วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เศษเสี้ยวความในใจของ "คนเบี้ย" ของ รุ่งโรจน์ วรรณศูทร ความเหมือนที่คล้ายกับแกนนำ กวป.

โดย รุ่งโรจน์ วรรณศูทร (บันทึก) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2013 เวลา 16:09 น.


  


กำลังพิจาณา "ยุติ" กิจกรรมทั้งหมด ปิดเว็บ ปิดบล็อก ยุติการแสดงความเห็นในเฟซบุ๊ค หลังจากทำมาหลายปี ชีวิตมีแต่ "ติบลบ" ลงไปทุกที มิตรสหายตีจาก ผู้คนร่วมสมัยตั้งกำแพงกีดกัน งานเขียนที่ไม่มีประโยชน์ต่อขบวนการถูกปิดกั้น

คง ไม่ตอบคำถามลูกเมีัยแล้ว ว่า "ทำไปทำไม ไม่เห็นมีใครสนใจ ไม่มีคนจ้างงาน มีแต่คนเบือนหน้าหนี ตกอยู่ในสภาพเกือบช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งครอบครัว ลูกเมียไม่ได้พบความความสุขสบาย แล้วยังมีหน้าไปคิดเรื่องส่วนรวมอีก"

ผมต้องกล้ำกลืนก้อนเลือด และเสียน้ำตาให้กับลูกสาวที่เธอต้องลาออกจากงานหลังจาก "คิดฆ่าตัวตาย" หลายตรั้ง สมัยที่ทำงานแถวศาลาแดงในปี 2553 และ "ไม่บริจาคเงินซื้อน้ำให้ทหารที่ล้อมมวลชนเสื้อแดง และไม่ร่วมลงไปร้องเพลงชาติข้างถนน" เนื่องเพราะบริษัทนั้น (เช่นเดียวกับองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศ) "เหลืองเป็นขี้" เธอ "ถูกกดดันตลอดวันทำงาน" เพราะถุกตราหน้าว่ามี "พ่อเป็นเสื้อแดง" หรืออย่างน้อย "ยืนอยู่ฝ่ายเสื้อแดง" จนเดี๋ยวนี้ลูกสาวต้อง unfriend พ่อใน facebook ไม่อย่างนั้นเธอจะเป็นอีกคนที่หมดอนาคตในอาชีพการงานความเป้นนักเขียนคอลัมน์

ผลจากการการพักผ่อนน้อยมาตลอด 32 ปีหลังถูกจับฉีดยารักษาคนบ้างและเนรเทศออกจากกองกำลังอาุธของพคท. ในปี 2524 ด้วยข้อหา "มุ่งมั่นปฏิวัติประเทศทุกลมหายใจเข้าออก" ผมกลับมาทำงานหนังสือทั้งทางด้านสังคมศาสตร์และงานวรรณกรรม แม้จะไม่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี และตจ่อมาหลังการรัฐประหารอัปนศ 19 กันยายน 2549 ทุ่่มเทใช้ความคิดทั้งวันทั้งคืน ค้นคว้าที่มาที่ไปทา่งประวัติสาสตร์ ศึกษาทบทวนเส้นทางการสถาปนาระบอบประชาธิปไตย พยายามตกผลึกประสบการณ์และความคิด อย่าง "เสียเปล่า" ชนิดที่ "คนชั้นนำ" ในขบวนเคลื่อนไหวและกระแสความคิดล้วน "ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง"

เพื่อน เก่าแก่ทั้งหมด ปฏิเสธเสื้อแดง นั่นคือ ปฏิเสธผมโดยสิ้นเชิง ที่เคยจ่างงานก็จบไปหลังรัฐประหาร 2549 ที่เคยอุดหนุนการผลิตเดือนหนึ่ง 2-3 หมื่น ก็จบลงเด็ดขาด / เว้นแต่ช่วงมีเงินเดือนหนังสือพิมพ์ จา่กตุลาคม 2550 ถึง พฤษภาคม 2552 กลับมาเหลือรายได้เขียนหนังสือสัปดาห์ละ 1,000 บาท จนถึงเดือนมกราคา 2555 และต่อรองเป็น 1,600 บาท จากเดือนกุมภาพันธ์ 2555 จนถึงปัจจุบัน คือข้อเท็จจริงที่งานควาคิด งานค้นคว้า มีค่าน้อกกว่า "ค่าแรงขันต่ำ" ของแรงงานไร้ฝีมือในประเทศนี้เสียอีก


ข้อเท็จจริงที่เจ็บปวดสำหรับ "คนชั้นล่าง" ในสังคมนี้ คือ การ "ไม่มีวุฒิการศึกษาอย่างน้อยปริญญาตรี" "การไม่มีวุฒิการศึกษาระดับดอกเตอร์" "การไม่มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นศาสตราจารย์ หรือรอง หรือผู้ช่วย" ที่ทำให้ "มีรายได้ที่แน่นอน" (จะน้อยจะมากก็แล้วแต่ แต่มากกว่า "ไม่มี")

หลายครั้ง (และในระยะหนึ่งปีเศษมานี้ ทำเป็นประจำทุกเดือน จนเกิดความ "ละอาย" เลขาฯ ของเพื่อน) ที่ "เข้าตาจน" จนต้อง "หักห้ามความอาย ตากหน้า" ขอเงินมิตรสหาย 2-3 คน คราวละ 1,000 บาท ที่จะไม่มีวันลืม "สภาวะขอทาน" อย่า่งนี้ไปชั่วชีวิต คงจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว ให้เป็นที่รำคัญใจของเพื่อนๆ ที่เป็นนายทุนกิจการหลายสิบล้านหลายจนถึงระดับร้อยล้าน

ผมเที่ยว "ของาน" อดีตมิตรสหายที่คิดว่าจะมีงานหยิบยื่นมาให้ เพื่อที่ผมจะสามารถพึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ตรีในความเป็นมนุษย์ แต่ที่ตอบกลับมา คือ "ความเงียบ" แม้แต่จาก "อดีตคนเดือนตุลาฯ" ที่เป็นเจ้าของวิสาหกิจนับสิบนับร้อยล้านบาท ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนเก่แก่ทั้งหลายที่ "ปฏิเสธทักษิณ" ซึ่ง "ปิดประตูใส่หน้าผม" ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ - ผมแค่ของานทำ เพื่อจะ้ลี้ยงตัวเ้องได้ แต่คำตอบคือ "ไปข้างหน้าก่อน"

ผมควรจะยุติเรื่องพวกนี้เสียที... กับวิถีทางและเส้นทางที่ไม่เป็นที่ต้อนรับ อีกต่อไป.

