น ชี้ให้เห็นชัดเจน ว่า
ขนาดตัวคุณทักษิณฯอยู่นอกประเทศแท้ๆ ยังแผ่แสง “เฮ้ากวง” มาช่วยดันน้องสาว ขึ้นไปถึงตำแหน่ง “นายกฯรัฐมนตรี” ได้ โดยใช้เวลาแค่ไม่ถึง 50 วัน
ไม่ยากเย็นอะไรเลยจริงๆ! ดังนั้น หากทักษิณฯกลับมา โดยไม่มีคดีความติดตัว คงไม่ต้องพูดถึงกันกระมัง ว่า
พรรคกเฬวราก ต้องรับประทาน ‘แห้ว’ ไปนานอีกสักกี่ปี!?
จุดยืนของฝ่ายที่อยากให้มีการปรองดอง กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย นั้น มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าพิศวงงงงวยแต่ประการ เพราะ “วาทตะวัน” ได้เคยชี้แจงแสดงเหตุ ให้เห็นกันอย่างชัดเจนแล้ว ว่า
ความคิดของผู้คนในบ้านเมืองของเรานั้น แตกแยกกันเป็นแบบ “สองขั้ว-สุดขีด” นั้น เพราะฝ่ายหนึ่งนั้นถือว่า
การปฏิวัตินั้น เป็นการละเมิดกฎหมายของบ้านเมือง เป็นสิ่งที่...ไม่ชอบธรรม ประชาชนยอมรับไม่ได้!
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้น กลับเห็นไปในทางตรงข้าม คือ เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งยังเห็นด้วย ว่า การปฏิวัติรัฐประหาร เป็นสิ่ง...ชอบธรรม! ดังนั้น การกระทำใดๆ ที่หักหาญกฎหมายที่มีอยู่ ด้วยอำนาจคณะปฏิวัติ ไม่ว่าจะเป็น “ประกาศ” หรือ “คำสั่ง” กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ในความเห็นของฝ่ายหลังทั้งสิ้น
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
ข้อเขียนของ “วาทตะวัน” นั้น ยึดมั่นในแนวทางของผู้ที่รักและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับเสรีชนในโลกอารยะ ซึ่งได้แสดงตัวตน ให้ท่านผู้อ่านเห็นอย่างชัดเจน โดยไม่ปิดบังว่า
ผู้เขียนนั้น อยู่ฝ่ายแรก เพราะเห็นว่า การปฏิวัตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม อย่างเหนียวแน่นยาวนาน
ไม่เคยเปลี่ยนจุดยืน! ทั้งผมยังได้เขียนบทความ ยุยงทั้งชาวบ้าน ข้าราชการ แม้กระทั่งผู้พิพากษา ไม่ให้ยอมรับอำนาจอัปรีย์ ของผู้เข้ายึดอำนาจประเทศด้วยรถถังและปืน ทั้งยังนั่งยัน ยืนยันตลอดมา
ว่า
การปฏิวัตินั้น เป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรม นานาอารยะประเทศไม่ยอมรับกัน ทั้งนั้น!!
บทความของผมที่ผ่านมานั้น ได้ไล่ถล่ม “ไอ้บัง กบฏ” กับพวกยึดอำนาจอย่างต่อเนื่อง และขอให้พี่น้องดูเอาเถิดว่า
ผู้ก่อการปฏิวัติรัฐประหาร หรือพวก คมช. นั้น แม้จะมั่งคั่งขึ้นจากการยึดอำนาจรัฐได้ แต่ฐานะทางสังคมของพวกเขา กลับต้องตกต่ำลง เพราะโดนประชาชน และพี่น้องสื่อสารมวลชน ดูถูกเหยียดหยามว่าเป็น ‘ไอ้พวกต่ำทราม’ ที่ชอบเอาปืนมาไล่ข่มขู่ชาวบ้านให้ยอมจำยอม และมักแขวะเอาเป็นประจำ ตัวอย่างสื่อที่เห็นได้ชัด คือ
เว็บไซด์ www.vattavan.com นี่แหละ!
ท่านผู้อ่าน คงเห็นแล้วว่า การปฏิวัตินั้น ทำให้บุคคลบางกลุ่ม ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน รวมทั้งทำให้พรรคพวกของคนเหล่านี้ สามารถเข้าสู่อำนาจต่างๆ ที่คณะปฏิวัติหยิบยื่นให้ พร้อมกับทรัพย์สินเงินทองอีกด้วย เช่น
การเข้ามาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ ตลอดจนได้เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นมา ทั้งๆที่ไอ้พวกนี้ หากในภาวะปกติ ถ้าพวกมันจะลงเลือกตั้ง ก็ไม่มีทางที่ประชาชนจะเลือกเข้ามา คนพวกนี้ได้รางวัล ด้วยเงินเดือนค่าตอบแทนสูง ซึ่งมาจากภาษีอากรของชาวบ้านตาดำๆ เท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ไอ้พวกนี้ได้ตำแหน่งและสามารถเดินส่ายอาดๆ เข้าสู่รัฐสภาได้... เพราะปากกระบอกปืนแท้ๆ! นอกจากนั้น พวกกากเดนรัฐประหาร ได้รับแต่งตั้งเป็น ส.ว.ลากตั้งชุดแรก ฟาดเงินไปคนละเกือบ 5 ล้านบาท!! ไอ้พวกชุดแรก ยังถูกลากตั้งซ้ำเข้ามา แล้วพวกมันจะได้แดกภาษีของประชาชน ไปอีกคนละเท่าไหร่?
