วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไต่สวนศพ


คอลัมน์ที่ 13







วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7784 ข่าวสดรายวัน

 
เหตุการณ์การสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ระหว่างวันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค.2553 ขึ้นสู่กระบวนการไต่สวนของศาลอาญาแล้วเบื้องต้นจำนวน 7 ราย เพื่อสืบหาสาเหตุว่าเป็นการตายโดยผิดธรรมชาติอันเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือไม่

การไต่สวนการตาย เป็นไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคสาม ซึ่งกฎหมายกำหนดว่าหากสามารถสืบได้ว่า ในกรณีที่มีการตายเกิดขึ้นจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งใน 2 กรณีคือ

กรณีเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ เช่น การวิสามัญฆาตกรรม คนร้ายที่ยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ตำรวจขณะทำการจับกุม

การตายระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ เช่น ผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมของตำรวจเสียชีวิตในห้องขัง ซึ่งทั้ง 2 กรณีต้องมีการไต่สวนการตายโดยศาล

สำหรับมาตรา 150 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานี้ บัญญัติขึ้นโดยมุ่งหมายให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่อ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ และญาติของผู้ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริง ในการนำหลักฐานมาเปิดเผยในศาลว่า การปฏิบัติราชการตามหน้าที่นั้น กระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายอนุญาต ด้วยความสุจริต

ส่วนญาติผู้ตายก็ต้องหาหลักฐานมาโต้แย้งหรือแสดงให้เห็นว่า ยังไม่เชื่อมั่นหลักฐานของเจ้าหน้าที่ที่นำมาเสนอต่อศาล และตั้งทนายความเข้ามาซักค้านและนำสืบพยานหลักฐานของตน ดังนั้นในการดำเนินการเพื่อให้ได้ความจริงดังกล่าว จึงมีบุคคลหลายฝ่ายเข้าร่วมด้วย กล่าวคือ

ขั้นตอนแรก กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ 4 ฝ่าย ร่วมกันทำการชันสูตรพลิกศพ คือ 1.พนักงานอัยการ 2. พนักงานฝ่ายปกครองตำแหน่งตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไปแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ 3.พนักงานสอบสวน และ 4. แพทย์ ซึ่งกฎหมายระบุให้ต้องเป็นแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ ที่มีวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติจากแพทยสภา

ขั้นตอนที่ 2 ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนชันสูตรพลิกศพแล้วส่งไปยังพนักงานอัยการ ภายใน 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพแล้ว ให้พนักงานอัยการทำคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้

ดังนั้น การไต่สวนการตายโดยศาลจึงเป็นไปตามนัยนี้ เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน ตายอย่างไร หากตายโดยเจ้าหน้าที่ก็ให้บอกว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งคำสั่งศาลไม่ใช่การนำเจ้าหน้าที่มาลงโทษ หรือต้องรับผิดชอบทางคดี

กรณีจะเป็นข้อหาในคดีอาญาก็ต่อเมื่อ ผลจากคำสั่งศาลแสดงว่าเจ้าหน้าที่กระทำให้ตาย โดยไม่ใช่การปฏิบัติราชการตามหน้าที่ เมื่อนั้นพนักงานสอบสวนต้องจัดทำสำนวนเป็นคดีขึ้นใหม่ และดำเนินการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ผู้นั้น หรือกลุ่มนั้นในคดีอาญาต่อไป

คดีเสื้อแดงที่เมื่อไต่สวนแล้ว จะมีผู้ใดต้องรับผิดรับโทษหรือไม่ เป็นกรณีน่าติดตาม


____________________________________________________


ข้อมูลจาก
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นิยามทางนิติศาสตร์

การฆ่าคน (murder) เป็นการกระทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย จัดเป็นอาชญากรรมประเภทหนึ่ง ทางนิติศาสตร์แบ่งเป็นสองประเภท คือ การทำให้คนตายโดยเจตนา (homicide) และการทำให้คนตายโดยไม่เจตนา (manslaughter) การฆ่าคนทั้งสองประเภท ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักหรือเบาตามกฎหมายแล้วแต่กรณี