ด้วยภราดรภาพ
รุ่งโรจน์ "อริน" วรรณศูทร
หลังหมดฤทธิ์ยานอนหลับ 2 ขนาน

15:36 น. 6 กรกฎาคม 2556


ป.ล. : "คนเบี้ย" ต้องถูก "กำจัด" ไปจาก "กระดานหมากรุกชีวิต" วันยังค่ำ อยู่ที่ช้าหรือเร็วเท่านั้น


.........................................................................................................


มันไม่ใช่มาเปิดประเด็นเชื่อมโยงอะไรนะครับเพราะผมเชื่อมั่นในความคิดและเคารพการตัดสินใจของทุกคนที่มีเหตุผลเป็นของตัวเอง เพียงแต่อยู่ในฐานะผู้ดูผู้ติดตาม ทุกครั้งที่ผมได้อ่านงานเขียนของ อ. อริน หรือ รุ่งโรจน์  วรรณศูทร  ผมก็จะนึกถึง คนสามคนในขณะนี้ที่ต้องบอกว่าถ้าเป็นมวยก็ถือว่าฟอร์มชก ร้อนแรงมาก การรวมตัวกำเนิดคนเสื้อแดง ในนาม กวป. กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 

กับคำพูดในท้ายบทความบทนี้ที่ อ.อรินพูดว่า

                        ***********************
มัน ไม่มีหรอกครับ ดอกเตอร์ นักวิชาการ ศาสตราจารย์ แกนนำ/แกนนอน ผู้นำนักกิจกรรม ที่จะ "ลดตัว" มาพูดคุยกับผม ทันทีที่สังคมนี้ขยับเข้าสู่ mode เลือกตั้ง 2554 -> หายหัวกันผมด 100% เต็มจริงๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอนุญาติให้ผมได้เสนอหน้าตามเวทีหรือรายการโทรทัศน์ (ไม่เคยได้แม้แต่ค่ารถสำหรับคนจน) มาหลายครั้งหรือนับสิบครั้ง

 

 ไม่อยากคิดว่า "หลิกใช้ประโยชน์เฉพาะกิจ" ด้วยความที่คบใครมีแต่ความใจริงใจและบริสุทธิ์ใจ
                             


                          ***********************
ความเหมือน ของ  รุ่งโรจน์ วรรณศูทร ที่คล้ายแกนนำ กวป.

และกับการประกาศแนวทางการต่อสู้ ในนาม กวป. กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ของ  หนุ่ม โคราช, ศรรัก มาลัยทอง, สมศักดิ์   ล้อเพชรรุ่งเรือง,  ที่ชัดเจนในเจตนาและแนวทางการต่อสู้




- ผลักดันรัฐบาลให้ใช้ มาตรา 87 มองอำนาจให้แก่ประชาชนแก้ปัญหาให้ประเทศ
- ต่อต้านระบบตุลาการอำมาตย์ทำลายชาติ
- ยุบศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวายของประเทศ
- ยกเลิกมาตราอัปยศ 309 ปลอล๊อคอำนาจเผด็จการ
- ผลักดันรัฐบาลให้ใช้ มาตรา 87 มองอำนาจให้แก่ประชาชนแก้ปัญหาให้ประเทศ
- ต่อต้านระบบตุลาการอำมาตย์ทำลายชาติ
- ยุบศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวายของประเทศ
- ยกเลิกมาตราอัปยศ 309 ปลดล๊อคอำนาจเผด็จการ
- การสร้างสภาประชาชน
- พูดง่ายๆชัดๆคือประกาศชัดว่าจะต่อกรกับทุกองค์กรที่เป็นเครือข่ายของพวกอำมาตยาเผด็จการ

หรือล่าสุดแม้แต่การปรับปรุงสร้างสถานีวิทยุ กวป.เพื่อให้มีแรงส่งมาขึ้นในการแจ้งข่าวให้ความรู้กับประชาชน แต่สิ่งที่ผมรับรู้จากปากของทั้ง 3 คนนี้ผ่านคลื่นวิทยุบ่อยๆ และมีส่วนที่คล้ายกับ อ. อริน ( รุ่งโรจน์ วรรณศูทร ) คือไม่มี ดอกเตอร์ นักวิชาการ ศาสตราจารย์ แกนนำ/แกนนอน ผู้นำนักกิจกรรม นักการเมือง ที่จะ "ลดตัว" มาพูดคุยสอบถามแนวทางการดำเนินการการต่อสู้ เพราะมีแต่ประชาชนที่โทรมาให้กำลังใจและแสดงความคิดเห็น  

มิใช่จากมาแบ่งมิตรแบ่งศัตรูนะครับ แต่ผมไม่เข้าในว่า คนที่มีแนวคิดแบบตรงไปตรงมาและ เขียนอธิบายได้ อ.อริน / พูดอธิบายชี้แจงนำพามวลชนดำเนินการได้ อย่าง แกนนำ กวป.และคณะกรรมการกลุ่ม

เหตุใด ละครับ  ดอกเตอร์ นักวิชาการ ศาสตราจารย์ แกนนำ/แกนนอน ผู้นำนักกิจกรรม นักการเมือง ทั้งหลาย ผู้ที่ประกาศตัวว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย อยู่ข้างประชาชน จึงทำเหมือนตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน



   .....
miniman
 7-7-56

 

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เรื่องของ หมอ ที่มีความคิดเหมือน หมา

 จากที่มา ::  โดย วิวาทะ
กับถ้อยคำพูดของ น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ว่า 

"ทหาร ไทยยอมสยบใต้ชายกระโปรงกะหรี่ขายชาติงั้นหรือ ขออภัยถ้าแสบทรวงใครบางคน ถ้าผมเป็นทหาร ผมลาออกดีกว่า อยู่ให้เสียศักดิ์ศรี ต้องคอยคำนับกะกรี่ขายชาติ"
นายแพทย์ ตุลย์ สิทธิสมวงศ์, 27 มิ.ย.56
โพสต์สถานะในเฟซบุ๊ก "Tul Sittisomwong"
https://www.facebook.com/DrTul/posts/10151494748462135


"คุณหมอตุลย์ครับ ลองเปลี่ยนคนที่คุณหมอกำลังมุ่งหมายถึงในข้อความข้างล่างนี้ไปเป็นผู้หญิง สักคนที่คุณหมอรักที่สุด ห่วงใยที่สุด เคารพนับถือที่สุดดู อ่านแล้ว คุณหมอรู้สึกอย่างไรบ้างครับ?
ศีลธรรมพื้นฐานของคนเราคืออย่าทำกับคนอื่นในสิ่งที่เราไม่อยากให้คนอื่นทำ กับเรา คุณสมบัติพื้นฐานของความเป็นเพื่อนมนุษย์ง่าย ๆ แค่นี้ คุณหมอพอจะเข้าใจไหมครับ? หรือการเมืองเป็นใบอนุญาตให้ทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะอมนุษย์แค่ไหน?

