วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

ยังไม่สว่าง



มนุษย์เราเคยเถียงกันเรื่องโลกกลมหรือโลกแบน ถึงขั้นฆ่ากันตายมาแล้ว เพราะในยุคหนึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่าโลกแบน แต่มีคนเพียงน้อยนิดที่เชื่อและแพร่ขยายความคิดว่าโลกใบนี้ของเรามันกลม
เหตุที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าโลกแบนเพราะมองไปทางไหนก็เห็นแผ่นดินราบเรียบสุดลูกหูลูกตา แม้จะมีภูเขาขวางกั้นสายตาอยู่บ้าง แต่หลังเขาแผ่นดินก็ราบเรียบเหมือนเดิม
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะโลกใหญ่โตมโหฬาร แต่มนุษย์เราตัวเล็กนิดเดียว มองอะไรได้ไกลสุดเพียงร้อยกว่ากิโลเมตรเท่านั้นเอง
มายุคสมัยนี้คนส่วนใหญ่ได้เรียนรู้ว่าโลกกลม แต่เชื่อหรือไม่ว่า ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ตะแบงคิดว่าโลกมันไม่ได้กลม และยังคิดอะไรสวนทางกับความจริงที่ได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว
ในเมืองไทยเราเวลานี้ คนส่วนใหญ่คิดว่าเราควรปรองดองสมานฉันท์กัน เพราะความขัดแย้งแตกแยกที่เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันายน 2549 ได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่า...
มีแต่สร้างความฉิบหายให้เกิดแก่ประเทศชาติและประชาชน มันควรจะหยุดกันได้แล้ว ไม่งั้นเราจะต้องฆ่าฟันกันอีกและจำนวนคนตายจะไม่จำกัดอยู่แค่ 92 ศพ บาดเจ็บ 2,000 ถูกจับเข้าคุก 500
แต่จะตายกันเป็นหมื่นเป็นแสนแบบเดียวกับที่เคยเกิดในอัฟริกา ที่สงครามกลางเมืองทำให้มีคนตายไปเป็นล้าน หรืออย่างที่ซีเรียก็มีคนถูกฆ่าไปแล้วเป็นหมื่น โดยยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงเมื่อใด
ความพยายามสร้างความปรองดองเกิดขึ้นโดยรัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตน์กลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร 19 กันยา เป็นประธาน กรรมการประกอบด้วยพรรคการเมืองทุกพรรคและภาคส่วนต่างๆในสังคม
แรกเริ่มเดิมทีก็ทำท่าจะสามัคคีปรองดองกันดี แต่พอมีการนำเสนอแนวทางของสถาบันพระปกเกล้าว่า...เราควรจะทำอะไรและปรองดองกันแบบไหน มันก็ทำท่าว่าวงจะแตก
โดยพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายพันธมิตรต่างออกมาคัดค้านอย่างไม่ลดราวาศอก พวกเขายืนกรานว่า...จะต้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องคิดคุกมันจึงจะเกิดการปรองดอง
เป็นหนทางเดียวเท่านั้น!
นักวิชาการบางคนที่อ้างว่า “เชิดชูบูชาประชาธิปไตย” แต่ปิดปากเงียบเรื่องการรัฐประหารและการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองหลวง
ได้ออกมาชูคอเรียกร้องหาการสมานฉันท์ปรองดอง โดยมีเงื่อนไขให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พิทักษ์รักษาระบอบยุติธรรม ด้วยการยอมมาติดคุกเสียก่อน
สิ่งที่คิดว่ากำลังจะมีแสงสว่างที่ปากอุโมงค์จึงหายวับไปกับตา และเห็นชัดเจนว่า จนถึงวันนี้ พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าและยังไม่สว่าง
หน้าที่ของคนไทยเวลานี้ จึงไม่ใช่มองหาการปรองดอง แต่ต้องมองหาความจริงว่า ทำไมคนพวกนี้จึงยังตะแบงคิดว่า “โลกแบน”
พวกเขาคิดเองหรือมีใครสั่งให้พวกเขาคิด?
เพราะในอดีตนั้น เคยมีคนเชื่อว่าคนบางคนเป็นวีรชน 14 ตุลา แต่ในความเป็นจริงมันตรงข้าม
เพราะคนๆ นั้นแท้ที่จริงแล้วในเหตุการณ์ 14 ตุลา เขาเป็นตัวแทนของ จอมพลถนอม กิตติขจร ไปเจรจาให้ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล สลายการชุมนุม
วีรชน 14 ตุลา กับกาฝาก 14 ตุลามันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง











http://bangkok-today.com/node/12485



ระเบิดพลีชีพ

การบูร 23 มี.ค. 2555 9:49 น


แล้ว “หนูติ่ง” มัลลิกา บุญมีตระกูล สาวปากไว ก็พาพลพรรคประชาธิปัตย์ หัวคลุมปี๊บ
เล่น ว.๕ ชั้น ๖ กระทรวงแรงงาน ของ “ท่านเผดิมชัย สะสมทรัพย์” รมว.แรงงาน เรียกผลประโยชน์ คนนักรบแรงงานไปอิสราเอล กินหัวคิวกันอื้อซ่า
แต่กับปาก “อิตซ์ฮัก โชฮัม” เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ..ยุคพรรคเพื่อไทย รวมเบ็ดเสร็จ ทั้งตั๋วเครื่องบิน และค่าธรรมเนียมต่างๆ จ่ายเพียง ๖๙,๐๐๐ บาท เท่านั้นคุณขา
ฉะนั้น,ที่ “หนูติ่ง” มัลลิกา ว่ายุคประชาธิปัตย์ จ่ายค่าไปค้าแรงงานที่อิสราเอล ๘๐,๐๐๐ บาท จึงสูงกว่า “รัฐบาลปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นกอง
หมายเล่นงาน “นายกฯปู”ให้ดิ้น...กลายเป็นสาวไส้ให้กากิน?..หมดสิ้นเชียวแหละพี่น้อง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

น้ำมันเถื่อน

ที่ภาคใต้ มีนักการเมืองหนุนหลัง กันเกลื่อน
“นายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ “บิ๊กเหลิม ดาวเทียม” ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ช่วยดูให้ที
มีการลำเลียงน้ำมันเถื่อน ขึ้นที่ชายฝั่งจังหวัดสตูล ขายไปทั่วภาคใต้ในขณะนี้
ทำที่ว่าเป็นการลำเลียง ยางดิบจากชาวสวนยางพาราไปส่งโรงงาน แต่ที่แท้แล้ว เป็นการจัดส่งน้ำมันเถื่อนไปสู่ลูกค้า ทำให้ชาติเสียประโยชน์อย่างใหญ่หลวง เสร็จสรรพ
ส่วนนักการเมืองที่ดีแต่โม้..ล้วนหน้ามะพลับหลังตะโก..ค้าน้ำมันตัวโต กันจั๋งหนับ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เท็จไม่แจ้ง..จริงไม่ยืนยัน

ว่ากันถึง คนผมหยิก หน้าก้อ คอสั้น ที่ตั้งตัวเป็นอริกับ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร”..เพราะเขาไม่ช่วยเหลือ คดีหนีความผิดเลี่ยงภาษี จึงประกาศเป็นศัตรูกับท่าน
น่าสงสาร “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่ช่วยมันโกง มันจึงอหังการ บอกขอเป็นศัตรู
“นายผมหยิก หน้าก้อ คอสั้น” ทำธุรกิจจัดสรรบ้านและที่ดิน แต่เลี่ยงภาษีไม่จ่ายเงินแผ่นดิน...มาขอให้ “ทักษิณ”ช่วย แต่เขาเมิน ..เพราะใครเป็นตัวขี้โกง “ทักษิณ” ไม่ช่วยดอกหนู
“ทักษิณ” ไม่คบค้าสมาคม กับคนโกงชาติคนโกงแผ่นดิน..ในที่สุด ก็โดนคนเลวตามเล่นงาน อย่างไม่ลดละ
ตอนนี้คนเล่นงานทักษิณมันเจ็บ...ถูกถอนเขี้ยวถอนเล็บ...เก็บฉากไปนั่งรอติดคุก แล้วหละ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

มองเส้นทางอนาคต

การันตีได้ว่า “บิ๊กอ็อฟ” พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. นับวันฟอร์มยิ่งสด
เกียรติคุณเพียบพร้อมไปหมด, หากจะเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” ในฐานะ “มท.๑” ไม่น่าจะบกพร่อง
ท่านทำงานเก่ง แบบคนมีกึ๋นมีสมอง
เมื่อ “บิ๊กอ๊อฟ” ต้องลุกจากเก้าอี้ไป ..ให้มอง “บิ๊กจูดี้” พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ นายตำรวจใหญ่ ที่ทำงานเข้าขากับ “รัฐบาลปู” เป็นอย่างดี จะมาเป็น “ผบ.ตร.”ที่ยิ่งใหญ่
ท่านพงศพัศเป็นทองเนื้อแท้..จะทำบ้านเมืองมีขื่อมีแป..ไม่แพ้แก็งค์ข้างถนนต่อไป

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ไวปานกามนิตหนุ่ม

คดีที่ดินรัชดา ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ตกเป็นจำเลย ลงโทษรวดเร็ว เห็นแล้วก็กลุ้ม
แต่คดีฆ่าประชาชนตาย ๙๑ ศพ...ผ่านไปช้าๆ อย่างเต่าคลาน.. หลายคนบอกว่าผิดหวัง
อยากเห็นทุกอย่าง ตัดสินด้วยความรวดเร็วมั่ง
ได้แต่ปลอบใจ ผู้รักประชาธิปไตย..จะกินอาหารให้อร่อย ต้องคอยใจเย็น ๆ ..ขณะนี้คดีฆ่าประชาชน เริ่มเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่ให้ความเที่ยงธรรม เป็นของแท้
ใครที่สั่งฆ่าประชาชนไปเป็นกุรุส...ตอนนี้น้ำเริ่มผุด...มันคงโดนถูกกุดหัวแน่..แน่






http://www.bangkok-today.com/node/12489



ประชาธิปไตยเป็น 'สิ่งแปลกปลอม' ที่นำเข้าจากต่างประเทศ(?)

นักปรัชญาชายขอบ

“ผมคิดว่าปัญหาในบ้านเรา ตั้งแต่ความคิดเรื่องประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ความรับผิดชอบ รัฐธรรมนูญ และอะไรหลายอย่างที่เราเสนอกันนั้น เป็นสิ่งแปลกปลอมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ...ผมเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า ถ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่แปลกปลอมจากที่อื่นเอาใช้บ้านเราไม่ได้ผล โดยเฉพาะช่วงหลังเป็นจีเอ็มโอเยอะ ผมเป็นพวกมาร์กซิสต์เก่า เพราะเคยเข้าป่า ไม่วางใจพวกต่างชาติมากๆ เพราะฉะนั้น พวกจีเอ็มโออันตรายมาก และขอร้องชาวต่างชาติว่าอย่าสรุปความคิดเป็นของท่านเอง”
ธีรยุทธ บุญมี
(http:www.matichon.co.th./play_clip.php?newsid=1332495112)


ยอมรับว่าพยายามอ่านแล้วผมก็ไม่เข้าใจว่า ธีรยุทธกำลังบอกอะไร หรือจะเสนออะไร

ถ้าบอกว่าประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพเป็น “สิ่งแปลกปลอม” ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ก็ต้องหมายความว่าศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือแม้แต่คณิตศาสตร์ก็เป็น “สิ่งแปลกปลอม” สำหรับสังคมไทยด้วย เพราะเป็นสิ่งที่เรานำเข้าจากต่างประเทศด้วยเช่นกัน
แต่ความจริงคือ อะไรที่เป็นของสากล เช่น ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน คณิตศาสตร์ ถ้ามันเป็นของสากลมันก็เป็นของมนุษยชาติทั้งหมด ไม่มีใครจะอ้างสิทธิว่าเป็นความคิดของประเทศตนที่เหมาะกับพระเทศของตนเท่านั้น หรือว่าเป็น “สิ่งแปลกปลอม” สำหรับประเทศไทย หรือประเทศใดๆ ในโลก