"การฆ่าคน" และ "ฆาตกรรม"
คำว่า "การฆ่าคน" เป็นศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถาน ให้ใช้แทนคำภาษาอังกฤษว่า "murder"
ส่วน "ฆาตกรรม" มีความหมายตามพจนานุกรมมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ว่า "การฆ่าคน" แต่มิใช่ศัพท์บัญญัติที่ทางราชการมุ่งหมายให้ใช้อย่างเป็นทางการทั้งนี้ "ฆาตกรรม" เป็นคำสมาสระหว่างคำ "ฆาต" (บาลี. ตี, ฟาด, ฟัน, ฆ่า, ทำลาย) + "กรรม" มีความหมายตามอักษรว่า การตี, การฟาด, การฟัน, การฆ่า, การทำลาย ผู้กระทำฆาตกรรมเรียกว่า "ฆาตกร"
ปัจจุบันมีการใช้คำ "ฆาตกรรม" คละไปกับคำ "การฆ่าคน" ทั้งนี้ คำทั้งสองมีความหมายเดียวกันดังข้างต้น

ภูมิหลังเกี่ยวกับการฆ่าคน

การถือว่าการฆ่าคนเป็นความผิดอาญา ปรากฏเป็นครั้งแรกสุดในประมวลกฎหมายพระเจ้าเออร์-นัมมู (Ur-Nammu) กษัตริย์ชาวสุเมเรียน โดยประมวลกฎหมายดังกล่าวตราขึ้นในระหว่างประมาณ 2100 ปีถึง 2050 ปีก่อน ค.ศ. มาตราหนึ่งบัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดกระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้วไซร้ ผู้นั้นต้องระวางโทษประหารชีวิต"
ในศาสนาเอบราฮัม (Abragamic Religions) การฆ่าคนถือเป็นสิ่งต้องห้าม โดยปรากฏอยู่ในบัญญัติ 10 ประการที่พระเจ้ามอบแก่โมเสสบนยอดเขาเซนาย
ตามกฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ การฆ่าคนถือเป็นความผิดสาธารณะ (public wrong)



นิยามทางนิติศาสตร์

นิยามของ "การฆ่าคน" นั้น ประเทศที่ใช้กฎหมายจารีตประเพณีเช่นประเทศอังกฤษเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องเขียนเอาไว้ตายตัว เพียงรับรู้กันว่าเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ก็เพียงพอแล้ว และในกรณีเช่นนี้ คำตัดสินก่อน ๆ ของศาลมักใช้เป็นที่พิจารณาว่าการฆ่าคนตามกฎหมายจารีตประเพณีนั้นถือเอาการกระทำเช่นไรบ้าง ส่วนประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายเช่นประเทศไทยมักมีการบัญญัตินิยามของ "การฆ่าคน" เอาไว้อย่างตายตัว และนิยามอาจแก้ไขได้ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมที่เป็นไป

องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของการฆ่าคน

การฆ่าคนพิจารณาจากองค์ประกอบขั้นพื้นฐานสองประการดังต่อไปนี้
1. การฆ่าคนนั้นเป็นการกระทำอันจะเป็นความผิดอาญา (actus reus)
2. การฆ่าคนนั้นเป็นไปเพราะมีเจตนาร้าย (mens rea) พิจารณาจากวัตถุประสงค์ ความจงใจ ความหวังผลร้าย การไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า และ/หรือการปราศจากความระมัดระวังหรือยับยั้งชั่งใจ (wanton)
ทั้งนี้ โดยทั่วไป ความหวังผลร้ายมักไม่ใช้พิจารณาเป็นองค์ประกอบข้างต้นสักเท่าใด เนื่องด้วยถือว่าความจงใจที่จะฆ่าคนนั้นย่อมเกิดจากความหวังผลร้ายอยู่แล้ว และบางครั้งในการฆ่าคนที่เกิดจากการขาดความยับยั้งชั่งใจหรือในหรือคดีอุกฉกรรจ์บางประเภท ก็ถือไปโดยปริยายว่าย่อมเกิดจากความหวังผลร้ายอยู่แล้ว