เกษียร เตชะพีระ, 30 มิ.ย.56
โพสต์ในเฟซบุ๊ก

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10201478323022876
....................................

 
หลังจากพยามติดตามความเคลื่อนไหวของไอ้หมอนี่ ตั้งแต่ออกมานำกลุ่มเสื้อหลากสี ที่ทำอะไรเพื้อนอยู่ตามถนน จนกระทั่งมีข่าวปะทะคารม กับวันที่ 3 ส.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล  อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ภายหลังจากน.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่ารับไม่ได้กับพฤติกรรมของนายสมศักดิ์อีกต่อไปแล้ว

และ ก่อนหน้านี้ น.พ.ตุลย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาว่า "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เลิก 112 ให้ก็ได้ แล้วมึงกับพวกเอา .358 ไปก็แล้วกัน กูไม่อยากฟังคำอธิบายใดๆ จากมึงอีกแล้ว"
>>>อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม"ในข่าวสด"

และเวลาเห็นไอ้หมอนี่ออกมาเกะกะระรานรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงตลอดด้วยถ้วยคำที่ฟังแล้วรู้สึกได้ ว่าไอ้หมอนี่ มันกวนตีนจริงๆ...พูดจาหน้าชกปากเหลือเกิน เรียนจบมาเป็นถึงนายแพทย์แต่แม่งไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยเลยเอาแต่เรียก ร้องให้ทหารออกมาทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมจึงมั่นใจว่าไอ้หมอนี่มันป่วยทางจิตอย่างแน่นอนเพราะลองค้นหาดูอาการของคนป่วยเป็นโรคจิต จึงพบกับโรคชนิดหนึ่งที่ตรงกับอาการของไอ้หมอนี่ " อาการหลงผิด หรือ ดิลยูชันแนล ดิสออร์เดอร์ (Delusional Disorder)" ซึ่งกลุ่มอาการนี้โดยปกติก็จะไม่แสดงอาการอื่นๆ ที่ผิดปกติให้เห็น ผู้ป่วยกลุ่มอาการลักษณะนี้ สามารถใช้ชีวิตปกติกับคนอื่นโดยแยกไม่ออก สามารถพูดจารู้เรื่อง ทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนคนทั่วไป เป็นเหตุให้การพยากรณ์โรคทำได้ยาก เนื่องจากไม่ได้คิดว่าตัวเองเจ็บป่วย แต่หากถูกกระทบจากเรื่องที่คิดคำนึงและหมกมุ่นอยู่ และเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ใช่ ตรงกับความคิดตัว จึงจะแสดงอาการออกมา ซึ่งโดยปกติผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ป่วยแล้วจะไม่ค่อยเข้ารับการรักษา เพราะคิดว่าตนเองไม่ได้ป่วย ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นมักไม่กระทบกับตัวคนป่วย แต่จะกระทบกับคนรอบข้างแทน แต่ทุกความคิดของไอ้หมอนี่มีที่ระบายออกเหมือนเป็นตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายๆกันตั้งแต่เป็นกลุ่ม พธม.,คนไทยรักชาติ,เสื้อหลากสี,และอื่นๆที่ปะปนช่วงผ่านมา จนกลายเป็นกลุ่มพวกหน้ากากขาวล้มเจ้า และต้องรวมคนในพรรค1ปชป.,และองค์กรอิสระอีกหลายองค์กรเข้าไป ด้วยอย่างแน่นอน

 ประเทศไทยประกาศตัวว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แล้วไอ้หมอบ้านี่ มันพยามจะเรียกทหารให้ออกมา ปฏิวัติหา พ่อ มันหรือไง 

และไอ้คำพูดที่ว่า" ทหาร ไทยยอมสยบใต้ชายกระโปรงกะหรี่ขายชาติงั้นหรือ ขออภัยถ้าแสบทรวงใครบางคน ถ้าผมเป็นทหาร ผมลาออกดีกว่า อยู่ให้เสียศักดิ์ศรี ต้องคอยคำนับกะกรี่ขายชาติ"

ทำไมที่พูดแบบนี้เพราะมึงไม่พอใจที่ทหารเหล่านั้นที่พวกเขาไม่ไปถลกชายกระโปงแม่มึง พี่สาวมึง น้องสาวมึง แล้วขึ้นขย่มให้ใช่ไหมว่ะ

 



       yanyong  Lookshawdin
            1 ก.ค.2556

"ขบวนการล้มข้าว" ใครอยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ ต้องมาดูกันที่ "ผังล้มข้าว"

บทความจาก หน้าเพจ
Oak Panthongtae Shinawatra
ถ้าอยากรู้ว่า ใครอยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ ต้องมาดูกันที่ "ผังล้มข้าว" ครับ

ผมวิเคราะห์จาก "ผังล้มข้าว"แล้ว ขบวนการนี้เริ่มขึ้นจาก แนวความคิดของพรรคการเมืองที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ไม่ยอมอดทนทำความดีให้ประชาชนรัก แล้วรออีก4ปีค่อยกลับมาลงสนามเลือกตั้งใหม่ เหมือนกับที่นานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วเขาทำกัน จึงต้องเล่นการเมืองนอกสภา เดินสายโจมตีรัฐบาล ปลุกระดมชาวบ้านให้ต่อต้านนโยบายของพรรคเพื่อไทย

ผังล้มข้าวที่1 เริ่มจากออกมาโจมตีว่านโยบายจำนำข้าวตันละ 15,000บาท ทำให้รัฐขาดทุนมากเกินไป จนคนเริ่มสับสนว่านโยบายนี้ดีหรือไม่ ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจลดราคาลงเป็น 12,000บาท ก็ออกมาโจมตีว่าไม่เห็นด้วย ปลุกระดมชาวนาให้ออกมาชุมนุมอีก ลองรัฐบาลกลับมารับจำนำที่15,000บาท ก็ต้องโดนโจมตีเหมือนเดิม รัฐบาลก็ งง งง ว่าตกลงกรูจะทำไงให้เมิงเลิกด่าซะทีฟระ..???