ธีรยุทธยังพูดอีกว่า “ผมคิดว่าโครงสร้างการเมืองทุกที่เป็นผลผลิตของท้องถิ่น เป็นการเสนอให้เราได้คิดแบบสองส่วน ส่วนหนึ่งมองแบบโครงสร้างทางสังคมที่เป็นความจริง สร้างวัฒนธรรมต่างๆ อีกอันหนึ่งอาจจะมองเป็นแบบโพสต์โมเดิร์นก็ได้ มีวาทกรรมเกิดขึ้นในแต่ละช่วงแต่ละสมัย เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้น เป็นทั้งโอกาสและไม่ใช่โอกาสที่จะเอาแนวคิดสังคมใหม่ๆ มาเสริมในบ้านเรา”
คำถามคือ อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ หรือโครงสร้างการเมืองที่เป็นความจริงเฉพาะของสังคมไทย หรือวัฒนธรรมไทยซึ่ง “ดีกว่า” แนวคิดประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพแบบสากล ที่เราจะต้องสร้างขึ้นมาจาก “ท้องถิ่น” ของเรา หากเราเห็นว่าของสากลมันแปลกปลอมสำหรับเรา
บางทีสิ่งเราเรียกกันว่า “ความเป็นไทย”  “เอกลักษณ์ไทย” หรือ “ลักษณะพิเศษของสังคมไทย” นั่นต่างหากที่เป็น “สิ่งแปลกปลอม” ต่อวิถีชีวิตตามเป็นจริงในสังคมไทยปัจจุบัน เช่น การรักนวลสงวนตัว แต่งก่อนยู่ ระบบอาวุโส การรู้จักที่สูงที่ต่ำ การยกย่อง “คนดี” ที่ซื่อสัตย์ไม่โกงแต่ไม่เคารพรัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตย การเรียกร้อง “การเมืองที่มีจริยธรรม” แต่ให้คงไว้ซึ่ง “ระบบอำนาจที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้” ซึ่งขัดต่อหลักจริยธรรมสากลคือหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค
สิ่งเหล่านี้เป็นต้น ล้วนแต่เป็น “สิงแปลกปลอม” ไม่กลมกลืนกับวิถีชีวิตจริงของผู้คนในสังคมไทย และ “แปลกประหลาด” ในสายตาสังคมโลกทั้งสิ้น!
หรือพูดให้เห็นภาพตามข้อเท็จจริงเลยก็คือ “ลักษณะเฉพาะ” ของความเป็นไทยในทางการเมืองอย่างที่พูดกันว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “เสียงส่วนใหญ่อาจผิดได้” อย่างที่ฝ่ายไม่เชื่อถือ “การเลือกตั้ง” พยายามตอกย้ำ แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่การดึงดันว่า “เสียงส่วนน้อยต้องถูกเสมอ” เช่น


<!--[if !supportLists]--><!--[if !supportLists]-->
- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า การอ้างสถาบันกษัตริย์ต่อสู้ทางการเมืองเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ก็ต้องชอบธรรม



<!--[if !supportLists]--><!--[if !supportLists]-->
- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า รัฐประหารถูกต้อง ก็ต้องถูกต้อง


<!--[if !supportLists]--><!--[if !supportLists]-->
- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า การเอาผิดนักการเมืองด้วยกระบวนการที่สืบเนื่องจากรัฐประหารถูกต้อง ก็ต้องถูกต้อง


<!--[if !supportLists]--><!--[if !supportLists]-->
- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า การนิรโทษกรรมฝ่ายทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่ทำได้ ก็ต้องทำได้



<!--[if !supportLists]--><!--[if !supportLists]-->
- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า การนิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ก็ต้องทำไม่
ได้

<!--[if !supportLists]--><!--[if !supportLists]-->
- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า การพูดความจริงเบื้องหลังรัฐประหารไม่ได้ ก็ต้องไม่ได้

   ฯลฯ

ถามว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ดังกล่าวนี้เป็น “สิ่งแปลกปลอม” หรือไม่?
พูดถึงวาทกรรม “ประชาธิปไตยเป็นสิ่งแปลกปลอมที่นำเข้าจากต่างประเทศ” ของธีรยุทธแล้ว ทำให้เห็นภาพความคิดที่เน้นชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง พลเมืองเข้มแข็งที่ตอนนี้นำมาตอกย้ำใหม่อย่างคล้องจองกัน คือความคิดเรื่อง “สังคมสมานุภาพ” ของคุณหมอประเวศ วะสี ดังที่เขากล่าวตอนหนึ่งว่า

อำนาจในสังคม มี 3 อำนาจใหญ่ ได้แก่ พลังอำนาจรัฐ พลังอำนาจทุน ซึ่งใหญ่โตมาก และพลังงานอำนาจทางสังคม ซึ่งเล็กมาก จุดสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำคือการสร้างพลังอำนาจทางสังคมให้เสมอกับ 2 อำนาจแรก แล้วทำงานเชื่อมโยงกัน
และหากเป็นเช่นนั้นได้ก็จะเกิดสังคมที่เรียกว่า "สังคมสมานุภาพ" คือสังคมที่อานุภาพต่างๆ เสมอกัน เพราะฉะนั้น แม้เราจะพยายามภาครัฐหรือทุนให้เก่งหรือมีสมรรถนะ แต่ถ้าภาคสังคมไม่เสมอกัน สังคมก็จะไม่ได้ดุล เกิดความไม่เป็นธรรมมาก
แนวทางสำคัญในการสร้างสังคมสมานุภาพต้องเอาวัฒนธรรมเข้ามาช่วย โดยวิธีที่เรียกว่า "ชุมชนจัดการตนเอง" เพราะการปกครองประเทศที่รวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง นับเป็นหลุมดำในประเทศไทย ก่อปัญหาร้อยแปด ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ มีคอรัปชั่น เกิดรัฐประหารได้ง่าย(http:www.matichon.co.th./play_clip.php?newsid=1332585834)


ซึ่งผมแปลกใจมากที่คุณหมอไม่ได้พูดถึง “อำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้” ซึ่งใหญ่โตกว่าอำนาจทุนมาก แปลกใจเพราะว่า คุณหมอเป็นคนเสนอทฤษฎี “ความจริงองค์รวม” ที่เน้นการมองให้เห็นความจริงทั้งหมด ไม่ควรมองแบบ “แยกส่วน” และให้เห็นความสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยแก่กันของความจริงทั้งหมดตามกฏอิทัปปัจจยตา แต่ทำไมคุณหมอถึงจงใจ “แยกส่วน” มองเฉพาะ 3 อำนาจเท่านั้น
แล้วที่ว่า “การปกครองประเทศที่รวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง นับเป็นหลุมดำในประเทศไทย...” นั้น ถามว่า รูปแบบการรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้ คือมรดกตกทอดจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ใช่หรือ
 “ระบบอำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้” ต่างหากที่รวมศูนย์ทั้งการปลูกฝังอุดมการณ์ ปรัชญาความเชื่อ ระบบคิด การคิดแทนผ่านหน่วยงานราชการ ระบบการศึกษา สื่อมวลชน ฯลฯ
ภายใต้ระบบเช่นนี้ ประชาชนไม่สามารถปกป้องรัฐบาลที่ตนเลือก และกำกับให้รัฐบาลที่ตนเลือกทำตามเจตนารมณ์ที่ต้องการให้สังคมเป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำ เช่น การเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้แทนปวงชนออกกฎหมายปฏิรูประบบที่ตรวจสอบไม่ได้ให้ตรวจสอบได้ตามหลักการประชาธิปไตยสากล ฉะนั้น “ภาคสังคม” จะเข้มแข็งได้อย่างไร?


หรือถ้าภาคสังคมเข้มแข็ง พลเมืองเข้มแข็งในความหมายว่ามีวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ตระหนักในสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคมากขึ้น ก็จะมีปัญหาว่า ความเข้มแข็งเช่นนี้จะไปกันได้อย่างไรกับ “ระบบอำนาจที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้” (จะเป็นไปได้หรือที่ความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมประชาธิปไตยของสังคมและพลเมืองจะไม่ขัดแย้งกับ“ระบบอำนาจที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้”)
ฉะนั้น แนวคิดสังคมเข้มแข็ง พลเมืองเข้มแข็งของธีรยุทธ และแนวคิด “สังคสมานุภาพ” ของคุณหมอประเวศ ที่ปฏิเสธการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เรียกร้องการกระจายอำนาจถึงระดับชุมชน หรือการสร้าง “ประชาธิปไตยจากระดับชุมชน” แต่ไม่ได้เรียกร้อง “อย่างจริงจัง” ให้แก้ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยระดับชาติ คือการปฏิรูป “ระบบอำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้” ให้ตรวจสอบได้ จึงเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งในตัวเอง และไม่มีทางที่แนวคิดเช่นนี้จะสร้างสังคมให้มี “สมานุภาพ” หรือ “มีอานุภาพเสมอกัน” ได้จริง


จะว่าไปแล้วทั้งสองแนวคิดนี้ก็เป็น “แนวคิดประชาธิปไตยแบบไทยๆ” อันเป็น “สิ่งแปลกปลอม” อย่างหนึ่งใน “ยุคเปลี่ยนผ่าน” (transition) ที่สังคมไทยต้องการแก้ปัญหา “ความไม่เป็นประชาธิปไตย” ในทางหลักการและอุดมการณ์ระดับชาติอย่างยิ่ง!















สถานการณ์ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ ม.112 ประจำสัปดาห์ 15 - 21 มี.ค. 2555



‘คณะนักเขียนแสงสำนึก’ ย้ายงานรอบสาม ไปจัดอนุสรณ์ ‘14 ตุลา’ แทน

15 ก.พ. 55 - สืบเนื่องจากการจัดงาน “แขวนเสรีภาพ” ของคณะนักเขียนแสงสำนึก ในอาทิตย์ที่ 18 ก.พ. ที่จะถึงนี้ ซึ่งเดิมกำหนดสถานที่ไว้เป็น ณ หอศิลป์กรุงเทพฯ และภายหลังเมื่อไม่ได้รับอนุญาต จึงได้ประกาศว่าย้ายมาจัดที่ตึกเทวาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น
ทาง “วาด รวี” หนึ่งในคณะผู้จัดงานเปิดเผยวันนี้ว่า หลังจากที่ทางตัวแทนของกลุ่มได้ติดต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อขออนุญาตจัดงานอภิปรายทางวิชาการในช่วงเช้าของวันนี้ ทั้งต่อคณะอักษรศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า กลับประสบความติดขัดและได้รับแจ้งว่าไม่ได้รับอนุญาตให้จัดงานอภิปรายทางวิชาการดังกล่าวเช่นเดียวกัน
ทางคณะผู้จัดงาน จึงตัดสินใจย้ายการจัดงาน “แขวนเสรีภาพ” ไปจัดที่บริเวณอาคารด้านหน้าของอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินแทน

(ประชาไท, 15-3-2555)



ศาลกีฎาไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายอำพล หรือ อากงเอสเอ็มเอส ชี้เป็นคดีร้ายแรง หวั่นผู้ต้องหาหลบหนี

15 ก.พ. 55 - นายอานนท์ นำภา ทีมทนายความที่รับผิดชอบคดี นายอำพล หรือคดีอากง เอสเอ็มเอส ได้โพสข้อเกี่ยวกับความคืบหน้าคดีอากง เอสเอ็มเอส ผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า
ผลการยื่นกีฎาขออนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือคดีอากง เอสเอ็มเอส โดยศาลกีฎาไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายอำพล หรือ อากงเอสเอ็มเอส
เนื่องจากศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้วเห็นว่าเป็นคดีร้ายแรง ประกอบกับศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกจำเลยถึง 20ปี หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี
ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เจ็บป่วยนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลจากหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยระหว่างการอุทธรณ์คดี
ทั้งนี้คดีของนายอำพล หรืออากง เป็นคดีตามความผิดในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากข้อหาว่า อากง ใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวพิมพ์ อันเป็นการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง และส่งไปยังโทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการส่วนตัวของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9,11และ 22พ.ค.53

(VoiceTV, 15-3-2555)

ศาลไม่อนุญาตประกันตัวดาตอร์ปิโดคดีหมิ่น

16 ก.พ. 55 - ศาลอาญารัชดา อ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์เรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราว ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.เป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 15 ปี โดยญาติของ น.ส.ดารณี ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ เป็นจำนวน 1,440,000 บาท เพื่อขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 15 ปี จำเลยเคยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ต่อศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ มาแล้วหลายครั้งแต่ศาลไม่อนุญาต จำเลยมายื่นคำร้องในครั้งนี้อีก ทั้งพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับ พยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้น ได้มีการพิจารณามาแล้ว รับว่าร้ายแรง หากให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยอาจหลบหนีได้ ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง แจ้งเหตุผลการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้จำเลยทราบโดยเร็ว

(ไอเอ็นเอ็น, 16-3-2555)