ข้อพิจารณาเพิ่มเติม

1. การฆ่าคนโดยไม่เจตนาหรือไม่ได้หวังผลร้าย มักถือว่าเป็นการทำให้คนตายโดยไม่เจตนา
2. การฆ่าคนโดยชอบด้วยกฎหมาย (เช่น การประหารชีวิต หรือการทำให้คนตายโดยคำสั่งของผู้บังคับบัญชา) และการทำคนตายโดยอุบัติเหตุ ถือเป็นการทำให้คนตายโดยเจตนา ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมแล้วแต่กรณี เป็นต้นว่า
  • คำพิพากษาของศาลให้ลงโทษประหารชีวิตเป็นการสั่งให้ฆ่าคน แต่ไม่มีความผิดเนื่องจากเป็นวิถีทางที่ถูกต้องแห่งกฎหมาย (due process of law)
  • การฆ่าปรปักษ์ (combatant) โดยคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายที่มีขึ้นในระหว่างภาวะสงคราม รวมตลอดถึงการฆ่าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในภาวะสงคราม อาจถือเป็นการฆ่าคน และอาจถือเป็นอาชญากรรมสงคราม (แต่จะมีโทษหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมแล้วแต่กรณี)
3. ในสังคมหลายภาคส่วนของโลก การฆ่าตัวตายไม่ถือว่าเป็นการฆ่าคน เนื่องจากจำเลยและผู้เสียหายเป็นบุคคลเดียวกัน ทั้งนี้ การสนับสนุนการฆ่าตัวตายอาจถือว่าเป็นความผิดขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมแล้วแต่กรณี


อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ>>> การฆ่าคน - วิกิพีเดีย






"บัวขาว"ทำเวทีมวยเสร็จเริ่มซ้อม-เล็งเปลี่ยนฉายา"บัญชาเมฆ"



วันที่ 21 มี.ค.นี้ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 13 ม.4 บ้านสองหนอง ต.เกาะแก้ว อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ เป็นบ้านเกิดของ “บัวขาว ป.ประมุข” หรือนายสมบัติ  บัญชาเมฆ อายุ 29 ปี ซุปเปอร์สตาร์มวยไทย เจ้าของเข็มขัดแชมป์ K-1 ที่ประเทศญี่ปุ่น 2 สมัย และเจ้าของแชมป์มวยไทย “ไทยไฟต์ 2011” รุ่น 70 กก.ที่กำลังมีปัญหากับค่ายมวยต้นสังกัด ป.ประมุข ประกาศตัวเป็นอิสระ จะไม่เข้าสังกัดค่ายมวยใดอีกต่อไป

บัวขาว กล่าวว่า วันที่ 22 มี.ค. เวทีมวยคงเสร็จเรียบร้อย ประกอบพิธียกครูมวย จะเริ่มซ้อมวันที่ 23 มี.ค.เป็นต้นไป โดยตื่นตั้งแต่ตี 5 วอร์มร่างกาย วิ่งรอบหมู่บ้าน แล้งลงนวมซ้อมกับคู่ซ้อมที่เตรียมไว้แล้ว เป็นนักมวยเก่าอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ถึงประมาณ 9 โมงเช้า เข้าพักผ่อน จะเริ่มซ้อมอีกครั้งประมาณ 4 โมงเย็นไปจนถึง 2 ทุ่ม

จะซ้อมแบบนี้ทุกวัน จนกว่าจะถึงวันขึ้นชกมวยไทยไฟต์ วันที่ 17 เม.ย. ที่พัทยา จ.ชลบุรี  ตนมั่นใจว่าจะฟิตร่างกาย จิตใจ ได้เต็มที่ ส่วนเรื่องค่าตัวในวันขึ้นชก ตนไม่รู้จริงๆ ว่าจะได้ค่าตัวเท่าไหร่ เป็นนักมวยถึงเวลาขึ้นชกต้องเต็มที่อยู่แล้ว ส่วนจะได้ค่าตัวเท่าไหร่ ต้องแบ่งให้ใครบ้าง ตนไม่รู้จริงๆ