ผังล้มข้าวที่2 พอโจมตีมากๆผู้เกี่ยวข้องก็ไม่กล้าขายข้าวสิครับ รับมาหมื่นห้าชาวนายิ้มแก้มปริแฮบปี้กันทั้งประเทศ แต่ราคาตลาดหมื่นเดียวพอขายปุ๊บ ก็โดนโจมตีปั๊บว่าขาดทุนอีกแล้วตันละห้าพัน ขายไปล้านตันก็หาว่ารัฐทำฉิบหายไปอีกห้าพันล้าน คนขายก็อิดๆออดๆไม่กล้าขาย กลัวๆกล้าๆอย่างนี้ข้าวก็ค้างเต็มโกดังครับ

ผังล้มข้าวที่3 พอล๊อคข้าวให้อยู่ในโกดังเรียบร้อย คราวนี้ก็ปล่อยข่าวสารพัดครับ หาว่าข้าวเน่าเต็มโกดัง ที่ไม่เน่าก็หาว่าใส่ยากันเน่า ใครกินไปจะเป็นมะเร็ง ทั้งฟอเวิร์ดเมล์ทั้งส่งต่อไลน์กันสารพัด โจมตีข้าวยี่ห้อโน้น เชียร์ข้าวยี่ห้อนี้ กันเต็มไปหมด ป้ายที่เห็นนี่ก็เป็นอีกหนึ่งแผนสกปรกครับ ลงทุนทำArtwork จ้างช่างprintลงแผ่นผ้าใบ,ไวนิล แผ่นนึงหลายบาท ดูยังไงก็ไม่ใช่ฝีมือชาวบ้าน แต่จะเป็นใครทำน่าจะเดากันได้ไม่ยาก

"ขบวนการล้มข้าว" ก็คือ"ขบวนการล้มชาวนา"ครับ ปล่อยข่าวโจมตีเรื่องข้าว รัฐบาลอาจกระเทือน แต่ผลกระทบถึงชาวนารุนแรงกว่าเยอะครับ แต่ละคนเคยเป็นรัฐบาลเคยมีตำแหน่งใหญ่ๆโตกันทั้งนั้น กลับมาเต้าข่าวหลอกสังคมทำเป็นเด็กเล่นขายของ "ช้างชนกันในนา ต้นข้าวย่อมแหลกราญ"ครับ ขืนปล่อยให้โจมตีกันอย่างนี้ต่อไป ต่อให้รัฐบาลอยู่ได้ แต่ชาวนาก็ตายก่อน หากเกิดวิกฤติความเชื่อมั่นต่อคุณภาพข้าวไทยขึ้นมา บอกไว้ตรงนี้เลยว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบเต็มๆครับ

บอกใบ้แผนอุบาทว์ "ผังล้มข้าว-ล้มชาวนา" ให้แล้ว ใครมาเป็นรัฐมนตรีฯพาณิชย์ ก็ช่วยๆแก้ไขให้รวดเร็วทันอาการกันหน่อยครับ ซื้อข้าวจากชาวนามาแพงๆ ขายในตลาดโลกก็ย่อมต้องขาดทุนอยู่แล้ว ใครๆเขาก็รู้กันทั่ว ไม่ต้องไปสนใจพวกงมงาย ที่คิดว่าจำนำข้าวจะต้องไม่ขาดทุน อันนั้นเขาเอาไว้หลอกสลิ่มครับ ขอเพียงเปิดเผยตัวเลขให้ชัดเจน ทุกกระบวนการต้องตรวจสอบได้ ระมัดระวังอย่าให้มีการทุจริตอย่างจริงจัง หากตรวจพบการทุจริต ให้จัดการขั้นเด็ดขาด ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก ข้าวที่มีอยู่ก็เก็บรักษาให้ดีๆ มีช่องทางระบายออกได้ก็ทำให้โปร่งใส ทำแบบนี้ได้คนเขาก็ปรบมือให้ทั้งประเทศแล้วละครับ
เอาง่ายๆ ตรวจสอบเรื่องข้าวให้ได้เหมือนที่ อาธาริตฯกำลังลุยตรวจสอบรถหรู รถจดประกอบอยู่ตอนนี้ แค่นี้ก็สะใจกองเชียร์แล้วละคร๊าบบบ....
 
.......................................
 
เคยได้ยินเรื่องผังล้มเจ้าเก้มาแล้ว  กว่าจะรู้ว่าเป็นผังล้มเจ้าเก้  คนเสื้อแดงก็ล้มตายไป 90 กว่าราย บาดเจ็บ ร่วม 2000 ราย คราวนี้ ผังล้มข้าวที่คุณโอ๊ค เขียนไว้ นี่ถ้าคนไทยรู้ไม่ทัน ผังล้มข้าวของประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำมาตย์ แผนนี้มันคงจะต้องทำให้ชาวนาไทยตายไปอีกหลายพันคนเลยทีเดียว แบบนี้มันอำมหิตผิดมนุษย์จริงๆครับพี่น้องทั้งหลาย ที่นักการเมืองคิดฆ่าชาวนาไทยที่เป็นกระดูสันหลังของชาติให้ตายทั้งเป็น

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กวป.กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


 

                       รูปภาพ


ความใจจากทีมงานของสมาชิก กวป. คนหนึ่งพูดถึงการต่อสู้ของคนเสื้อแดงไว้ว่า

 


ไม่ว่าใครจะมองว่าคนเสื้อแดงสู้เพื่อใคร
ไม่ว่าใครจะมองว่าคนเสื้อแดงสู้เพื่อเงิน
ไม่ว่าใครจะมองว่าคนเสื้อแดงสู้เพราะถูกครอบงำ
ไม่ว่าใครจะมองว่าคนเสื้อแดงสู้เพราะหวังนโยบายประชานิยม
ไม่ว่าใครจะมองว่าคนเสื้อแดงเป็นแค่สู้เพื่อตัวเองก็ตาม

แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้นั่นคือ การต่อสู้ของคนเสื้อแดงสู้เพื่อความเท่าเทียม

สู้เพื่อความเสมอภาคและนั่นคือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ดังนั้นคนเสื้อแดงจึงไม่เข็ดหลาบ แม้จะถูกสลายการชุมนุมในปี 52
ดังนั้นคนเสื้อแดงยิ่งทวีคูณขึ้นมากมาย หลังจากถูกเข่นฆ่าในปี 53