'สุรพงษ์' ยืนยันรัฐไม่ละเลยคนจาบจ้วงสถาบัน

19 มี.ค. 55 - เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระทู้ด่วนเรื่องการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ในต่างประเทศ โดยนายประสงค์ นุรักษ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียกว่า 1,500 คน ว่า ขณะนี้น่ากังวลอย่างยิ่ง มีคนไทยในต่างประเทศดำเนินการหลายรูปแบบ และกระทำต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นการทำร้าย ทำลายสถาบันและองค์พระมหากษัตริย์ ทั้งที่เป็นคนไทยแท้ๆ แต่ไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศบางกลุ่มให้ร้ายรุนแรง ทั้งการเขียน การเจรจาสื่อสาร และการใช้ภาพที่เป็นการจาบจ้วง รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อบุคคลและกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่ทำผิดกฎหมาย ฐานบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ มีการให้นโยบายแก่เจ้าหน้าที่ไทยในต่างประเทศอย่างไร รวมถึงมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ต่างชาติและคนไทยในต่างประเทศด้วยหรือไม่ ที่ผ่านมามีการใช้ช่องว่างกฎหมายเป็นคนสัญชาติไทยแต่เปลี่ยนเป็นสัญชาติอเมริกัน ใช้พาสปอร์ตอเมริกันเดินทางเข้ามาในไทย กระทำการต่างๆ ตนอยากให้หน่วยงานรัฐของไทยใช้เครื่องตรวจสอบลายนิ้วมือแบบที่ทางสหรัฐอเมริกาใช้ จะรู้ทันทีว่าบุคคลเหล่านี้เป็นใคร แม้จะเปลี่ยนสัญชาติไปแล้ว และตนยินดีที่จะช่วยรัฐบาลหากกระทรวงการต่างประเทศยินยอมทำหนังสือมอบหมายให้ตนไปไล่สอบในเมืองต่างๆ
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ยืนยันว่าตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยึดมั่นทำตามนโยบายที่แถลงไว้จริงจัง โดยเฉพาะการดำเนินการเพื่อเทิดทูนและพิทักษ์รักษาพระเกียรติของพระมหากษัตริย์และสถาบัน กระทรวงการต่างประเทศได้ติดตาม ชี้แจง ตอบโต้การกระทำหรือรายงานข่าวในต่างประเทศที่คลาดเคลื่อน ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือการสร้างความเสียหายต่อสถาบัน หากปรากฏมีบุคคลชาวไทยในต่างประเทศมีพฤติกรรมเข้าข่ายหมิ่นหรือจาบจ้วง ทางสถานเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวร หรือสถานกงสุลใหญ่ ที่มีเขตอาณาครอบคลุมพื้นที่ที่เข้าข่ายสิ่งเหล่านี้ จะตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานให้กระทรวงการต่างประเทศทราบ ส่วนกรณีที่ทำผิดนอกอาณาจักร สำนักงานอัยการสูงสุดจะเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน และเป็นผู้รับผิดชอบคดีตามกฎหมาย เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ถ้ามีความผิดก็ต้องรับโทษไปตามกระบวนการ ส่วนการให้นโยบายแก่เจ้าหน้าที่รัฐในต่างประเทศ เราใช้แนวทางน้ำดีไล่น้ำเสีย โดยการประสานความร่วมมือทุกหน่วยงาน เผยแพร่ข้อมูลเชิงบวกเกี่ยวกับสถาบันให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแนวทางนี้เราเชื่อว่าเป็นแนวทางที่ยั่งยืนได้ส่วนการดำเนินการต่อชุมชนไทย ใช้การจัดกิจกรรมมวลชนสัมพันธ์ เพื่อเปิดช่องทางให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างข้าราชการและชุมชนไทย โดยเชื่อว่าจะเป็นวิธีชี้แจงให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่คนไทยในต่างประเทศได้ดี


(ไทยรัฐ, 19-3-2555)


"สุรชัย แซ่ด่าน-ดา ตอร์ปิโด" พร้อม 6 ผู้ต้องขังคดี ม.112 ส่งจม.ถึงนายกฯ ช่วยดำเนินการขออภัยโทษ

20 มี.ค. 55 - เว็บไซต์ข่าวประชาไท รายงานว่า รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ที่คดีเด็ดขาดแล้วรวม 8 คน ร่วมกันเขียนจดหมายจากเรือนจำถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษแก่พวกเขา โดยระบุว่า "บัดนี้พวกข้าพเจ้าทั้งหมดรู้สึกสำนึกผิดด้วยความเสียใจยิ่ง ต่อการกระทำที่ผิดพลาด จึงไม่ขอต่อสู้คดี ยอมรับสารภาพให้ศาลตัดสินใจลงโทษจนคดีถึงที่สุด และใช้สิทธิ์ยื่นเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษ จึงร้องทุกข์ต่อท่านนายกรัฐมนตรี ได้โปรดพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือพวกข้าพเจ้าให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานด้วยเถิด”

(ประชาไท, 20-3-2555)
http://www.prachatai.com/journal/2012/03/39808


เปลือย ‘ธัญสก’ ผู้กำกับหนังนวมทอง: หลักไมล์ประวัติศาสตร์-ส่วนผสมประหลาดที่ลงตัว



หลายคนอาจได้ยินข่าวการสร้างภาพยนตร์ "นวมทอง" หนังประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่กำลังเร่งระดมทุนจากประชาชนผู้สนใจมาบ้างแล้ว แต่สำหรับผู้กำกับผู้ที่จะอยู่เบื้องหลังหนังเรื่องนี้ตลอดการผลิต เขาเปิดตัว เปิดใจ ที่นี่เป็นครั้งแรก
แม้ ธัญสก (อ่านว่า ทัน-สะ-กะ)  พันสิทธิวรกุล จะไม่ใช่ผู้กำกับที่เป็นที่รู้จักสำหรับคนไทยทั่วไป แต่ในวงการหนังสั้น หนังแนว ย่อมรู้จักเขาเป็นอย่างดี เพราะความแรงในหนังของเขาที่ไม่ปิดบังเรื่องเซ็กส์ เกย์ กระทั่งอวัยวะเพศ แน่นอน หนังประเภทนี้ย่อมไม่ได้รับอนุญาตให้ฉายในเมืองไทย แต่กลับได้รับรางวัลมากมายในต่างประเทศ และได้ฉายในเทศกาลสำคัญๆ ของโลกนับร้อยแห่ง ล่าสุดคือเรื่อง The Terrorists ที่ถูกฉายในหลายเทศกาลหนังของหลายประเทศ รวมถึงในเทศกาลหนังที่เบอร์ลินเมื่อปีกลาย (ดูคลิปตัวอย่างด้านล่าง) นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัลศิลปาธร สาขาภาพยนตร์ เมื่อปี 2550
การเมืองไทยช่วงไม่กี่ปีนี้ได้เปลี่ยนอะไรไปหลายอย่าง เช่นเดียวกับชีวิตของเขา ธัญสกนิยามตัวเองว่าเป็นสลิ่มตัวแม่ที่เริ่มมาสนใจการเมืองอย่างจริงจังในช่วง 3-5 ปีนี้  โดยเริ่มต้นจาก “ความสงสัย” ในความจริงที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เคี่ยวข้น
จาก “นักไต่ลวด” ซึ่งแต่เดิมจะเล่นกับประเด็นทางศีลธรรมและเรื่องต้องห้าม เช่น เรื่องเพศ โดยนับเป็น “การต่อสู้” ชนิดหนึ่ง เวลานี้เขาเริ่มไต่ลวดเส้นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ประชาธิปไตย และเสรีภาพ โดยเฉพาะเมื่อเป็นนักไต่ลวดอิสระที่ทำงานศิลปะของตัวเองเป็นหลัก และยังชีพด้วยการ “รับจ้าง” (เฉพาะงานที่อยากรับ) ไม่ใช่คนในระบบ จึงยิ่งขับเน้นความพร้อม (ระดับหนึ่ง) ในการลงสู่สนามแห่งความขัดแย้งและแรงเสียดทาน
อย่างไรก็ตาม มันคงไม่มากเกินไป หากจะกล่าวว่านี่เป็นส่วนผสมที่น่าสนใจ เมื่อผู้กำกับแนวนี้รับกำกับหนังซึ่งเขียนโครงเรื่องและบทโดยนักเขียนใหญ่อย่างวัฒน์ วรรลยางกูร อดีตนักศึกษาที่เคยหนีเข้าป่า และโด่งดังจากการเขียนนิยาย เรื่องสั้น เพื่อชีวิตที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายลูกทุ่ง ร่วมกับ ทองขาว ทวีปรังสีนุกูล ที่เคยเขียนบทละครดังหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องสามหนุ่ม สามมุม
ธัญสกยืนยันว่า แม้จะคนละสไตล์ แต่ทั้งสามรวมกันได้อย่างดีภายใต้ความรู้สึกร่วมบางอย่าง และ “ความฝัน” ที่คล้ายคลึงกัน และหนังเรื่องนี้จะเป็น “หลักไมล์ทางประวัติศาสตร์” ทั้งในแง่การเล่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยในแบบที่ไม่มีในบทเรียน และทั้งในแง่ความพยายามจะขยับเพดานของการพูดเรื่องสังคมการเมืองไทยครั้งสำคัญ
ที่สำคัญ มันยังเป็นหนังที่มีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในแง่(หา)ทุน 3 ล้านแบบหืดขึ้นคอ
ดูรายละเอียดในไฟล์แนบด้านล่าง หรือ https://www.facebook.com/pages/Redmovie-Team/274811049262920
 000000

เข้าไปมีส่วนร่วมในโปรเจ็กต์นี้ได้ยังไง
โปรเจ็กต์นี้เริ่มก่อนเรา มีการติดต่ออีกหลายคนที่เป็นคนทำหนังในฝั่งนี้ เคยคุยกันแล้วก็หายกันไปนานมาก จนประมาณปลายปีที่แล้วก็มีการติดต่อมาใหม่ บอกว่าเขาสนใจเรา ขอนัดเจอกันหน่อย มันเป็นหนังฝั่งประชาธิปไตย ก็ลองไปคุยดู พอคุยกันแล้วหลายๆ อย่างมันค่อนข้างลงตัว ถูกใจกันพอสมควรในหลายเรื่อง จึงประชุมกันเรื่อยมา จนเริ่มทำงบ
ตอนแรกทุกคนต่าง blank มากว่างบมันควรจะเท่าไหร่ ซึ่งว่ากันจริงๆ สเกลที่ใหญ่พอสมควรแบบนี้มันน่าจะอยู่ที่ 5-10 ล้าน นี่เรียกว่าถูกแล้วนะสำหรับสเกลขนาดนี้ มีคนเยอะ เรื่องเยอะแยะมากมาย กองถ่ายมันใหญ่มาก เมื่อก่อนถูกสุดน่าจะอยู่ที่ 15-30 ล้าน แต่นั่นมันหนัง commercial แต่ยุคนี้ ยุคดิจิตอลอะไรหลายๆ อย่างมันก็ถูกลง แต่สุดท้ายแล้วมันจะฉายโรงหรือไม่ แค่ไหนนี่ก็ยังไม่มีใครแน่ใจ เราพยายามคิดงบโปรดักชั่นเท่านั้น และใช้วิธีถัวๆ กัน ก็ต้องยอมรับว่าเรากำลังทำหนังส่วนตัวเราด้วย ได้งบจากเยอรมัน โปรดิวเซอร์คนเดิมกับเรื่องที่แล้ว แล้วเราใช้วิธีดีลสองโปรเจ็กต์พร้อมกัน คือ เราใช้ทีมงานเกือบจะร่วมกัน เพื่อให้ cost มันถูกลง ไม่อย่างนั้นทำไม่ได้หรอกใน 3 ล้าน

อะไรทำให้ตัดสินใจเข้ามาร่วมทำหนังเรื่องนี้

มันหลายๆ อย่าง ตอนที่เราอ่านบท เราชอบนะ มันมีความแฟนตาซีบางอย่างที่ฉลาด แล้วก็ตลก แล้วก็ชาวบ้าน เราไม่รู้จะพูดว่าอะไร มันมีความซื่อ ตรงไปตรงมา และฉลาดในการที่จะเล่า ตอนเราอ่านเราก็ชอบแหละ แต่มันก็มีส่วนที่ไม่แน่ใจว่าที่สุดแล้วมันจะฉายได้จริงๆ ไหม เพราะเรื่องมันเปรียบเปรยอย่างตรงไปตรงมามาก แต่นั่นเป็นขั้นตอนต่อไปที่ต้องคุยกัน
แน่นอนว่า คนทำหนังมันก็มีอีโก้ของตัวเองอยู่แล้ว เราก็เลยใช้วิธีดีลว่า หนังนี่ถือว่าเป็นหนังของเขา พี่วัฒน์ พี่ทองขาว เป็นคนเขียนบท แล้วก็มีสิ่งที่เขาอยากได้เต็มไปหมด ขณะเดียวกันถ้าเป็นเราต้องยอมรับว่าเรามีอีโก้บางอย่าง เราอาจไม่ใช้วิธีเล่าเรื่องแบบนี้ ฉะนั้น ถ้าให้สบายใจทั้งสองฝ่าย ก็ถือว่าเราเป็นแขนขาแล้วกัน เขาต้องการอะไร เราก็จะคิดให้เพื่อให้มันได้ในสิ่งที่เขาต้องการ เราจะไม่ไปยุ่งกับเรื่องบท ไม่อย่างนั้นมันจะยาวนานมาก แต่ก็ไม่ใช่เราจะเสนอความคิดเห็นไม่ได้
อีกด้านหนึ่งคือ เรากึ่งๆ จะเป็น line producer  ประมาณว่าจัดการนั่น นู่น นี่ ควบคุมการผลิต ขณะเดียวกันหน้าที่ของเราคือ เราอาจต้องคอย fight ว่า เฮ้ย ตรงนี้มันแรงไปปะ ตอนแรกเรามีการเถียงกันขนาดว่าตัวละครจะใส่หน้ากากเล่นเลยมั้ย ให้เซอร์แดกกันไปเลย เราแค่กำลังนึกถึงว่า ละครคาบูกิ ละครงิ้ว ที่เราไม่ได้เห็นหน้าตัวละครจริงจัง หรือใช้หน้ากาก คนก็ยังอินได้ ถ้าเราจะทำแบบนั้นบ้าง แล้วเรื่องมันก็รองรับความเป็นแฟนตาซีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คงเลือกแล้วว่าต้องการให้คนเห็นหน้า ก็เอาตามนั้น แล้วค่อยไปแก้ปัญหากันทีหลัง