ลองนับกันดูเล่นๆก็ได้ ไม่ผิดกติกาอันใด!
นี่คือผลพวงจากคณะรัฐประหาร แต่ที่กลายตลกร้าย คือ ไอ้คนกลุ่มนี้บางส่วน มันไม่ได้คิดถึงบุญคุณ ของหัวหน้าคณะปฏิวัติรัฐประหาร ที่เกื้อหนุนพวกมัน จนมีเวทีไว้เพื่อการขัดขวางระบอบประชาธิปไตยของชาวไทย เพราะวันดีคืนดี หนังสือพิมพ์รายงานว่า
ตัว “ไอ้บัง กบฏ” เองยังโดนไอ้พวกนี้ กรากเข้าไปล้อมกรอบในสภา ทำท่าทางและหน้าตามี่เหี้ยมเกรียม ราวกับจะ “รุมกระทืบ” อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ ฐานไม่ยอมถอนรายงานตะหวักตะบวย ที่ไปเสียเงินเสียทอง ไปว่าจ้างแหล่งที่ผมเรียกว่า สถาบันคณาธิปไตย จัดทำ...
น่าขันดีแท้ๆ!!
(เรื่องเกี่ยวกับสถาบันที่พูดถึง ดูได้จากบทความประกอบ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กระบือจ่าฝูง แห่งสถาบันคณาธิปไตย!http://vattavan.com/detail.php?cont_id=152)
การปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อ ปี พ.ศ.2549 ที่ผ่านมานั้น กลุ่มคนที่น่าสงสารมาก ในสายตาของผม คือ
ผู้มีอาชีพเป็น...ผู้พิพากษา! พวกเขาต้องถูกคำสั่งของคณะปฏิวัติ ‘กดหัวกบาล’ ให้ทำตามคำสั่งของพวกมัน เช่น
ผู้พิพากษาศาลสูงของบ้านเมืองเรา ต้องกลายสภาพไปเป็น
ตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยไม่กล้าขัดขืน เพราะหากไม่ทำตาม ผลร้ายอาจบังเกิดกับพวกตน และครอบครัว ก็เป็นไปได้!
ดังนั้น พวกเขาจึงทำได้แค่ ไม่สวมเสื้อคลุมแสดงฐานะผู้พิพากษา แต่แต่งกายด้วยชุดสากล เหมือนกับพนักงานห้างร้านธรรมดา มานั่งพิจารณาอรรถคดี แล้วตัดสินคดีการเมือง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยเรา ที่...
ผู้พิพากษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องลดเกียรติลงขนาดนั้น! ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู ว่า
เป็นปรากฏการณ์แห่งความตกต่ำ ของผู้พิพากษา ที่ต้องมาอยู่ ‘ใต้อุ้งตีน’ ของทหารผู้ยึดอำนาจ และต้องตัดสินอรรถคดี ไปด้วยความหวาดกลัว ลืมแม้กระทั่งว่า
พวกตนนั้น เป็นผู้พิพากษาของพระจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ แต่กลับไปเป็นตุลาการของ “ไอ้บัง กบฏ” ช่างน่าสมเพชนัก!!
ผมคิดว่าท่านทั้งหลาย ก่อนที่จะเป็นผู้พิพากษา ต่างได้รับการฝึกอบรมมาว่า
หลักการของผู้ตัดสินคดีความนั้น ตามโบราณแล้ว คนไทยยึดหลัก “อินทภาษ” ซึ่งระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องปราศจากอคติ 4 คือ
1. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก
2. โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง
3. ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว
4. โมหาคติ ลำเอียงเพราะไม่รู้
หลัก “อินทภาษ” นั้น เป็นหลักในการดำรงตนและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาผู้พิพากษาตุลาการ ว่า
ผู้พิพากษาตุลาการต้องพิจารณาตัดสินอรรถคดีด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากความลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด
ผมเชื่อว่า
การตัดสินคดี ที่สืบเนื่องมาจากคำสั่งของคณะรัฐประหาร
ผู้พิพากษาทั้งหลาย ย่อมมีความเกรงกลัว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แม้จะปากแข็งออกมาบอกว่า “ไม่กลัว” แต่ลึกเข้าไปในจิตใจ กลัวด้วยกันทั้งนั้น เพราะหากไม่เกรงกลัว จะต้องมีการออกมาโต้ตอบ หรือสำแดงอาการขัดขืน อย่างกรณีผู้พิพากษาศาลฎีกาอย่างท่าน
กีรติ กาญจนจรินทร์!