เพราะนี่เป็นอุดมการณ์ที่ไม่ได้หวังเงินเยียวยา แต่สิ่งที่หวัง จึงเป็นเพียงหวังให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยไม่ถูกครอบงำด้วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คณะใดคณะหนึ่ง

สิ่งที่คนเสื้อแดงมุ่งหวัง เพียงแค่อยากได้รัฐบาลมาจากความต้องการของคนส่วนใหญ่
สิ่งที่คนเสื้อแดงคาดหวัง อยากกำหนดทิศทางของประเทศด้วยตัวของประชาชนเอง

และก็เชื่อด้วยว่า คนเสื้อแดงก็ไม่ได้สมหวังกับการบริหารของรัฐบาลไปเสียทั้งหมด
และก็เชื่อด้วยว่า คนเสื้อแดงก็ไม่ได้ดังหวังกับรัฐมนตรีชุดนี้ในหลายคน

เพียงแต่เมื่อเป็นรัฐบาลที่มาจากความต้องการของคนส่วนใหญ่ จำต้องปล่อยให้รัฐบาลบริหารไปตามครรลองของประชาธิปไตย เมื่อหมดวาระแล้วค่อยปล่อยให้ประชาชนตัดสินกันใหม่ ประชาธิปไตยจึงจะสามารถพัฒนาต่อไปได้ ไม่ใช่ล้มลุกคลุกคลานไม่เจริญเติบโตสักที เพราะมักถูกตัดตอนด้วยการรัฐประหารเสมอมา

การตรวจสอบก็จำเป็นต้องมี เรื่องทุจริตก็จำเป็นต้องตรวจสอบ แต่ควรปล่อยเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องดูแล ควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของมัน

ไม่ใช่ออกมาขับไล่ เพียงเพราะมีคนบอกว่า มันมีการทุจริตมหาศาล
ไม่ใช่ออกมาขับไล่ เพียงเพราะมีคนบอกว่า ระบอบทักษิณมันเลวร้าย
ไม่ใช่ออกมาขับไล่ เพียงเพราะมีคนบอกว่า ประเทศชาติจะล้มละลาย
ไม่ใช่ออกมาขับไล่ เพียงเพราะมีคนบอกว่า พวกนั้นมันจะขายชาติ
และไม่ใช่ออกมาขับไล่ เพียงเพราะมีคนบอกว่า พวกนั้นจะมาล้มสถาบัน

เพราะการขับไล่รัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่นั้น มันไม่เหมือนกับการร่วมแรงร่วมใจกันขับไล่อำนาจของเผด็จการนะ ดังนั้นต่อให้ขับไล่รัฐบาลสำเร็จ ทำให้รัฐบาลต้องยุบสภา แต่เลือกตั้งใหม่ รัฐบาลชุดนี้ก็คงกลับเข้ามาใหม่ แล้วจะทำอย่างไรต่อไป หรือว่าจะขับไล่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ กลายเป็นการขัดขวางการทำงานของรัฐบาลไปเสียฉิบ แล้วก็โยนความผิดให้กับรัฐบาลที่ไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

หรือจะให้กองทัพเข้ามามีอำนาจแทนอำนาจประชาชน อย่างน้อยก็เห็นแล้วว่า คนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยก็ไม่มีทางยอมให้เป็นอย่างนั้น แล้วความวุ่นวายก็จะไม่มีทางหมดสิ้น เราต้องการอย่างนั้นหรือ

หลายๆท่านคิดถึงแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากตระกูลชินวัตร โดยละเลยที่จะคิดต่อไปว่า การทำรัฐประหารต่างหากครับที่สร้างความหายนะให้กับประเทศมากกว่า และยังเป็นการตัดตอนการพัฒนาประชาธิปไตยไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มันคุ้มหรือไม่ลองคิดดู

ถ้าปล่อยไปตามครรลองของประชาธิปไตยเฉกเช่นเดียวกับการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.
แม้ว่าจะมีข้อครหามากมายเกี่ยวกับกล้องวงจรปิด
แม้ว่าจะทำให้ประเทศอับอายไปทั่วโลก กรณีเป็นเจ้าภาพฟุตซอลโลก
แม้ว่าจะทำให้กรุงเทพน้ำท่วมมากมาย เพราะอุโมงค์ยักษ์ทำงานไม่ได้สมราคาคุย
แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องต่อสัญญาล่วงหน้า 17 ปีของบีทีเอส ก็ปล่อยให้ดีเอสไอเขาไปฟ้องกันเอง
แม้ว่าจะไม่มีผลงานมาอวดโชว์ได้ การหาเสียงเลยต้องใช้วาทกรรมเผาบ้านเผาเมืองมาเป็นนโยบายในการหาเสียง

แต่เมื่อคนกรุงเทพยังอยากให้ผู้ว่าฯคนเดิมมาบริหารต่ออีก 4 ปี ด้วยคะแนนเสียงล้านสอง ดังนั้นล้านเสียงของคนเสื้อแดงก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯคนเดิมบริหารต่อไป จนกว่าจะครบอีกสี่ปี แล้วค่อยมาคัดเลือกกันใหม่

ไม่เคยคิดจะขับไล่ เพราะเผด็จการสภา กทม.
ไม่เคยคิดจะขับไล่ เพราะมีเรื่องทุจริตมากมาย
ไม่เคยคิดจะขับไล่ เพราะได้คะแนนอย่างไม่ชอบธรรม

เพราะคนรักประชาธิปไตย ย่อมรู้ดีว่า เผด็จการรัฐสภานั่นคือความต้องการของคนส่วนใหญ่
เพราะคนรักประชาธิปไตย ย่อมรู้ดีว่า การทุจริตปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม
เพราะคนรักประชาธิปไตย ย่อมรู้ดีว่า เรื่องการใส่ร้ายป้ายสีอยู่ในมือของ กกต.แล้ว

สุดท้ายจะถูกดองเอาไว้ตามเคยหรือท้ายสุดนายทะเบียนอาจยุติเรื่องไม่สืบสวนต่อ แต่เมื่อเป็นไปตามกติกา คงทำได้แค่ทวงถาม แล้วปล่อยให้ผู้ว่าฯบริหารจนหมดวาระ กทม.จะได้เดินหน้าต่อ ความวุ่นวายเพราะไม่เคารพกติกาก็ไม่เกิด นี่คือความสวยงามของประชาธิปไตยไง