ขอโฟกัสที่บท ถ้าไอเดียหลักๆ มาจากวัฒน์ และทองขาว โดยสไตล์วัฒน์ คนก็จะนึกถึงแนวเพื่อชีวิต ผสมกลิ่นอายลูกทุ่ง

เราก็เพื่อชีวิตนะ (หัวเราะ)

ถ้ามาผสมกับธัญสกมันจะไปกันได้หรือ

ได้ เราถึงได้บอกไงว่า หนังเรื่องนี้แทบจะเป็นของพี่วัฒน์กับพี่ทองขาวเลย ถ้าเป็นเราทำเราคงไม่ทำแนวนี้ ไม่ใช่เราไม่ชอบ เราชอบ แต่นึกออกหรือเปล่าว่ามันไม่ใช่สไตล์เรา เรามีงานแบบของเรา แต่แม้เป็นหนังเขา เราก็ทำเต็มที่ เพราะว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราอยากทำ มันคือ เรารู้สึกว่าเวลาที่คุยกับพวกเขาแล้ว เขามีความฝันบางอย่างที่เรารู้สึกได้ว่า เวลาช่วงวัยหนึ่ง (หัวเราะ) พูดยังกับว่าเราแก่นักหนา เรากำลังนึกถึงว่าเรามีความรู้สึกร่วมกันมากกว่าว่ามันมีฝันที่อยากทำ แต่จะทำได้แค่ไหนในสถานการณ์จริง
วิธีการเล่าเรื่องดูเหมือนจะแตกต่างกันมาก
จริงๆ ถ้าเป็นหนังยุคทองปาน มันก็จะเล่าเรื่องต่างไป ยุคนั้นเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนสนใจเรื่องการเมือง หนังในช่วงเวลานั้นจะพูดภาพกว้างเพื่อจะมองไปยังคนเล็กๆ แต่เมื่อเราอยู่ยุคดิจิตอล เราใช้มือถือก็ได้ คุณภาพชัดพอจะฉายบนจอใหญ่ เทคโนโลยีมันเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน วัฒนธรรมเปลี่ยน คนไปคุยกันบนเฟซบุ๊ก หนังในยุคนี้มันจึงพูดเรื่องตัวเอง เราเล่าเรื่องตัวเรา เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและกำลังเล่าภาพกว้างผ่านตัวเรา เล่าเรื่องตัวเองเพื่อสะท้อนว่าโดนสังคมกระทำอย่างไร หรือสังคมรอบข้างเรามันเป็นอย่างไร

ซึ่งแนวนี้เป็นแนวที่ถนัด

ใช่ ตอนนี้ก็ยังเล่าเรื่องตัวเองอยู่ แต่มันกว้างมากขึ้นว่าเรารู้สึกยังไงกับสังคม
ส่วนกับหนังเรื่องนี้เราเชื่อว่าคนที่ทำงานด้านนี้มีสิ่งที่อยากทำตลอดเวลา แต่อยู่ที่ว่าจะทำมันออกมาได้ยังไง เพราะ ณ เวลานี้ ถ้าเป็นดาราหรือผู้กำกับทำหนังแบบนี้ก็จะต้องโดนเล่น  เรามีความรู้สึกร่วมกันตรงนี้ด้วยเพราะเราก็โดนเหมือนกัน แม้ไม่ได้รับแรงกดดันขนาดเขาเพราะไม่ได้ทำงาน commercial  แต่เราเชื่อว่าโปรเจ็กต์แบบนี้ถ้าหาคนอื่นมากำกับมันก็ยาก (หัวเราะ) มันต้องพร้อมมากที่จะต้องโดนเยอะ
ขนาดที่ผ่านมาก็โดนสาหัสทีเดียว เราพยายามทำตัว low profile พอสมควร ไม่ได้เล่นตัวอะไรเลย แต่เหมือนกับเราต้องอยู่ให้ได้ด้วยในการจะทำงานของเรา เลยต้องทำตัว low profile

ที่ผ่านมาโดนอะไร และกังวลว่าจะโดนอะไรต่อไป

เราโดนให้ออกจากมหาวิทยาลัยที่สอนอยู่ เราโดนเอาชื่อไปลงใน ASTV ช่วงล่าแม่มด แต่เราพยายามไม่ให้เป็นประเด็น ไม่เถียง โชคดีที่มันก็เงียบๆ ไป ส่วนเรื่องย้ายมหาวิทยาลัยนี่เป็นเรื่องงี่เง่าที่สุดในชีวิตแล้วที่เคยเจอมา เราไม่สามารถจะพูดข้อเท็จจริงบางประการได้ ขณะเดียวกันในฐานะที่เราเป็นครู เราค่อนข้าง อะไรดีวะ รู้สึกแย่กับสังคมแบบนี้ เราหลอนให้คนรุ่นต่อจากเราอยู่ในความเชื่อแบบที่มันไม่ถูกแล้วเราไม่มีสิทธิพูดความจริง ตอนนี้เราเลยย้ายไปอยู่หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (หัวเราะ) ซึ่งน่าแปลกใจมากเขาไม่ได้มาวุ่นวายอะไรกับเราเลย  เทอมหน้าก็จะสอนที่หอการค้าอีกที่หนึ่ง

ถ้าเปิดตัวมากับหนังเรื่องนี้ คาดการณ์ไหมว่าจะเจอแรงเสียดทานอะไรบ้าง
ไม่รู้ เราก็ไม่รู้ คือมันมีอีกเรื่องหนึ่งไม่รู้เกี่ยวกันไหม บางอย่างเองเราก็อยู่ในภาวะที่ไม่ฉลาดพอในช่วงเวลาหนึ่งเหมือนกัน จะพูดยังไงดี เราเป็นคนที่อะไรก็ตามที่เรารู้สึกไม่ยุติธรรม เราก็จะพูดมันตรงไปตรงมาเลย สองปีที่แล้ว ที่เขาเอาเงินมาให้คนทำหนังทั่ววงการในยุทธจักร พอดีช่วงนั้นเราได้รางวัลศิลปาธร กระทรวงวัฒนธรรมก็เอ็นดูเราอยู่พักหนึ่ง เขาก็เลยยื่นโปรเจ็กต์มาให้ว่าเขาต้องการให้ทำหนังโดยการใช้แนวคิดของในหลวง เขาส่งให้คนทั่ววงการ และเน้นที่ศิลปาธรเสียส่วนใหญ่ก่อน เขาก็โทรมาว่าจะทำไหม ให้เอาเศรษฐกิจพอเพียงมา adapt ให้เวลา 10 นาที ให้ 1 ล้านบาทจากเงินไทยเข้มแข็ง แต่เราจะทำได้ไง ในเมื่อเราไม่เชื่อในแนวคิดนี้ เราก็เลยบอกว่าเราไม่ว่าง แล้วเขาก็ต้องการจดหมายยืนยันว่าเราไม่ว่างเพราะอะไร เราเลยอีเมลบอกไปตรงๆ หลังจากนั้นกระทรวงก็ไม่ติดต่ออะไรเราอีกเลย

ต้องยอมรับเป็นเรื่องที่ตัดสินใจอยู่นาน ตอนที่จะรับว่าจะทำเรื่องนี้ ถ้าพูดตรงๆ เราอายุ 39 แล้วปีนี้ แล้วคนเราก็อยู่ได้ไม่นานหรอก เราคิดว่ามันไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่แล้ว แล้วถึงวันนึงทุกคนก็ต้องตาย ที่ผ่านมาเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับจิตใจ กับชีวิต ทั้งโดยส่วนตัวเราและหลายๆ คนมากๆ ซึ่งเรารู้สึกว่า มันเหมือนเป็นการต่อสู้อย่างหนึ่ง แล้วมันมีคนที่เขาตายกันอีกมากมาย แม้แต่ในเรื่องนี้เรากำลังเล่าถึงคนที่ตายด้วยความอยุติธรรมอันนี้...ทำไมเราจะพูดไม่ได้วะ ฉะนั้น มันเลยเหมือนกับว่ามันไม่ใช่แค่เราที่ต้องมารับแรงกดดันนี้ และถ้าจะเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วมันน้อยกว่ามากๆ กับคนที่ต้องมาเสียชีวิต ติดคุก หรืออะไรก็ตาม เราเลยแบบ เอาเหอะ ถ้าจะโดนก็โดน (หัวเราะ)
เลยเป็นคำตอบสำหรับเมื่อกี๊ว่ามันจะเข้ากันได้ยังไง เรามีหนังสไตล์เรากับหนังสไตล์เขา มันมีความรู้สึกร่วมกันตรงนี้ เราเลยรู้สึกว่า โอเคพี่ เราทำได้

กลับมาที่บท แสดงว่าหนังเรื่องนี้จะต้องพูดถึงอะไรที่พูดลำบากมากพอสมควร
ตอนมันเป็นบทมันก็เต็มที่แหละ ถึงเวลาเราต้องมาคุยกันอีกเยอะ

เพราะเป้าอยากจะฉายตามโรงทั่วไปด้วย
เป้าแรกสุด ใช่ แต่ตอนนี้มันก็อยู่ที่ดีลว่าเราต้องการแค่ไหน อย่างเช่น ตอนนี้เราเสนอว่า ถ้าจะฉายโรงเราอาจต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง อาจต้องตัดบางอย่างออก แต่จะตัดโดยที่เรียลไทม์ คือ เป็นฉากดำ เหมือนเวลาที่เราอ่านหนังสือแล้วขีดคำออก ให้รู้ว่าตัดอะไรออกไปบ้าง แต่วิธีแบบนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำ หนังพี่เจ้ยเรื่องแสงศตวรรษก็ใช้วิธีแบบนี้อยู่

ต้องผ่านกรรมการเซ็นเซอร์ด้วย
ใช่ ก็ไม่รู้จะได้แค่ไหน แต่เราเชื่อว่าทุกประเทศมีปัญหาอยู่แล้ว อย่างอิหร่านก็มีปัญหาการเมืองของเขาเต็มไปหมด ประเทศใดก็ตามเมื่อมีปัญหาความไม่เป็นธรรม คนมันมีทางออก เราอาจจะพบว่าหลังจากเรื่องนี้ อาจมีหนังอีกหลายๆ ที่กล้าที่จะพูดอะไรแบบนี้มากขึ้นก็ได้ เราก็ไม่รู้ว่า รัฐไทยจะพยายามห้ามไปทำไม ในเมื่อรู้อยู่ว่ายิ่งห้าม ยิ่งเป็นประเด็น ยิ่งห้าม ยิ่งมีคนอยากทำ

ได้ข่าวว่ามันไม่ใช่เฉพาะประเด็นลุงนวมทอง แต่เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยกบฏหมอเหล็ง ยัดเข้าไปได้ยังไงชั่วโมงครึ่ง จะเครียดนรกเลยไหม

ไม่ เขาเล่าแบบตลก มัน radical แต่ไม่ได้ radical แบบเหยียดหยามนะ อาจจะเหยียดหยามตัวเองมากกว่า เหมือนเย้ยชะตากรรมว่าทำไมชีวิตพวกกูถึงได้ซวยกันแบบนี้วะ แล้วก็รวมเอาคนที่มีชะตากรรมแบบนี้ในอดีตมารวมกัน ลุงนวมทองในเรื่องนี้แทบจะเป็นสมาชิกใหม่ของโลกในเรื่อง เพื่อที่เขาจะต้องเลือกอะไรบางอย่าง ต้องไปดูกันว่าเขาต้องเลือกอะไร แล้วเขาก็ย้อนกลับไปว่าสมาชิกเก่าๆ ที่มาต้อนรับเขาเจออะไรมาบ้าง มันน่าสนใจว่า มันทำให้คนฉุกคิดว่า ความอยุติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นมาช่วงไม่กี่ปีนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาในช่วงที่มีทักษิณ แต่มันอาจเกิดขึ้นมาตั้งแต่ 80 ปีมาแล้วก็ได้

ดีไม่ย้อนถึงพระเจ้าตาก
ไม่แน่นะ บทยังไม่เสร็จ (หัวเราะ)

หนังเรื่องนี้คนก็จะตีตราว่ามันเป็นหนังเสื้อแดง คิดต่อเรื่องนี้ยังไง
จะพูดว่าไงดี สมมติว่า ตัวเราเอง คนที่เสื้อแดงมากๆ ก็อาจจะมองว่าเราโคตรสลิ่มเลย คนที่เหลืองๆ ก็จะมองว่าเราโคตรแดงเลย แต่เราไม่แคร์อยู่แล้วว่าใครจะมองเรายังไง เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร คนไทยมันชอบสร้างวาทกรรมบางอย่างว่า เสื้อแดงเป็นควาย โง่ เราเชื่อว่าถ้าใช้สมองคิดจะรู้ว่าเขาไม่ได้โง่ คนอายุเยอะขนาดนี้ แล้วมารวมกันมากมายขนาดนี้ แล้วก็มีคนหลายระดับขนาดนี้ จะมาครอบงำกันได้ง่ายๆ หรือ แล้วตัวเราเองก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ไม่ใช่เพิ่งจบใหม่แล้วอยากทำหนังถึงจะไปโดนหลอกให้ทำ พูดตรงๆ ถ้ามีคนมาจ้างเราร้อยล้านทำหนังที่เราไม่อยากทำ เราก็ไม่ทำ แต่อันนี้ งบมันต่ำกว่าเกณฑ์มาก แต่ในเมื่อเราอยากทำ เราก็ต้องดิ้นรนทำ