นอกจากนั้น ผมยังได้ชี้ให้เห็นว่า บ้านเมืองของเรา ยังมีนักกฎหมายระยำ เช่น “ไอ้มีชัย กบาลใส” กับพวก ที่เข้าไปรับใช้คณะทหารผู้ยึดอำนาจ
ไอ้เจ้าหมอนี่มันถนัดการทำงาน ร่างกฎหมายให้พวกปฏิวัติรัฐประหาร เพราะรู้ช่อง ซอกหลืบ รูเลี้ยว และมุมลับของกฎหมายเป็นอย่างดี จนสามารถออกแบบรัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้องการก่อกบฏ ของ “ไอ้บัง” กับพวก ให้กลายเป็นสิ่งที่ ‘ถูกต้อง’ ตามกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบ (ชั่วๆ) โดยคุ้มครองทั้งการกระทำ พวกยึดอำนาจ ทั้งก่อนหน้าและหลังรัฐธรรมนูญ
ใช่แต่แค่นั้นนะ
พวกมันยังได้คิดเล่ห์กลทางกฎหมาย ด้วยการตั้ง คตส. ขึ้นมา ให้เป็นพนักงานสอบสวนพิเศษด้วยเจตนามุ่งร้าย โดยให้กลุ่มบุคคล ที่มีความขัดแย้งกับทักษิณฯ ให้เข้ามาสอบสวนเอาผิดกับนายกรัฐมนตรีผู้ถูกโค่นล้มด้วยกำลังทหาร
ค.ต.ส. มีอำนาจมากกว่าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญาปัจจุบัน เพราะใช้อำนาจตามกฎหมายของ ป.ป.ช.ได้อีกด้วย
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะอำนาจล้นฟ้าเลย!
พอสอบสวนเสร็จ ให้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบัน พิจารณามีความเห็น
ถ้าอัยการ “สั่งฟ้อง” คดีความจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล เฉกเช่นเดียวกับกระบวนการตามปกติ ก่อนมีการรัฐประหาร
หากอัยการมีความเห็นต่าง คตส. ยังสามารถใช้งบประมาณหลวง ว่าจ้างทนายความเอกชน ไปฟ้องต่อศาลเองได้อีกต่างหก ซึ่งที่ผ่านมา แค่ 2-3 คดี ที่ให้ทนายเอกชนฟ้องร้อง ต้องใช้จ่ายเงินหลวงไปเป็นค่าทนายความ หลายสิบล้านบาทแล้ว
ฟาดกันเปรมไปเลย!!
นี่คือเทคนิคทางกฎหมาย ที่เพิ่งปรากฏในแผ่นดินสยาม ที่เอากระบวนการ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มา “เชื่อมต่อ” กับกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง
นับเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมของไทยเรา!!!
การดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณฯที่เกิดขึ้นนั้น เกิดในขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งใช้กับคนทั่วประเทศ ยังมีผลใช้บังคับอยู่ และยังใช้ติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
แต่..
มีกระบวนการพิจารณาพิเศษ โดยคำสั่งของคณะปฏิวัติกำหนดให้ใช้กับ พ.ต.ท.ทักษิณฯ อดีตนายกรัฐมนตรีคนเดียวเท่านั้น ไม่ได้ใช้กับคนทั้งประเทศ! ฝ่ายตรงข้ามกับนายกฯทักษิณ เห็นดีเห็นงามด้วย และบอกว่ากระบวนการอย่างนี้
เป็นธรรมแล้วโว้ย!!
ส่วนฝ่ายที่เห็นต่าง อย่าง “วาทตะวัน” ยืนยันเหนียวแน่นว่า นี่เป็นคือกระบวนการ “ระยำ” โดยแท้ ที่ขาดความเป็นธรรมอย่างยิ่ง ดำเนินคดีกับคนทั่วไปใช้กฎหมายอย่างหนึ่ง แต่ดำเนินคดีกับทักษิณ ต้องใช้กฎหมายอีกอย่างหนึ่ง
จริงหรือเปล่าล่ะ!!! ผมได้แสดงความเห็นอย่างนี้ หรือจะเรียกว่า “จุดยืน” ชัดเจนเช่นนี้มานานแล้ว ลองเข้าไปอ่านดูบทความที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมได้โยงเอาไว้ท้ายบท ท่านจะเห็นสอดคล้องว่า “วาทตะวัน” นั้น
พูดความจริง! ส่วนพวกที่ยังตอแหลพูดว่า การดำเนินคดีและตัดสินคดีของทักษิณฯ อันเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร เป็นการดำเนินคดีอย่างชอบธรรม ตามหลักของ
“นิติรัฐ” แต่...ท่านที่ได้อ่านบทความของผม ที่แสดงไว้จนครบถ้วนแล้ว หากได้ยินคำพูดอย่างนั้น อาจสวนกลับ ด้วยความเดือดดาลว่า
“นิติรัฐ โคตรพ่อ โคตรแม่มึงซี่!!”