หรือแม้กระทั่งผลโพลที่มักจะผิดพลาดแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อมาสำรวจในกรุงเทพ ที่มีผู้ว่าฯและ สก.สข.ของอีกพรรคเป็นฝ่ายคุมเกมอยู่ก็ตาม แต่เมื่อไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดได้ คนเสื้อแดงก็ไม่เคยคิดจะประท้วงหรือขับไล่ด้วยวิธีการใส่ความเอาไว้ก่อน แล้วหาหลักฐานกันทีหลังหรอกนะ นี่จึงเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นประชาธิปไตยที่คนเสื้อแดงฝันถึง มีกติกาแล้วต้องเคารพ ประเทศจึงจะเดินหน้าได้

สิ่งที่จะบอกก็คือ ขอเพียงแต่พวกท่านมาตามกติกา ชนะด้วยเสียงส่วนใหญ่ คนเสื้อแดงก็พร้อมจะยอมรับการบริหารจากพวกท่าน และที่คนเสื้อแดงจะทำได้ก็คงแค่คอยตรวจสอบการทำงานของพวกท่านอย่างใกล้ชิดแค่นั้นเอง ไม่ใช่ไปลากเอาระบอบอะไรก็ไม่รู้มาโยง แล้วบอกว่าจะล้มล้างให้หมดประเทศ ปัญญาอ่อนเกินไปแล้วล่ะแบบนั้น

ดังนั้นพวกท่านอย่าคิดผลักไสคนเสื้อแดงเป็นพวกจ้องล้มสถาบันเลย
พวกท่านอย่าคิดผลักไสคนเสื้อแดงเป็นพวกคนไทยหัวใจต่างชาติเลย
พวกท่านอย่าคิดผลักไสคนเสื้อแดงเป็นพวกด้อยคุณภาพที่ต้องกำจัดเลย

เพราะความอยากได้อำนาจ ถึงกับกันคนที่ไม่เห็นด้วยออกไปอย่างนี้ มันรังแต่จะสร้างความแตกแยกไม่มีที่สิ้นสุด แล้วพวกท่านจะสังเวยสุขอยู่กับความแตกแยกได้อย่างนั้นหรือครับ กลับตัวกลับใจมาสร้างสรรค์ผลงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติดีกว่า เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศยอมรับในพวกท่าน ดีกว่าการกระทำที่แล้วๆมา

เพระคนเสื้อแดงก็เป็นคนไทยเหมือนๆกับพวกท่าน มีความรักในสถาบันไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าพวกท่าน มีความรักชาติไม่น้อยไปกว่าพวกท่าน เพียงแต่มีความรักในประชาธิปไตยมากกว่าพวกท่านแค่นั้นเอง

ใครจะคิดว่า นี้เป็นการอวยพวกเดียวกันก็คิดได้ แต่มีหลายสิ่งที่อยากบอกก็คือ
คนเสื้อแดงมีขึ้นมา ไม่ใช่เพราะเรื่องเงิน
คนเสื้อแดงรวมตัวกัน ไม่ใช่เพื่อคนๆเดียว
คนเสื้อแดงยอมตาย ไม่ใช่เพื่อหวังเงินเยียวยา

แต่ที่คนเสื้อแดงอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ จึงเป็นเพียงต้องการเหมือนๆกับประชาชนทั้งหลายในโลก นั่นคือความเป็นประชาธิปไตย และต้องเป็นประชาธิปไตยแบบสากลด้วยนะ

ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบไทยไทย
ไม่ใช่ประชาธิปไตยในคราบเผด็จกา

และต้องไม่ใช่ประชาธิปไตยที่อำนาจทุกอย่างขึ้นอยู่กับองค์กรอิสระทั้งหลายอย่างทุกวันนี้ อำนาจที่พร้อมจะย่ำยีอำนาจของประชาชนอย่างไม่เกรงใจด้วยคนเพียงไม่กี่คน

หลายคนอาจเห็นชอบด้วย แต่ต้องไม่ใช่คนเสื้อแดง ที่มีจุดยืนแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง
เป็นเสื้อแดงที่จะแดงไปทุกแห่งห
เป็นเสื้อแดงที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสีเสื้อ
เป็นเสื้อแดงที่ไม่จะเป็นต้องใส่หน้ากาก
เพราะเราเป็นเสื้อแดงยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ไม่ต้องอายใครไง

ดังนั้นสำหรับคนไม่มีอุดมการณ์จะไม่มีวันรู้ก็คือ
คนเสื้อแดงบางกลุ่ม ยอมสละเวลา ยอมลำบาก เพื่อให้ได้ถึงฝั่งฝัน
คนเสื้อแดงบางกลุ่ม ยอมสละทุนทรัพย์ส่วนตัว เพื่อนำข้อมูลที่ถูกต้องไปขยาย
คนเสื้อแดงบางกลุ่ม รับบริจาคเพื่อแบ่งปันความสุขให้กับคนทุกข์ยาก
คนเสื้อแดงบางกลุ่มยอมเสี่ยงตายตั้งเต๊นท์เพื่อช่วยเหลือพยาบาลผู้ชุมนุม ตอนถูกไล่ยิง

และคนเสื้อแดงบางกลุ่มยังพร้อมยอมตายเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พึ่งจะมีโอกาสได้รับรู้แม้จะเป็นเสื้อแดงมาหลายปีก็ตาม ซึ่งเมื่อเห็นซึ้งถึงการต่อสู้ของพวกเขาเหล่านั้น การต่อสู้ของผมทางอินเตอร์เน็ต จึงเป็นเพียงการต่อสู้ที่ดูด้อยค่าไปถนัดเลยนะ

เพราะการกระทำของพวกท่าน เป็นการกระทำของวีรชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยเหมือนดังวีรชนของประเทศที่มีอารยะทั้งหลายกระทำมาแล้วทั้งสิ้น

เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับเผด็จการ
เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับอำนาจมืด
เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนมือเปล่ากับความอำมหิตของเผด็จการและยังเป็นการต่อสู้ระหว่างความหวังใหม่กับความเชื่อเก่าอีกด้ว

ดังนั้นจึงอยากให้กำลังใจกับคนเสื้อแดงทุกๆท่าน เมื่อวานพวกเขายังไม่เห็น วันนี้พวกเขายังไม่เห็น และพรุ่งนี้ก็อย่าหวังว่าพวกเขาจะมองเห็น แต่เชื่อแน่ว่า อนาคตทุกคนต้องเห็นพ้องต้องกันอย่างแน่นอนว่า พวกท่านสู้เพื่อพวกเราทั้งหมดจริงๆ เพราะธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอมาไงล่ะ