แล้วคิดว่ามันจะเจาะใจ เข้าถึงคนในสังคมที่ไม่ใช่เสื้อแดงได้ไหม หรือว่านั่นไม่ใช่ประเด็นที่แคร์
เราพูดจริงๆ เราไม่รู้หรอก พูดอย่างตรงไปตรงมา เท่าที่เราอ่าน เราคิดว่าคนเสื้อแดงจะชอบ ขณะเดียวกันคนที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ก็น่าจะชอบ แต่เราไม่แน่ใจเลยว่า คนอีกฝั่งที่เขาไม่ได้สนใจ หรือไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์จริงจังหรือถูกครอบงำบางอย่าง เขาอาจจะไม่สนใจก็ได้ เขาดูแล้วอาจจะด่าทอก็ได้ แต่ ณ เวลานี้น่ะ เรามีหนังอีกด้านหนึ่งเต็มไปหมด มันเยอะเกินไปแล้ว สองปีที่แล้ว ในรัฐบาลที่แล้วให้เงินงบไทยเข้มแข็งกับคนทำหนังทำหนังออกมาเยอะมากซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์อันใดกับประชาชน เนื้อหายังคงครอบงำแบบเดิมๆ ที่พิสูจน์ไม่ได้ เราไม่ได้ว่าวัฒนธรรมแต่เดิมเราเป็นสิ่งเลวทราม แต่ในโลกนี้มันมีวัฒนธรรมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา มันมีคนหลายกลุ่มที่เราต้องยอมรับมากขึ้นว่า เขาคิดไม่เหมือนเรา  เอ๊ะ ฉันตอบคำถามไหมนะ

ตอบว่ามันอาจจะไม่สามารถเข้าถึงคนกลุ่มอื่น
จะสรุปอย่างนั้นไม่ได้เหมือนกันนะ เราแค่จะบอกว่า เราไม่รู้ เอางี้ เราเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราอยู่อีกข้างนึง เราไม่สนใจเรื่องการเมือง แล้วเราก็เป็นส่วนหนึ่งของคนที่ไม่ชอบทักษิณ ไม่ได้บอกว่าเราชอบมากขึ้น แต่เรามองอีกมุมนึง เวลานั้นเราไม่ชอบทักษิณเพราะมีการปลุกความคิดให้เกลียดทักษิณ โดยที่เราไม่สนใจด้วยว่าเพราะอะไร ไม่เคยไปอ่านเหี้ยห่าอะไรเลย (หัวเราะ) ก็แค่เขาบอกกันว่าทักษิณมันเลว แต่เอาเข้าจริงเราไม่สนใจการเมืองเลย แล้วเราก็ค่อนข้างซาบซึ้ง จนกระทั่งทุกๆ อย่างมันชัดมากขึ้น
สิ่งแรกที่ทำให้เรารู้สึก “สงสัย” บางอย่างอย่างแรงกล้า หลังจากเริ่มสนใจการเมืองบ้างแล้ว คือ วันหนึ่งเราตื่นเช้ามาก ประมาณตีสี่ ช่วงนั้นคือสงกรานต์เลือด (2552) เปิดทีวีมาดู ทุกช่องเป็นแบบเดียวกัน ถ่ายภาพไกลๆ เห็นอนุสาวรีย์ชัยมีไฟไหม้ แล้วบอกว่าพวกเสื้อแดงมาบุกเมือง เตรียมรถแก๊สจะมาเผาโน่น นั่น นี่ เราก็ เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้นวะ แล้วในเฟซบุ๊กก็มีคลิปผู้หญิงเสื้อแดงที่ถูกกระชากผม (บริเวณถนนราชปรารภ) ก็มีการด่าทอกันไปมาสองฝั่งบนหน้าวอลล์ เราก็ไม่ได้อะไร อาจเข้าไปโต้เถียงบ้างว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปกัน แล้วเราก็ได้เห็นคลิปทั้ง 2 อัน อันที่ตัดต่อแล้วแล้วอยู่ในทีวี ประมาณว่าเสื้อแดงมันก้าวร้าว มันด่า มันถุยน้ำลาย จนเขาทนไม่ไหวต้องกระชากผมมัน แต่คลิปที่ได้ดูเต็มๆ ที่ปรากฏในยูทูปและคนรู้จักเราเองที่เป็นคนถ่าย โดยที่วันหนึ่งมันก็ต้องลบเพราะกลัวโดนล่าแม่มด แต่เราได้ทันดูพอดี คือ ก่อนหน้านั้นมันเป็นภาพของผู้หญิงคนนี้ เขาร้องแบบตกใจมากว่าเมื่อเช้ามันเกิดเรื่องรุนแรงมาก เราเป็นคนทำหนัง โดยเฉพาะหนังสารคดี พูดตรงๆ ไม่ได้อยากจะอวด คนทำหนังสารคดีจะมี sense อย่างหนึ่งว่า เวลามีกล้องอยู่ คนจะมีพฤติกรรมยังไง คนมักจะเข้าใจว่าการสัมภาษณ์หรือการถ่ายทอดเรื่องราวสารคดีหรือข่าวคือการพูดตรงไปตรงมา มันไม่ใช่ ทุกครั้งที่มีอะไรมาจ่อเราแล้วบันทึก เราต้องสร้างภาพเสมอ มันคือความจริงที่เราอยากให้คนอื่นรู้ แต่ว่าภาพที่เราเห็นอันนั้น มันเป็นภาพที่..มันเป็นความรู้สึกที่รุนแรง ไม่สนใจอีกแล้วว่ากล้องจะจับอยู่ แล้วก็รู้สึกมากๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ความรู้สึกแบบนี้มันแสดงกันไม่ได้ คนทำหนังถ้าได้ดูคลิปพวกนี้น่าจะดูออกว่าอะไรที่มันตอแหล อะไรที่มันจริง ตอนนั้นเรารู้สึกเกิดความสงสัยว่า เขาเจออะไรมา เขาถึงพูด แสดงออกมา แล้วทำไมเขาถึงต้องโดนแบบนี้ ประกอบกับคลิปที่เห็นในข่าวมันเป็นอีกเรื่องนึง จุดนี้เป็นตัวที่เราแทบจะกระโดดสู่อีกโลกนึงเลย
ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ก็เริ่มสนใจแล้ว เพราะมีอะไรหลายอย่างไม่ชอบมาพากล แต่ไม่ได้อะไรมาก จนกระทั่งเจอคลิปนี้ และเหตุการณ์สงกรานต์เลือดแล้วมันก็กระโดดไปเลย มันเหมือนจิ๊กซอว์ที่มันหายไป แล้วมันเจอ มันก็เลยหยุดไม่ได้
อีกเรื่องที่ทำให้เราเฮิร์ตหนักมากคือเรื่องพี่เหน่ง (พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ-พ่อน้องเฌอ ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553) หลัง 10 เมษาเรายังเจอกันอยู่เลย ลูกพี่เหน่ง ทำกิจกรรมหลายอย่างด้วยกัน ผ่านไปอีกสองอาทิตย์ เรายังถ่าย Terrorists อีกแบบหนึ่งอยู่เลย ตอนแรกเราไม่ได้ทำแนวการเมือง เพราะเราเบื่อการเมืองแหละ (หัวเราะ) สลิ่มมั้ย แต่พอหลัง 10 เมษาอะไรหลายอย่างมันบอกเราว่าไม่ทำไม่ได้แล้ว เราเลยเขียนเมลไปบอกแหล่งทุนว่าเราขอเปลี่ยนโปรเจ็กต์แหละ เราไม่อธิบายอะไรด้วย แต่เราขอเปลี่ยนมาพูดเรื่องการเมือง จากนั้นอีกไม่ถึงอาทิตย์ก็มารู้ข่าวว่า น้องเฌอเสียชีวิต ...คือ..เราไม่รู้จะพูดว่าอะไรดี จะบอกว่าการเมืองไม่มีผลกระทบกับเราไม่ได้ ไม่ว่าจะอย่างไรมันล้อมรอบตัวเราไปหมด อะไรก็ตาม เราไม่โกรธเท่าใครก็ตามที่โดนฆ่า มันแย่ มันน่าขายหน้า น่าตลกมาก ที่ประเทศไทยสอนว่าเราเมืองพุทธ ไม่ควรฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เราสงสารเหลือเกินหมาแมวโดนทำร้าย แต่พอเวลาคุณเห็นว่ามีคนเห็นต่างกับคุณ คุณกลับลุกฮือมาบอกว่า “ฆ่ามันๆ” ล่าแม่มดมัน

ในหมู่เสื้อแดงเองก็มีคนหลายเฉด หลายแบบ รสนิยมก็แตกต่างกันพอสมควร เอาง่ายๆ แค่มวลชนส่วนใหญ่ที่เป็นเสื้อแดงรากหญ้ากับพวกคนชั้นกลางในเมืองที่เถียงกันในเฟซบุ๊กก็น่าจะมีความชอบ มีสไตล์ที่ต่างกัน ฉะนั้นหนังเรื่องนี้จะอยู่ตรงไหน
เราเชื่อว่า คนที่เขามีจิตใจประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นกลางหรืออะไร เขาค่อนข้างมีใจเปิดกว้าง ตอนเราอ่านบทเรื่องนี้เรารู้สึกว่ามันชาวบ้านมากๆ แต่ไม่ใช่แบบที่ต้อง อี๋ เราจะพูดยังไงดี หลังจากที่เราเริ่มตาสว่าง เรารู้สึกว่า “ชาวบ้าน” ฉลาดกว่าพวกเราอีก เขารับรู้ และเจออะไรแบบนี้มาก่อนเรา แล้วเราเชื่อว่าคนที่ใจประชาธิปไตยเข้าใจได้ไม่ยากหรอกกับเรื่องที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้
เท่าที่เราอ่าน มันมีความร่วมสมัยหลายอย่างในวิธีการเล่า ค่อนข้างทันสมัยเลยทีเดียว นี่พอจะรู้ใช่ไหมว่ามันแฟนตาซี

รู้มาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าแฟนตาซียังไง
มันเหมือนการคุยกันในร้านเหล้า แล้วก็ก้มมองใต้หว่างขาแล้วเห็นโลกอีกโลกหนึ่ง มันเป็นภาพเปรียบเทียบด้วยเพราะเมื่อคุณมองลอดใต้หว่างขา มันเป็นความเชื่อว่าคุณจะเห็นผี ขณะเดียวกันในเชิง visual ก็เห็นว่าอนุสาวรีย์มันกลับหัว แล้วเราจะพบว่าความจริงเมื่อย้อนกลับไปมันกลับตาลปัตรอย่างยิ่ง เราเลยรู้สึกว่ามันฉลาดมากที่จะเปรียบเทียบ ขณะเดียวกันเรื่องที่เล่ามันก็ชาวบ้านมากๆ เราเลยคิดว่ามันน่าจะโดนใจหลายกลุ่ม แต่ไม่ว่าอย่างไร มันก็คือหนังเรื่องนึง ก็ย่อมมีคนชอบ และไม่ชอบ แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นหลักไมล์อย่างนึงว่าเรากำลังเริ่มที่จะทำ ไม่ใช่ก่อนหน้านี้มันไม่มี มีแต่มันก็หลบๆ ซ่อนๆ แล้วก็หวังว่าจะมีหนังที่จะสามารถพูดได้มากขึ้น
ประเทศอื่นเขามีหนังเยอะแยะมากมาย บ้านเรายังล้าหลังอยู่มาก ยังคงอยู่กับโลกของตัวละครที่ flat แบนมากๆ ขณะที่โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว
ช่วงนี้มันเป็นช่วงการเรียนรู้ของคนไทยเลยแหละว่า อะไรคือประชาธิปไตย อะไรไม่ใช่ แม้แต่เราเองก็ตามที่กำลังเรียนรู้อะไรมากขึ้น แม้ว่าอายุขนาดนี้ จะตายห่าอยู่แล้วเนี่ย (หัวเราะ) มันน่าเศร้าเหมือนกันที่เราอยู่ในประเทศที่หลอนคนกันมาชั่วชีวิต

โดยเฉพาะพวกทำงานศิลปะด้วยใช่ไหมที่จะ sensitive กับเรื่องนี้
คนทำงานศิลปะประเทศนี้น่ารังเกียจที่สุดในโลกแล้ว คนทำงานศิลปะประเทศอื่น รับเงินรัฐ เพื่อจะมาด่ารัฐ แต่คนทำงานศิลปะประเทศนี้รับเงินรัฐเพื่อเลียแข้งเลียขารัฐ ไม่เคยเห็นประเทศไหนน่ารังเกียจเท่าศิลปินประเทศนี้ อันนี้ขอลง