ผู้ที่มีความเห็นอย่างเดียวกับผมนั้น เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ พวกเขาได้แสดงออกชัดเจน ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นเหตุให้พรรคทักษิณ เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด
ฝ่ายเห็นตรงข้าม คือ “พรรคกเฬวราก” ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ยับเยิน สูญเสียอำนาจบริหาร ที่ผมเปรียบว่าได้มาด้วยการวิ่งราว เพราะเป็นเสียงข้างน้อย แต่มีทหารเป็นผู้อุปถัมภ์หลัก ซึ่งอุตส่าห์นำไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ซึ่งผู้คนเห็นว่า เป็นเรื่อง...
ไม่ถูกต้อง!
ดังนั้น เมื่อฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันได้เสนอการปรองดอง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ มีหรือที่ ไอ้พรรคกเฬวราก...มันจะเห็นด้วย!? เรื่องจะปรองดอง หรือไม่ปรองดองกันนั้น คงไม่มีผลอะไรนักหนา เพราะบ้านเมืองของเราความเห็นต่าง หรือพูดให้ชัดก็คือ “ความแตกแยก” มันได้หยั่งรากลงลึกแล้ว
ใครที่หวังจะเห็นความปรองดอง คงต้องทำใจ!
แม้จะปรองดองกันไม่ได้ เพราะต่างคนต่างมีจุดยืนคนละขั้ว แต่คงไม่ใช่อุปสรรคอะไรนักหนา เพราะบ้านเมืองของเรา ยังเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะสะดุดหยุดลงอยู่บ้างในบางครั้ง เพราะไอ้พวกกเฬวราก มันยังดันยื่นหน้ามาขัดจังหวะ แม้บางครั้งรัฐบาล
จะซวนเซบางไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับล้มคะมำหน้าคว่ำไป จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไรเลย
จิ๊บจ๊อย กะร่อยกระริบ เสียด้วยซ้ำไป!
จากนั้น... จงใช้กระบวนการทางกฎหมาย เข้าไปกำกับดูแลอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง ไม่ลดราวาศอกให้อย่างเด็ดขาด แค่นี้ก็จะไม่มีปัญหาแล้ว ขอแต่เพียง...ต้อง ‘ทำเป็น’ แค่นั้น!
หากรัฐบาลทำอย่างที่ผมว่าแล้ว การจะปรองดองกันได้หรือไม่นั้น.... ช่างหัวแม่งงงง!!
ไม่อยากจะปรองดอง ก็อยู่กันอย่างนี้แหละ...มีอะไรอ๊ะเปล่า!!!?
********
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่าน นำไปใช้เป็นข้อมูล หรือหลักฐานในการศึกษาในเรื่องสำคัญนี้ ต่อไป
1. “วันรพี”...เตือนใจท่านผู้พิพากษา ให้กล้าหาญ ต่อต้านเผด็จการ (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=68)
2. ไทยกับกระบวนการ ‘ไม่’ ยุติธรรม อันน่าอับอาย!! (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=186)
3. จดหมายฟ้องโลก!!! (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=187)
4. ทำไมถึงต้อง...ฟ้องโลก!!!? http://vattavan.com/detail.php?cont_id=190
5. บ้านเมืองของเรานั้น ‘ความยุติธรรม’ ได้สูญสิ้นไปแล้ว! (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=205)
6. “ศาลไทย... ไม่ใช่ศาลทาส (นะโว้ย) !!!” (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=208)
7. “ตุลาการวิบัติ” หรือ “ตุลาการวิบัติ-ฉิบหาย”กันแน่!?
(http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=258)
8. “กูจะไปหา ‘ความเป็นธรรม’ จากแผ่นดินอื่น (โว้ย)!!!” (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=261)
9. คำพิพากษาศาลฎีกา ยกหัวหน้าคณะปฏิวัติ ขึ้นเป็น ‘พระราชา’...จริงหรือ!!!? (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=340)
(คอลัมน์ประจำสัปดาห์ “นิติรัฐ โคตรพ่อ โคตรแม่มึง!!?” (อันเนื่องมาจากปรองดอง) ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 7 เมษายน 2555)
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=358
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น