 

 

 


                         

                         โดย    Kanitha


 


 

ความผิดพลาด คือ บทเรียน

" ความผิดพลาด คือ บทเรียน แต่อย่าให้บทเรียนนั้นมาทำลายเราเป็นครั้งที่สอง " ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะรับผิดชอบความผิดพลาดของเราเอง ด้วยการรวมตัว รวมพลัง กล้าแก้ไขสิ่งที่ผิด ถึงแม้การรวมตัวของพวกเราให้เป็นเอกภาพจะเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่แท้ที่จริงโดยธรรมชาติมนุษย์ คือ สัตว์โขลง หรือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เหมือนช้าง เหมือนม้า เสือ สิงโต หรือแม้แต่นก ถ้าแยกออกจากฝูงก็อันตราย และต้องมีผู้นำฝูง ไม่ต่างจากกัน 

การรวมกลุ่มเป็นเรื่องยาก แต่บทเรียนมีให้เห็นกันแล้ว ต่อแต่นี้คงเหลือแต่ค้นหาผู้นำ และซึ่งความจริงเราจะรู้จักการรวมกลุ่มกันตั้งแต่วัยรุ่นแล้ว นั่น ก็คือ พรรคพวก และในหมู่พรรคพวกที่สนิทกัน เวลาจะไปเที่ยวหรือจะทำกิจกรรมอะไร หรือจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง จะมีอยู่คนหนึ่งเป็นผู้นำ และให้สังเกต เขาคนนั้น คือ ผู้ที่ทำประโยชน์ได้ดีมากกว่าหมู่ 

ถ้าเป็นช่วงที่ ผู้ทำประโยชน์ได้มากกว่าหมู่ ยังไม่ชัดเจน จะเป็นช่วงอาการไม่ยอมรับกัน และจะเกิดอาการแข่งขันชิงความเป็นผู้นำกัน โดยอาจจะไม่รู้ตัว จะเกิดภาพความขัดแย้ง และโจมตีกัน ตามอารมณ์และอุบายต่าง ๆ จนกว่าใคร ภาพของงานจะออกมา ดีกว่าชัดเจน จึงจะเกิด การยอมรับ นี้เป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติ

"ค่าของคนวัดกันที่ผลของงาน" "ไกลทางรู้กำลังม้า กาลเวลารู้น้ำใจคน" ดังนั้น การรวมกลุ่ม ผู้นำที่ดีจะหนีไม่พ้นการเรียนรู้ความอดทน และต้องทนต่อความขมขื่น ผู้ที่ยังไม่พร้อมก็ต้องยอมตามไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องปรกติเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรีและทางออกของการที่ยังไม่ยอมรับกัน ก็ต้องอาศัย การประชุม เพื่อเจรจา แลกเปลี่ยนแชร์ความคิด ซึ่งกันและกัน ค้นหาข้อสรุป เพื่อการเปลี่ยนแปลง และเพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน โดยอาศัยมติเสียงส่วนใหญ่ เป็น อำนาจสูงสุด นี้เรียกว่า " ประชาธิปไตย "

" ความผิดพลาด คือ บทเรียน แต่อย่าให้บทเรียนนั้นมาทำลายเราเป็นครั้งที่สอง "

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะรับผิดชอบความผิดพลาดของเราเอง ด้วยการรวมตัว รวมพลัง กล้าแก้ไขสิ่งที่ผิด ถึงแม้การรวมตัวของพวกเราให้เป็นเอกภาพจะเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่แท้ที่จริงโดยธรรมชาติมนุษย์ คือ สัตว์โขลง หรือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เหมือนช้าง เหมือนม้า เสือ สิงโต หรือแม้แต่นก ถ้าแยกออกจากฝูงก็อันตราย และต้องมีผู้นำฝูง ไม่ต่างจากกัน

การรวมกลุ่มเป็นเรื่องยาก แต่บทเรียนมีให้เห็นกันแล้ว ต่อแต่นี้คงเหลือแต่ค้นหาผู้นำ และซึ่งความจริงเราจะรู้จักการรวมกลุ่มกันตั้งแต่วัยรุ่นแล้ว นั่น ก็คือ พรรคพวก และในหมู่พรรคพวกที่สนิทกัน เวลาจะไปเที่ยวหรือจะทำกิจกรรมอะไร หรือจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง จะมีอยู่คนหนึ่งเป็นผู้นำ และให้สังเกต เขาคนนั้น คือ ผู้ที่ทำประโยชน์ได้ดีมากกว่าหมู่

ถ้าเป็นช่วงที่ ผู้ทำประโยชน์ได้มากกว่าหมู่ ยังไม่ชัดเจน จะเป็นช่วงอาการไม่ยอมรับกัน และจะเกิดอาการแข่งขันชิงความเป็นผู้ นำกัน โดยอาจจะไม่รู้ตัว จะเกิดภาพความขัดแย้ง และโจมตีกัน ตามอารมณ์และอุบายต่าง ๆ จนกว่าใคร ภาพของงานจะออกมา ดีกว่าชัดเจน จึงจะเกิด การยอมรับ นี้เป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติ
"ค่าของคนวัดกันที่ผลของงาน" "ไกลทางรู้กำลังม้า กาลเวลารู้น้ำใจคน" ดังนั้น การรวมกลุ่ม ผู้นำที่ดีจะหนีไม่พ้นการเรียนรู้ความอดทน และต้องทนต่อความขมขื่น ผู้ที่ยังไม่พร้อมก็ต้องยอมตามไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องปรกติเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรีและทางอ อกของการที่ยังไม่ยอมรับกัน ก็ต้องอาศัย การประชุม เพื่อเจรจา แลกเปลี่ยนแชร์ความคิด ซึ่งกันและกัน ค้นหาข้อสรุป เพื่อการเปลี่ยนแปลง



 และเพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน โดยอาศัยมติเสียงส่วนใหญ่ เป็น อำนาจสูงสุด นี้เรียกว่า " ประชาธิปไตย "



 


โดย  ดาด้า แดงจันทบูร
          28/6/56



เวรกรรมของประชาชน ศาลปกครองกลาง" สั่งชะลอโครงการน้ำ


"ศาลปกครองกลาง" สั่งชะลอโครงการน้ำ - นำโครงการกลับไปทำกระบวนการรับฟังเสียงประชาชน

                                                           

>>>รายละเอียดข่าว

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

DSI ยื่นให้ฟ้องศาล-คดี อภิสิทธิ์ - สุเทพ ฆ่า"พัน คำกอง"กับ"น้องอีซา" ปชป.ยังแถจะฟ้องกลับ ธาริต

 มาดูความหน้าด้านของนายอภิสิทธิ์และคนพรรค ปชป. ทำผิดชัดเจนแต่ยังมีหน้ามาข่มขู่จะฟ้องกลับ ธาริต อ้างเพื่อรักษาสิทธิ์ ช่างไร้จิตสำนึกผิดชอบชั่วดีจริงๆครับ 
........แบบนี้มันน่าจะตั้งข้อหาข่มขู่เจ้าพนักงานอีกกระทง.....