และว่า จะขึ้นชกในชื่อบัวขาว แต่นามสกุลขออุบไว้ก่อน แต่ไม่ใช่ ป.ประมุข แน่นอน อาจจะเป็น “บัญชาเมฆ” ตามนามสกุลของตนก็เป็นได้ จะได้เป็นแบรนด์ของค่ายมวยต่อไป ส่วนเรื่องสัญญาที่ค่ายเก่าบอกว่าเหลืออีก 5 ปี ตนไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด เมื่อเดินหน้าออกมาแล้ว ไม่มีวันที่จะหวนกลับคืน แม้หนทางข้างหน้าจะลำบากยากแค้นแสนเข็ญก็ตาม จะสู้จนถึงที่สุด







วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 17:51 น.  ข่าวสดออนไลน์

ชื่อนั้น...สำคัญแน่ๆ!!!

                                              


วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

     ช้าวันนี้ จิบกาแฟขมแล้ว มีคุ้กกี้จากโรงแรมโอเรียลเต็ล รับประทานควบคู่ไปด้วย เป็นอภินันทนาการจากเพื่อนเก่า แปลกตานิดหน่อยตรงที่โอเรียลเต็ลเขานำคุ้กกี้มาห่อกระดาษ แล้วบรรจุใส่กระป๋องสีแดงกระแจ๋แหว เวลากินต้องเปิดกระป๋อง หยิบคุ้กกี้มาแกะกระดาษออก แล้วถึงจะส่งเข้าปากได้
        กระนั้น ก็ต้องบอกว่า
        รสชาติของโอเรียลเต็ล...ยังดีเยี่ยมเสมอ!
        ระหว่างบริหารร่างกายหลังการวิ่งตอนเช้า ผมถือโอกาสดูรายการข่าวโทรทัศน์ของ อ.ส.ม.ท. พร้อมกันไปด้วย
        เช้าตรู่อย่างนี้ ผมชอบดู “คุยโขมงยามเช้า” ซึ่งดำเนินรายการโดย คุณสุวิช สุทธิประภา กับ คุณภรภัทร นีลภัทร ทั้งสองเป็นพนักงานผู้ใหญ่ของ อ.ส.ม.ท. มีความจัดเจนในเรื่อง
ข่าวสาร และมีความเป็นกลาง ในการนำเสนอรายงานข่าว ซึ่งหาได้ยากยามที่บ้านเมืองของเรา แยกข้างแบ่งขั้วกันอย่างทุกวันนี้
        ที่สำคัญและเป็นเสน่ห์ ของผู้ดำเนินรายการทั้งสองท่าน คือเสียงของผู้ชมและผู้ฟังรายการ ทั้งโทรทัศน์และวิทยุในเครือ อ.ส.ม.ท. ต่างยืนยันตรงกันว่า ผู้ดำเนินรายการทั้งสอง นั้น
        เป็นผู้มี...อารมณ์ดี!!
        คุณภรภัทรฯ หรือคุณแดง นั้น เป็นสาว ต.จ.ว. เพราะเธอมาจาก “เมืองอกแตก” คือ จ.พิษณุโลก
        จำได้ว่า คุณแดงเปลี่ยนชื่อจริงมาแล้วหลายครั้ง (แต่ดูเหมือนยังไม่เคยเปลี่ยน ‘ชื่อเล่น’) ล่าสุดนั้น ดูจะมาถูกโฉลกกับชื่อ “ภรภัทร” เพราะแม้อายุเธอจะมากขึ้น แต่ความก้าวหน้า
ในหน้าที่การงาน กลับงอกงามเปล่งปลั่ง ราวกับกุหลาบพันปี
        แม้วัยจะโพล้เพล้แล้ว แต่ยังมีงานให้ทำ มากกว่าเมื่อครั้งยังเป็นสาวรุ่นเสียอีก!