คิดว่าเรื่องนี้เป็น propaganda ของเสื้อแดงไหม
เป็นคำถามที่ตอบยากมาก คำว่า propaganda ในที่นี้มันขึ้นอยู่กับว่าคนเชื่อว่าอะไร โฆษณาชวนเชื่อเนี่ยมันเกิดขึ้นเพื่อทำให้เชื่อเรื่องๆ หนึ่งอย่างมากๆ ทำทุกอย่างให้คนเชื่อ ในด้านหนึ่งทุกวันนี้ทั้งสองฝั่งมันถูกทำให้เป็นความเชื่ออยู่แล้ว ฝั่งเราแทบจะดูเหมือนไม่มีหลักฐาน หรือพิสูจน์ไม่ได้ ทั้งที่มีหลักฐาน อยากพูด แต่พูดไม่ได้ เพราะกฎหมายหรืออะไรก็ตามมากดไว้ ดังนั้น มันก็อาจจะยังเป็นโฆษณาชวนเชื่อสำหรับใครอยู่ดี แต่ไม่ว่ามันจะเป็นโฆษณาชวนเชื่อหรือเปล่า มันเป็นการเริ่มที่จะทำ แค่เริ่มทำ เพราะอีกฝั่งมี propaganda เป็นร้อยเป็นพันเรื่อง อย่างน้อยมันก็พยามยามสร้างทางเลือก
แล้วยิ่งน่ารังเกียจใหญ่ ตอนเงินไทยเข้มแข็งเมื่อสองปีที่แล้ว รัฐบาลให้เงินส่วนหนึ่งมาทำหนัง propaganda ด้วยซ้ำ กฎแรกๆ ที่กระทรวงวัฒนธรรมเขียน มันเข้าข่าย propaganda ทั้งนั้น ห้ามทำโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวกับศาสนา การเมือง และเป็นภัยต่อความมั่นคง ห้ามพูดอะไรก็ตามที่ล่อแหลมต่อความมั่นคงของชาติ  คือคุณมี agenda อยู่แล้วว่าอะไรคือความมั่นคงของชาติ แล้วคุณให้เงินจำนวนนี้ เยอะมาก ถ้าจำไม่ผิด 250 ล้านให้กับพระนเรศวร ส่วนงบที่เหลืออีก 250 ล้านให้ถัวเฉลี่ยไปกับหนังเล็กหนังน้อย ทีวี และเกมส์ ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องอยู่ในหลักคุณงามความดีอันดีงามที่ทึกทักเอาเองว่าสิ่งนี้ดี ลองมองประเทศอื่นที่เขาให้ทุนทำหนัง มันท้าทายมาก เพราะสิ่งที่เขาทำคือเขาสามารถวิจารณ์ประเทศตัวเองได้
ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ เราแทบไม่รู้จักมาก่อนเลยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เราเพิ่งมารู้จักหลังปี 1993 เพราะก่อนหน้านั้นเกาหลีใต้ตกอยู่ภายใต้เผด็จการทหารอยู่ 40 ปี พัฒนาการของเกาหลีไม่มีอะไรคืบหน้าเลย แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนรู้จักดี แล้วเราเพิ่งไปเทศกาลหนังของเกาหลี ฉายที่หมู่บ้านรอยต่อระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ โดยที่เรื่องทั้งหมดต้องเกี่ยวกับประชาธิปไตย เราก็ไปฉายเรื่อง Terrorists เขาเปิดกว้างมากในการให้ทำหนังที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐ ในปี 93 สาเหตุที่มันเริ่มเป็นประชาธิปไตย เพราะมีประธานาธิบดีที่มาจากพลเรือนเป็นครั้งแรก แม้ว่าจะเป็นพลเรือนฝ่ายขวาอยู่ดี แต่ว่าก็ค่อนข้างจะรับฟัง เช่น ในวงการหนัง มันระดมคนในวงการทั้งหมดมาร่วมคุยกันว่าจะเอายังไงกับวงการภาพยนตร์ ตอนนั้นเกาหลีมีเรื่องขายหน้าอยู่เรื่องนึงคือเทศกาลหนังปูซาน ซึ่งเพิ่งจัดมาสิบกว่าปี แต่ตีตลาดมาก ใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชีย แต่เกาหลีก็มีเรื่องขายหน้า เพราะแบนหนัง 3 เรื่อง เป็นหนังเกย์ล้วนๆ จบเทศกาล นักข่าวก็เขียนโจมตีกันใหญ่ว่าล้าหลัง สุดท้ายต้องระดมคนในวงการหนังมาเขียนกฎหมายใหม่ ไม่ให้อายชาวโลก หลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปทันที เปิดกว้างมาก ขนาดมีฉายหนังเกย์โดยเฉพาะเลย ถามว่ามีคนต่อต้านไหม มีอยู่ตลอดเวลา มันก็มีคนประท้วงไม่เห็นด้วย แต่เขามีการประชุมแล้วรับฟังกัน แต่บ้านเรามันพูดไม่ได้เลย แม้แต่หนังที่เคยทำซึ่งด่าทักษิณด้วยซ้ำเรื่องตากใบแต่ก็ถูกห้ามฉาย เพราะไปแตะทหาร (This Area is under Quarantine)
เราเป็นศิลปาธร เคยเข้าประชุมหลายหน ประเด็นที่ได้ยินบ่อยมากคือ ทำยังไงถึงจะสู้เกาหลีได้ มองแค่ว่าจะขายของสู้เขายังไง แต่ไม่เคยมองเลยว่าเพราะเขาเป็นประชาธิปไตยไงเขาถึงทำได้ ถ้าแก้ให้เป็นประชาธิปไตย สามารถรับฟังคนได้ทั้งหมดทั้งมวล พูดคุยกันได้ คุณทำได้ไปตั้งนานแล้ว แต่ดันเสือกมาหมกมุ่นเรื่องโง่ๆ และมองว่าจะขายของยังไงซึ่งเป็นปลายเหตุ มองว่าคนมาเมืองไทยเพราะเป็น land of smile มีผ้าไหม อะไรแบบนี้
หรืออย่างพม่า ตอนนี้เขาก็ก้าวไปเร็วมาก น่าสนใจมาก โอเค ในด้านหนึ่งเราก็พอจะรู้ว่าพม่าเพิ่งเปิดประเทศก็ต้องเอาใจทุกฝ่าย ต้องแสดงภาพว่าเป็นประชาธิปไตย แต่มันกำลังไปสู่เกาหลีใต้แรกๆ ที่ผ่านมาเพิ่งจะมีเทศกาลหนังที่ค่อนข้างเปิดกว้างจริงๆ พูดเรื่องประชาธิปไตย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา จัดโดยนักแสดงตลกคนหนึ่งที่โดนขังคุกตั้งแต่ช่วง 8888 เพิ่งถูกปล่อยตัวเมื่อปีที่แล้ว คนให้รางวัลคือ ออง ซาน ซู จี แถมหนังในเทศกาลก็ไม่ต้องส่งให้เซ็นเซอร์ด้วย มันน่าสนใจไหมล่ะ ประเทศเราด่าว่าพม่าล้าหลังไม่ได้แล้ว ขนาดที่มึงกำลังเซ็นเซอร์หนังตลอดเวลา แล้วเสแสร้างเป็นประชาธิปไตย  อีกหน่อยจะสู้พม่าไม่ได้ หนังเขาก็น่าสนใจมาก อันหนึ่งคือพูดถึงกระบวนการเซ็นเซอร์ในพม่าว่ามันโง่เง่ายังไง เป็นหนังล้อเลียนตลกๆ หรือเรื่องเกี่ยวกับการประท้วงของพระพม่า สามารถดูได้ในยูทูปทุกเรื่องเลย เพราะรัฐบาลพม่าเพิ่งเลิกบล็อคยูทูป สิ่งเหล่านี้ก็อยู่บนนั้นหมด คนเข้าดูได้หมด มีซับอังกฤษให้คนดูรู้เรื่องด้วย

คำถามเบาๆ  จะเปิด casting-คัดเลือกดาราไหม
เปิดๆ กล้ามั้ยล่ะ (หัวเราะ) ตอนแรกถึงกับเถียงว่าจะใส่หน้ากากไหม เพราะไม่รู้จะมีผลกระทบอะไรไหม แต่สำหรับคนดูเขาย่อมคาดหวังจะเห็นดารา แบบ ดารา เลยอยู่ในหนัง คำถามคือ จะมีใครกล้าเล่นป่าววะ อันนี้ก็ต้องรอดู พิสูจน์ใจ แต่ยังบอกไม่ได้ ยังไงก็ตามเราก็ต้องการคนธรรมดานะ มันเปิดพื้นที่อยู่แล้ว

0000000


หมายเหตุ ต้องการร่วมระดมทุน สามารถโอนเงินเข้าบัญชีชื่อ: นายอภิรักษ์ วรรณสาธพ และนายอานนท์ นำภา และนายปณัท นิตย์แสวงเลขที่บัญชี: 691 – 0 – 10054 – 9 ธนาคารกรุงไทย สาขาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์


ตัวอย่างบางส่วนของหนังเรื่อง "ก่อการร้าย" (The Terrorists)


AttachmentSize
Proposal-budget-form_Nuamthong(Thai).pdf129.71 KB









วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

จี้กทม.รับมือโป๊เปลือยช่วงสงกรานต์-พร้อมขอพื้นที่เล่นน้ำปลอดภัยให้เด็ก-ผู้หญิง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 มี.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่ศาลาว่าการกทม. นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิชายหญิงก้าวไกล และสมาชิกมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครือข่ายเฝ้าระวังแอลกอฮอล์กรุงเทพ และเครือข่ายเกสรชุมชน กว่า 50 คน เข้ายื่นมาตรการในการป้องกันปัญหาความรุนแรง การคุกคามทางเพศและอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่อ พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าฯกทม.

โดยนายจะเด็จ กล่าวว่า มาตรการในการป้องกันปัญหาความรุนแรง การคุกคามทางเพศและอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีดังนี้ 1. การวางแผนเชิงรุกรับมือกับปัญหาและพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ อาทิ สร้างกลไกระงับเหตุ การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ การรับแจ้งข่าวร้องทุกข์ และหากพื้นที่ใดที่จัดงานแล้วเกิดเหตุโดยมิได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขพื้นที่นั้นจะต้องรับผิดชอบ

2. มีนโยบายให้แต่ละเขตจัดพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อความปลอดภัยกับผู้หญิงและเด็กและเป็นการลดพื้นที่เสี่ยง 3. ขอให้เข้มงวดกับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็ก คนเมาขาดสติ ขายโดยไม่มีใบอนุญาต รวมถึงการเร่ขายและขอให้เร่งประชาสัมพันธ์ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ข้อสำคัญคือกำชับเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่เป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง

และ 4. ขอให้พึงตระหนักว่าการทำกิจกรรมร่วมกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กทม.จะตกเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ รวมทั้ง CSR ให้ธุรกิจบาป และมีความหมิ่นเหม่ต่อการกระทำความผิดพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ทั้งมาตรา 30 และมาตรา 32

ด้านพญ. มาลินี กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่กลุ่มเครือข่ายและเยาวชนตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว กทม. โดยสำนักอนามัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีมาตรการดูแลเรื่องนี้มาโดยตลอด ในทุกๆ เทศกาลได้มีการออกหนังสือเตือน เพื่อป้องกัน ปราบปรามและแนะแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้สำนักงานเขตในฐานะเจ้าพนักงานเข้าควบคุมดูแลพื้นที่ที่รับผิดชอบไม่ให้เกิดเหตุอันไม่พึงประสงค์

อีกทั้งมีโครงการต่างๆ ที่ชักชวนให้ประชาชน เยาวชน หันมาให้ความสนใจกับพระพุทธศาสนาและห่างไกลจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเทศกาลสำคัญๆ อาทิ โครงการสวดมนต์ข้ามปี ในเทศกาลปีใหม่, โครงการรักแท้รักธรรม ในวันวาเลนไทน์, โครงการธรรมะในสวน เป็นต้น

สำหรับการจัดงานสงกรานต์ในปีนี้ ผู้บริหารกทม.มีนโยบายให้สำนักงานเขตเป็นผู้จัดงานในพื้นที่เขต เพื่อให้การดูแล ควบคุมพื้นที่ให้ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นผู้จัดงานจะทำให้การควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นไปได้ยาก โดยในทุกพื้นที่ของการจัดงานจะมีการติดป้ายเขตปลอดแอลกอฮอล์ เพื่อเป็นการเตือน ซึ่งหากพบมีการฝ่าฝืน หรือมีพื้นที่ใดจัดงานไม่เหมาะสม ขอให้แจ้งกทม. ที่สายด่วน โทร. 1555 หรือสำนักงานเขต เพื่อกทม. จะได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการพร้อมกับจัดเจ้าหน้าที่เทศกิจสนับสนุนการทำงานด้วย