ที่มาข่าวจากไทยรัฐ ...นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำว่า DSI ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนคดีดังกล่าว เพราะเป็นการแจ้งข้อหาในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  >>>> รายละเอียดข่าว

 DSIนัดอภิสิทธิ์-สุเทพพบอัยการเหตุสั่งสลายแดง

ทำผิดข้อหาสั่งการฆ่าคนตายชัดเจนเพราะทหารที่ออกมาล้อมปราบสลายการชุมนุมและใช้อาวุธปืนและกระสุนจริงยังคนตายภายใต้คำสั่งของ ศอฉ.ในเดือน เม.ย.-พ.ค.53 เมื่อ DSI รวบรวมพยานหลักฐานได้ข้อมูลชัดเจนแต่ ผู้ตั้งหายังมีหน้ามาฟ้องกลับ เพื่อที่ตนจะได้เลือกคนตัดสินความผิดที่เป็นพวกพ้องของตน โอ้แม่เจ้า...ประเทศไทย ภายใต้อิทธิพลเถื่อนถ่อยของอำมาตย์นี่มันกร่างกันเหลือเกินพวกขี้ข้าอำมาตย์ ..... นี่คดีที่ตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตายเป็นคดีร้ายแรง และสภาพนะมันนี้ก็ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นนายกฯรัฐมนตรีแล้วด้วย ประชาชนคนธรรมดาอย่างผมก็สงสัยจึงไปเปิดดู รธน.50 ว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มันมีหน้าที่อะไรบ้าง จึงได้ทราบเนื้อหาดังนี้


๓. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

มาตรา ๒๔๖

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของ วุฒิสภา
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องเป็นผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๕ โดยเคยเป็นรัฐมนตรี กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน หรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางบริหารในหน่วยราชการ ที่มีอำนาจบริหารเทียบเท่าอธิบดี หรือดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าศาสตราจารย์ ผู้แทนองค์การพัฒนาเอกชน หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่มีองค์กรวิชาชีพตามกฎหมายมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบปี ซึ่งองค์การพัฒนา เอกชนหรือองค์กรวิชาชีพนั้นให้การรับรองและเสนอชื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหา
การสรรหาและการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้นำบท บัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้มีคณะกรรมการสรรหาจำนวนห้าคนประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ให้มีกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด โดยคุณสมบัติ กระบวนการ สรรหา และอำนาจหน้าที่ ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต

มาตรา ๒๔๗

กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีวาระการดำรง ตำแหน่งเก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่

การพ้นจากตำแหน่ง การสรรหา และการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๙ และมาตรา ๒๑๐ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม

มาตรา ๒๔๘

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิ เข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดกระทำการ ขาดความเที่ยงธรรม จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือมีพฤติการณ์ที่เป็นการเสื่อมเสียแก่ เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง เพื่อให้วุฒิสภามีมติให้พ้นจากตำแหน่ง
มติของวุฒิสภาให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพ้นจากตำแหน่ง ตามวรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

มาตรา ๒๔๙

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า กรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
คำร้องขอตามวรรคหนึ่งต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว กระทำการตามวรรคหนึ่งเป็นข้อๆ ให้ชัดเจน และให้ยื่นต่อประธานวุฒิสภา เมื่อประธานวุฒิสภา ได้รับคำร้องแล้ว ให้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อพิจารณาพิพากษา

กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ถูกกล่าวหา จะปฏิบัติหน้าที่ ในระหว่างนั้นมิได้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ยกคำร้องดังกล่าว

ในกรณีที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ตามวรรคสาม และมีกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเหลืออยู่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทั้งหมด ให้ประธานศาลฎีกาและประธาน ศาลปกครองสูงสุดร่วมกันแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติเป็นการชั่วคราว โดยให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งได้จนกว่ากรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ตนดำรงตำแหน่งแทนจะปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือจนกว่าจะมีคำพิพากษา ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าผู้นั้นกระทำความผิด

มาตรา ๒๕๐

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเกี่ยวกับการถอดถอน ออกจากตำแหน่งเสนอต่อวุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม

(๒) ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา ๒๗๕

(๓) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการซึ่งดำรง ตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไปร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม รวมทั้ง ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการในระดับต่ำกว่าที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่ง ดังกล่าวหรือกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือที่กระทำความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นสมควรดำเนินการด้วย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(๔) ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สิน และหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๒๕๙ และมาตรา ๒๖๔ ตามบัญชีและเอกสารประกอบ ที่ได้ยื่นไว้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กำหนด

(๕) กำกับดูแลคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(๖) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกปี ทั้งนี้ ให้ประกาศรายงานดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาและเปิดเผย ต่อสาธารณะด้วย

(๗) ดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๑๓ มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม
ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นเจ้าพนักงานในการยุติธรรมตามกฎหมาย

มาตรา ๒๕๑

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีหน่วยธุรการ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่เป็นอิสระ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
การแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ต้องได้รับ ความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและวุฒิสภา
ให้มีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นหน่วยงาน ที่เป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

..............................................








เห็นข่าวกันทั้งประเทศว่า DSI ส่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี  และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ  อดีตรองนายก ฯ และอดีต ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)  เป็นผู้ต้องหา ในคดีร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ตามประมวลกฎหมายอาญา(คลิ๊กอ่าน>>> มาตรา 59,มาตรา80, มาตรา83, มาตรา84 และ มาตรา288, ) แต่มันกลับมาเรียกร้องให้ส่งตัวมันให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) นี่มันจะแถหลบไปถึงไหนว่ะ ไอ้บ้ามาร์ค.....


     ยรรยง ลูกชาวดิน
      28 มิ.ย.2556