สนธิ ยัน เปรม ไม่เกี่ยวปฏิวัติ




จากกรณีที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ถามว่า ใครที่อยู่เบื้องหลังจากปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 โดยได้พาดพิงถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่าเป็นคนบงการใช่หรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่มีคนรู้แค่ 2 คน เพราะเป็นเรื่องใหญ่ จะให้คนรู้เกินนี้ไม่ได้
เรื่องที่ พล.อ.เปรม ถึงพาดพิงว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการปฏิวัติว่า เป็นไปไม่ได้ ที่ท่านจะทราบเรื่องพวกนี้อย่างแน่นอน ส่วนที่ พล.ต.สนั่น กล่าวถึง อำมาตย์ ตนก็ไม่เข้าใจว่า นิยามคำว่า อำมาตย์ ของ พล.ต.สนั่น นั้นหมายถึงใคร ตน ข้าราชการ หรือใคร ช่วยตอบคำถามตนที
สำหรับกรณีที่ พล.ต.สนั่น อ้างว่า พล.อ.เปรม เคยประสานผ่าน พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีต ผบ.สส.ให้บอกความจริงกับประชาชนเรื่องปฏิวัติ ตนขอชี้แจงว่า ตนไม่เคยคุยกับ พล.อ.มงคล ตั้งแต่ตนเป็น ผบ.ทบ.ใหม่ๆ ก็ได้เจอเพียงสองสามครั้ง แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้เจออีก และสิ่งที่อ้างว่า พล.อ.เปรม ฝากบอกนั้น ตนก็ไม่ทราบว่า พล.อ.เปรม ท่านได้สั่งอะไรมา ต้องไปถาม พล.ต.สนั่นเอง คำถามเหล่านี้ ถามตนมาตลอด 6-7 ปี และในขณะที่เหตุการณ์บ้านเมืองกำลังจะเกิดความปรองดอง ทำไม พล.ต.สนั่น จะต้องนำมาถามด้วย ตนไม่เข้าใจว่าถามเพื่ออะไร แล้วใครสั่งให้ถาม
เรื่องดังกล่าว ตนคิดว่าเป็นเรื่องของวุฒิภาวะในการใช้คำถาม ที่ตนตอบคำถามไม่ได้ว่าใครสั่ง มันเป็นเรื่องของจรรยาบรรณ และเชื่อว่า ทุกอาชีพก็มีจรรยาบรรณที่จะต้องรักษาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ตำรวจ หรือว่า ทหาร


...................................................................................


ต่อไปนี้พวกโจรห้าร้อย พวกค้ายาเสพติดและแก้งค์มิจฉาชีพทุกแก้งค์จงตะหนักและเยี่ยงอย่าง หากกระทำผิดไปแล้วโดนจับได้กรณีมีจรรยาบรรณด้วยเวลาที่โดนสอบสวนให้รับสารภ-พซัดทอดผู้ร่วมทำความผิดหรือหัวหน้าผู้บงการจงมีสามัญสำนึกด้วยว่าควรหรือไม่ .....  อ๋อนี่สังคมซังกะบ๊วย หัวกล้วยประเทสนี้ คนที่มีอำนาจมีอิทธิพล เวลาทำผิดแล้ว มันยังมีหน้าออกมาพูดแบบนี้กันอีกหรือครับ  ต้องถามหน่อย อย่าหาว่าก้าวล่วงนะครับท่าน พล.อ.สนธิ พฤติกรรมของท่านนี่สันดานไม่ต่างจากไอ้พวกเด็กวัยรุ่นติดยาที่ทำผิด ก่อเหตุลักทรัพนย์ ฉกชิงวิ่งราว ปล้นจี้ ฆ่า ข่มขืน แล้วสารภาพว่าที่ทำไปเพราะอารมย์ชั่ววูบหรือ เพระมีความจำเป็นต้องหาเงินมาซื้อยาเสพ ...ผมถามจริงครับคนในประเทศนี้สังคมนี้พึงพอใจกับคำตอบนี้ไหมครับ หรือนี่เป็นหลักสูตรที่จะชี้นำสังคมชี้นำคนรุ่นหลังๆให้เห็นว่าการกระทำแบบนี้มำผิดแบบมีเหตุผล ... โดยอ้าง ถึง จรรยาบรรณ นี่ประเทศนี้เขาต้องการแบบนี้กันหรือครับ  ในขณะที่คนจนๆหาเช้ากินค่ำได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คนมีอำนาจยศฐาบรรดาศักดิ์ ที่ทำเลว ทำผิด แล้ว ยังหน้าด้านออกมาพูดเรื่องจรรยาบรรณ 

....






กฎหมายฟลอริดา ฆ่าคนตายไม่ผิด


สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ว่านายริค สก็อตต์ ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา แถลงแต่งตั้งคณะทำงานพิเศษ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อสืบสวนคดียิงสังหารนายเทรย์วอน มาร์ติน เด็กหนุ่มผิวดำ วัยเพียง 17 ปี ท่ามกลางกระแสกดดัน และการชุมนุมเรียกร้องจากประชาชนจำนวนมาก ให้มีการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด
นอกจากนี้ อัยการแห่งรัฐผู้รับผิดชอบการพิจารณาคดีนี้มาตั้งแต่ต้น จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และอำนาจสั่งการในคดีอีกต่อไป ขณะที่ผู้บังคับการตำรวจเมือง แซนฟอร์ด รัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ แถลงขอพักงานเป็นการชั่วคราว โดยอ้างว่าการสืบสวนคดีของเขา ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากสังคมอย่างรุนแรง
นายมาร์ตินถูกยิงเสียชีวิต เมื่อคืนวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา ขณะกำลังเดินกลับบ้านจากการออกไปซื้อขนมที่ร้านสะดวกซื้อ โดยผู้ลงมือก่อเหตุ คือนาย จอร์จ ซิมเมอร์แมน วัย 28 ปี ที่ให้การกับตำรวจว่า สังหารผู้ตายเพื่อป้องกันตัวเอง เนื่องจากอีกฝ่ายมีพฤติกรรมน่าสงสัย
หลายฝ่ายเชื่อว่า นายซิมเมอร์แมนมีพฤติกรรมเหยียดสีผิว เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมอเมริกา การที่กฎหมายของรัฐฟลอริดามาตราหนึ่ง ที่ได้รับการบัญญัติในปี 2548 ระบุว่า หากมีเหตุผลอันเชื่อถือได้ว่า กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลม หรืออันตราย ที่อาจสร้างภัยคุกคามถึงแก่ชีวิต บุคคลสามารถกระทำการใดๆก็ตาม เพื่อเป็นการ "ป้องกันตนเอง" ได้ โดยไม่ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย


ที่มา..http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=480139&ch=hn

............................................



วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555

บทลงโทษของผู้ก่อกบฏ (ผู้ละเมิด)


ดูเหมือนคนที่สังคมจับตามองมากอีกคนหนึ่งก็คงจะเป็น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าจะพูดอะไรออกมาบ้างหลังจากที่มีคำถามพุ่งตรงไปหาแล้วถามตรงแบบดปิดหน้าชกจาก เสธ.หนั่น ที่ถามว่าใครคือผู้สั่งการให้ทำการปฏิวัติ



ฝ่ายคณะรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ขณะอ่านแถลงการณ์คณะปฏิรูปฯ

นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กล่าวชี้แจงต่อคณะทูตานุทูตจำนวน 43 ประเทศ ที่หอประชุมกิตติขจร ถึงการประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า การประกาศยึดอำนาจเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการปกครองประเทศ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และได้รับความร่วมมือจากประชาชน และสังคมเป็นอย่างดี โดยคาดว่าจากนี้ไปอีก 2 สัปดาห์จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และสรรหานายกรัฐมนตรีขึ้นมารักษาการแทน และจัดตั้งสภานิติบัญญัติ เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
............................................







บทลงโทษของผู้ก่อกบฏ (ผู้ละเมิด)



﴿حد أهل البغي
] ไทยThai – تايلاندي [

มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัตตุวัยญิรีย์


แปลโดย : ยูซุฟ อบูบักรฺ
ผู้ตรวจทาน : ฟัยซอล อับดุลฮาดี
ที่มา : หนังสือมุคตะศ็อร อัลฟิกฮิล อิสลามีย์


2010 - 1431



﴿حد أهل البغي
« باللغة التايلاندية »



الشيخ محمد بن إبراهيم التويجري




ترجمة: يوسف أبو بكر
مراجعة: فيصل عبدالهادي
المصدر: كتاب مختصر الفقه الإسلامي


2010 - 1431

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ


บทลงโทษของผู้ก่อกบฏ (ผู้ละเมิด)

ผู้ก่อกบฏ คือ กลุ่มบุคคลที่เป็นภัยอันตรายและไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งพวกเขาต่อต้านผู้นำโดยการตีความที่ชอบด้วยกฎหมาย พวกเขาต้องการที่จะถอดถอน ขัดแย้ง ทำลายการเชื่อฟังปฏิบัติตามผู้นำ

 
ลักษณะของผู้ก่อกบฏ

 
บุคคลทุกกลุ่มที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือได้แยกตัวออกจากผู้นำของมวลมุสลิมหรือได้ถอนตัวออกจากการปฏิบัติตามผู้นำ ดังนั้นพวกเขาถือว่าเป็นกลุ่มกบฏผู้อธรรมและบรรดากบฏก็ยังเป็นมุสลิมไม่ได้เป็นผู้ปฏิเสธแต่อย่างใด

 

 
วิธีการปฏิบัติต่อผู้ที่เป็นกบฏ


 
1. เมื่อผู้เป็นกบฏได้ออกมาต่อต้านผู้นำจำเป็นที่ผู้นำจะต้องส่งคนไปเจรจาแล้วถามพวกเขาในสิ่งที่ต้องการ หากพวกเขาได้บอกถึงสิ่งที่พวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ให้ผู้นำปรับปรุงแก้ไข และหากพวกเขาได้กล่าวอ้างถึงสิ่งที่คลุมเครือก็ให้นำมาแสดงเปิดเผย ดังนั้นหากพวกเขายอมกลับมาเชื่อฟังปฏิบัติตามและหากพวกเขาไม่ยอมกลับให้กล่าวตักเตือนและขู่ให้พวกเขาหวาดกลัวถึงการปราบปราม หากพวกเขายังยืนกรานให้ลงมือปราบปรามและประชาชนผู้อยู่ภายใต้การปกครองต้องให้การช่วยเหลือผู้นำจนกระทั่งสามารถกำจัดความชั่วร้ายและสกัดความโกลาหลวุ่นวายให้หมดไปได้
2. เมื่อผู้นำต้องการจะปราบปรามกลุ่มกบฏให้ละเว้นการใช้อาวุธที่ร้ายแรง เช่น ลูกกระสุนที่มีประสิทธิภาพทำลายล้าง และไม่เป็นที่อนุญาตให้ฆ่าลูกหลานของพวกเขา หรือผู้ที่ยอมหันกลับมาปฏิบัติตาม หรือผู้ที่บาดเจ็บ และผู้ที่ไม่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ สำหรับผู้ถูกจับเป็นเชลยให้กักขังไว้จนกระทั่งเหตุการณ์สงบ ส่วนทรัพย์สินของพวกเขาก็ไม่นับว่าเป็นทรัพย์เชลยและลูกหลานของพวกเขาไม่ถือว่าเป็นเชลยศึกแต่อย่างใด
3. หลังจากการปราบปรามและความวุ่นวายได้ยุติลง สิ่งที่เสียหายจากทรัพย์สินของพวกเขาขณะที่ปราบปรามก็ถือว่าสูญเปล่า ผู้ที่ถูกฆ่าก็ไม่ได้รับการชดใช้แต่อย่างใด และพวกเขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบในทรัพย์สินและชีวิตที่เสียหายขณะที่ทำการปราบปราม

 

 
สิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติขณะที่มีการเผชิญหน้ากันสองฝ่าย


 
เมื่อสองกลุ่มได้เผชิญหน้าต่อสู้กันเนื่องจากการเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือช่วงชิงการเป็นผู้นำทั้งสองกลุ่มต่างก็เป็นผู้อธรรม ทั้งสองฝ่ายจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำให้อีกฝ่ายเสียหาย และจับเป็นที่จะต้องทำให้เกิดการปรองดองกันระหว่างทั้งสองฝ่าย

1. อัลลอฮฺตะอะลาตรัสว่า


(ﮙﮚ ﮛ ﮜ ﮝ ﮞ ﮟ ﮠ ﮡ ﮢ ﮣ ﮤﮥ ﮦ ﮧ ﮨ ﮩ ﮪ ﮫ ﮬ ﮭ ﮮ ﮯ ﮰ ﮱ ﯓ ﯔ ﯕ ﯖ ﯗ ﯘ ﯙ ﯚ ﯛ) (الحجرات : 9)
ความหมาย “และหากมีสองฝ่ายจากบรรดาผู้ศรัทธาทะเลาะวิวาทกัน ดังนั้นพวกเจ้าก็จงประนีประนอมระหว่างทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายหนึ่งในสองฝ่ายนั้นละเมิดอีกฝ่ายหนึ่งพวกเจ้าก็จงปรามฝ่ายที่ละเมิดจนกว่าฝ่ายนั้นจะกลับไปสู่บัญชาของอัลลอฮฺ ฉะนั้นหากฝ่ายนั้น (ฝ่ายกลับสู่บัญชาของอัลลอฮฺ) พวกเจ้าก็จงประนีประนอมระหว่างทั้งสองฝ่ายด้วยความยุติธรรมและพวกเจ้าจงให้ความเที่ยงธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายเถิด แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักใคร่แก่บรรดาผู้ให้ความเที่ยงธรรม” (อัลหุญุรอต / 9)

 

 
عن عرفجة رضي الله عنه قال: سمعت رسول الله ﷺ يقول: «مَنْ أَتَاكُمْ وَأَمْرُكُمْ جَـمِيْـعٌ، عَلَى رَجُلٍ وَاحِدٍ، يُرِيدُ أَنْ
يَشُقَّ عَصَاكُمْ، أَوْ يُفَرِّقَ جَـمَاعَتَـكُمْ فَاقْتُلُوْهُ». أخرجه مسلم

2. ความหมาย จากอิรฟะญะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ กล่าวว่า

ฉันได้ยินท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดมาหาพวกท่านในขณะที่กิจการงานพวกท่านเป็นหนึ่งเดียว อยู่ที่บุคคลเพียงคนเดียว ผู้นั้นต้องการทำลายการเชื่อฟังปฏิบัติตามหรือทำให้พวกท่านเกิดความแตกแยก ดังนั้นจงฆ่าเขาเสีย” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลขหะดีษ 1852)

 
บทบัญญัติว่าด้วยการเป็นกบฏต่อผู้นำของมวลมุสลิม

 
1. การแต่งตั้งผู้นำนับเป็นความจำเป็นที่สำคัญอย่างยิ่งของศาสนา

 ห้ามมิให้ฝ่าฝืนและตั้งตัวเป็นกบฏต่อผู้นำถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ที่อธรรมก็ตามตราบใดที่เขายังมิได้กระทำในสิ่งที่เป็นการปฏิเสธอย่างชัดเจนและก็ได้รับการชี้แจง ไม่ว่าการเป็นผู้นำของเขามาจากมติของมวลมุสลิม หรือจากการแต่งตั้งของผู้นำคนก่อน หรือโดยการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิ หรือโดยการใช้กำลังให้ผู้คนยอมจำนนต่อการเป็นผู้นำของเขาก็ตาม และผู้นำจะไม่ถูกถอดถอนเพราะการกระทำความผิดที่เป็นบาปใหญ่ตราบใดที่เขายังมิได้กระทำในสิ่งที่เป็นการปฏิเสธอย่างชัดเจน


2. ผู้ที่ตั้งตนออกจากการเชื่อฟังปฏิบัติตามผู้นำไม่ว่าจะโดยการปล้นชิงทรัพย์

หรือตั้งตนเป็นกบฏ หรือเป็นพวกนอกรีต (เคาะวาริจญฺ) โดยที่พวกเขาปฏิบัติตนที่เป็นบาปใหญ่ถึงขั้นปฏิเสธ และสำหรับพวกเขาแล้วชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่อนุมัติ พวกเขาเป็นผู้ที่ฝ่าฝืนอนุญาตให้ต่อสู้เป็นการปราบปรามได้

พวกเขาทั้งสามกลุ่มนั้นคือ กบฏที่ออกจากการเชื่อฟังปฏิบัติตามผู้นำ ผู้ใดที่ตายจากพวกเขาดังนั้นข้อบัญญัติก็คือข้อบัญญัติเดียวกับบรรดามุสลิมที่ฝ่าฝืน (อุศอตุลมุวะฮิดีน)

 
สิ่งที่จำเป็นเหนือผู้นำมวลมุสลิม

 
1. ผู้นำของมวลมุสลิมจำเป็นต้องเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง เพราะกลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใดจะไม่ได้รับความสำเร็จหากพวกเขามอบกิจการงานให้กับผู้หญิงเป็นผู้นำ
และภารกิจที่จำเป็นของผู้นำคือ ปกปักษ์ประเทศอิสลาม รักษาศาสนา ดำเนินตามบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ดำรงไว้ซึ่งบทลงโทษ รักษาดินแดน จัดเก็บซะกาต ตัดสินปัญหาด้วยความยุติธรรม ต่อสู้กับเหล่าศัตรู เชิญชวนผู้คนสู่อัลลอฮฺ และเผยแผ่อิสลาม

2. จำเป็นต่อผู้นำจะต้องให้คำตักเตือนชี้แจงต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองและไม่ทำให้พวกเขาพบกับความทุกข์ยาก และอยู่ร่วมกับพวกเขาด้วยกับความอ่อนโยนนุ่มนวลในทุกสภาวการณ์ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

 
«مَا مِنْ عَبْدٍ يَسْتَرْعِيهِ الله رَعِيَّةً، يَـمُوتُ يَومَ يَـمُوتُ وَهُوَ غَاشٌّ لِرَعِيَّتِـهِ إلَّا حَرَّمَ الله عَلَيْـهِ الجَنَّةَ». متفق عليه

ความหมาย “ไม่มีบ่าวคนใดที่อัลลอฮฺได้ให้เขาทำหน้าที่ปกครอง เขาได้เสียชีวิตในสภาพที่เป็นผู้คดโกงต่อหน้าที่ที่รับผิดชอบนอกจากอัลลอฮฺจะห้ามเขาไม่ให้เข้าสวนสวรรค์” (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 7151 และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 142 สำนวนหะดีษเป็นของท่าน)

 

 
จำเป็นต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามผู้นำในสิ่งที่ไม่ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ

 
1. อัลลอฮฺตะอะลาตรัสว่า

 
(ﯵﯶ ﯷ ﯸ ﯹ ﯺ ﯻ ﯼ ﯽ ﯾ ﯿ ﰀ ﰁ ﰂ ﰃ ﰄ ﰅ ﰆ ﰇ ﰈ ﰉ ﰊ ﰋ ﰌ ﰍ ﰎ ﰏ ﰐ ﰑ ﰒﯗ) [النساء/59].
ความหมาย “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเชื่อฟังอัลลอฮฺและเชื่อฟังรอสูลของพระองค์และผู้ปกครองในกลุ่มของพวกเจ้า แต่ถ้าหากพวกเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องใดก็จงนำเรื่องนั้นกลับไปหาอัลลอฮฺและรอสูล หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮฺ ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดียิ่งและเป็นการกลับไปที่สวยงามยิ่ง” (อัลนิสาอ์ : 59)

 
2. ความหมาย จากอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

 
«عَلَى المَرْءِ المُسْلِـمِ السَّمْعُ وَالطَّاعَةُ فِيْـمَا أَحَبَّ وَكَرِهَ إلَّا أَنْ يُؤْمَـرَ بِمَعْصِيَةٍ، فَإنْ أُمِرَ بِمَعْصِيَةٍ، فَلا سَمْعَ وَلا طَاعَةَ»
ความว่า “จำเป็นต่อมุสลิมต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม (ผู้นำ) ในสิ่งที่เขารักและรังเกียจ นอกจากเขาถูกสั่งใช้ในสิ่งที่ฝ่าฝืน (อัลลออฮฺ) ดังนั้นหากเขาได้รับคำสั่งใช้ในสิ่งที่ฝ่าฝืนก็ไม่มีการเชื่อฟังและปฏิบัติตาม” (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 2955 และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 1839 สำนวนหะดีษเป็นของท่าน)

 
การกลับตัว (เตาบะฮฺ) ของผู้กระทำความผิดที่มีบทลงโทษ

 
หากการสารภาพผิดของเขาหลังจากถูกจับดำเนินคดี การสารภาพผิดนั้นจะไม่ทำให้บทลงโทษเป็นโมฆะไป และหากการสารภาพผิดก่อนที่ถูกจับดำเนินคดี การสารภาพผิดนั้นจะถูกตอบรับและเขาจะไม่ถูกลงโทษ ทั้งนี้เป็นเพราะความเมตตาจากอัลลอฮฺโดยการยกโทษให้ผู้ที่กระทำความผิดที่กลับตัวกลับตัว

1. อัลลอฮฺตะอะลาตรัสว่า

 
(ﭻﭼ ﭽ ﭾ ﭿ ﮀ ﮁ ﮂ ﮃ ﮄ ﮅ ﮆ ﮇ ﮈ ﮉ ﮊ ﮋ ﮌ ﮍ ﮎ ﮏ ﮐ ﮑ ﮒﮓ ﮔ ﮕ ﮖ ﮗ ﮘ ﮙ ﮚ ﮛ ﮜ ﮝ ﮞ ﮟ ﮠ ﮡ ﮢ ﮣ ﮤ ﮥ ﮦ ﮧ ﮨ ﮩ ﮪ ﮫ ﮬ ﮭ ﮮ) [المائدة/33-34].

 
ความหมาย “แท้จริงการตอบแทนแก่บรรดาผู้ที่ทำสงครามต่ออัลลอฮฺและรอสูลของพระองค์และพยายามสร้างความเสื่อมเสียบนผืนแผ่นดิน นั้นคือการที่พวกเขาจะถูกฆ่า ถูกตรึงบนไม้กางเขน หรือมือและเท้าของพวกเขาจะถูกตัดสลับข้าง หรือถูกเนรเทศออกไปจากแผ่นดิน ดังกล่าวนี้พวกเขาจะได้รับความอัปยศในโลกดุนยานี้และจะได้รับการลงโทษอย่างใหญ่หลวงในโลกอาคิเราะฮฺ นอกจากบรรดาผู้ที่สารภาพผิดก่อนที่พวกเจ้าจะสามารถลงโทษพวกเขา พึงรู้เถิดว่าแท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเอ็นดูเมตตา” (อัลมาอิดะฮฺ : 33-34)

 
  1. อัลลอฮฺตะอะลาตรัสว่า
(ﮚﮛ ﮜ ﮝ ﮞ ﮟ ﮠ ﮡ ﮢ ﮣ ﮤ ﮥ ﮦ ﮧ ﮨ) [الأعراف/153].

 
ความหมาย “และบรรดาผู้ที่ประกอบความชั่วแล้วหลังจากนั้นสารภาพผิด และศรัทธาแล้วไซร้ แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นหลังจากนั้นแล้วแน่นอนย่อมเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ทรงเอ็นดูเมตตา”(อัลอะอฺรอฟ : 153)


""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ประเด็นถามตรง จากสนั่น ขจรประศาสน์ ถามรัฐประหาร 2549

ประเด็น ถามตรง จาก สนั่น ขจรประศาสน์ ถามรัฐประหาร 2549

 
ปรากฏทั้งจุดแข็ง และจุดอ่อน ภายในคำถามอัน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เสนอต่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในที่ประชุมอันเกี่ยวกับการปรองดองแห่งชาติ

เป็นคำถามถึงรากที่มาของการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

จุดแข็งเป็นอย่างมากอยู่ตรงที่การถามตรงไปยัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)

ถามว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง

ถามว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ รู้เห็นกับการรัฐประหารหรือไม่

นี่ย่อมเป็นจุดแข็ง เพราะถ้าหากได้คำตอบจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ย่อมได้ความกระจ่างต่อสถานการณ์อันเกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อนได้

กระนั้น ภายในจุดแข็งก็มีจุดอ่อน

จุดอ่อนอันดำรงอยู่ในจุดแข็งแห่งคำถามในลักษณะถามตรงจาก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อยู่ตรงข้อ 3

เพราะเป็นคำถามอันดำเนินไปในลักษณะอ้างอิงบุคคลที่ 3

ภายหลังขจัดความขัดแย้งทางการเมืองจนเกิดความวุ่นวายในประเทศแล้ว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ขอร้องท่านให้ออกมาพูดความจริงกับเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน 2549 ผ่าน พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ 2 ครั้งใช่หรือไม่ และท่านได้พูดความจริงตามการร้องขอหรือไม่
Ž
เมื่อบุคคลที่ 2 คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ บุคคลที่ 3 ย่อมคือ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์

เชื่อได้เลยว่า เป้าหมายต่อไปย่อมเป็น พล.อ.มลคล อัมพรพิสิฏฐ์ ที่จะต้องตอบคำถามต่อสังคมว่าได้รับการร้องขอจาก พล.เปรม ติณสูลานนท์ จริงหรือไม่

เท่ากับลากเอา พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ เข้ามารับผิดชอบด้วย

คำตอบของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เหมือนกับมิได้เป็นคำตอบ กระนั้น ก็ดำเนินไปเท่ากับเป็นคำตอบ

คำถามบางประการเปิดเผยไม่ได้ แม้ตายแล้วก็เปิดเผยไม่ได้Ž

สมมติว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อได้รับคำถามอย่างชนิด ถามตรงŽ ก็แสดงออกอย่างชนิด ตอบตรงŽ ในระนาบเดียวกัน

วงสนทนาที่มีเป้าหมายเพื่อ ปรองดองŽ อาจวงแตก

ต้องยึดหลักการให้อภัย ลืมอดีตบ้าง ไม่เช่นนั้นสังคมไทยจะย้อนยุคสู่ความขัดแย้งกันมากขึ้น ต้องมองข้ามไปบ้างเพื่อความปรองดองอะไรไม่ควรพูดก็อย่าพูดŽ

เป็นการแถลงจากปาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

แท้จริงแล้วคำถามจาก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เสมอเป็นเพียงให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยืนยัน

ยืนยันตามความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

เพียงแต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่ตกหลุมที่ขุดเอาไว้เท่านั้น


ที่มา :: คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์


................................................................................................................