        ที่กล่าวอย่างนั้น เป็นเพราะเธอได้เป็นผู้ดำเนินรายการ ทั้งโทรทัศน์และวิทยุ หลายรายการ จะมีเวลาหยุดเลี้ยงหลาน ก็แค่เสาร์-อาทิตย์เท่านั้น
        สำหรับคุณสุวิช สุทธิประภา คู่หูของคุณแดง ไม่ได้เปลี่ยนชื่อ แต่ชื่อที่ใช้อยู่นั้น “สุ” แปลได้ว่า ดี ส่วน “วิช” นั้น ในพจนานุกรมไทยฉบับล่าสุด ไม่มีคำๆนี้ปรากฏอยู่ แต่น่าจะเป็นคำย่อมาจาก “วิชชา” ซึ่งแปลว่า ความรู้แจ้ง นั่นเอง
        ดังนั้น ชื่อ “สุวิช” น่าจะแปลได้ว่า “วิชชาดี” หมายถึง “วิชชา 3” ตามพระบาลี
        ชื่อของคุณสุวิช ที่แปลความได้ว่า “วิชชาดี” นั้น ไม่เห็นมีอะไรที่เกี่ยวกับ “น้ำ” เลยกันน้ำท่วมบ้านไม่ได้ เพราะบ้านของคุณสุวิชที่หมู่บ้าน “เมืองเอก” ประสพอุทุกภัยขนาดหนัก
เมื่อปีที่ผ่ามา จนแปรสภาพจากหมู่บ้าน กลายเป็น “เมืองบาดาล” ไป
        คุณสุวิชเจ้าของบ้าน ต้องระทมทุกข์ น่าเห็นใจมาก!
        มีคนบอกผม ให้ช่วยเขียนแนะนำคุณสุวิช ลองใช้ ด.เด็ก มาสะกดแทน ช.ช้าง เป็น
        “สุวิด”         อาจดีขึ้นก็ได้ เพราะคำว่า “วิด” หมายถึงการทำให้น้ำพร่องลง ดังนั้น “สุวิด” จึงหมายความว่า
        “ผู้ทำให้น้ำพร่องลงได้ เป็นอย่างดี”         หากสะกดชื่อแบบนี้ น้ำมันอาจกลัว จนไม่กลับมาท่วมบ้านผู้ดำเนินรายการคนเก่งของเรา ก็เป็นไปได้
        ผมจึงขอทำหน้าที่ “บุรุษไปรษณีย์” นำความเห็นของผู้อื่น มาบอกกล่าวกับคุณสุวิชเท่านั้น แต่ออกความเห็นไม่ได้ เพราะไม่เคยร่ำเรียน วิชาการเปลี่ยนชื่อ มาก่อนเลย
        ารตั้งชื่อ การเปลี่ยนชื่อ นามสกุลนั้น ดูท่าจะมีความสำคัญมาก เพราะการตั้งชื่อ นามสกุล นั้น หากเป็นชื่อดี นามสกุลดี โบราณท่านว่า
        จะเป็นศรีแก่ตัวเจ้าของชื่อ ไม่ว่าจะเป็นชื่อคนธรรมดา หรือเป็นชื่อกิจการเช่น ชื่อบริษัท ห้างร้าน หรือแม้แต่...
        ชื่อสินค้า!        ผู้ที่ตั้งชื่อเก่งที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย ตามความเห็นของผมและคนจำนวนมาก คือ ท่าน ศาสตราจารย์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิตสาขาศาสนศาตร์ แห่งค่าย ‘มติชน’
        บริษัท ร้านค้า ที่เปิดใหม่ อยากจะให้กิจการค้าขายดี โดยมีชื่อสถานการค้าของตน เป็นมงคลต่อกิจการ      
        ต้องคนนี้แหละ...ใช่เลย!
        ชื่อคนนั้น อาจารย์เสถียรพงษ์ ท่านตั้งได้ยอดเยี่ยม เพราะดีกรีของท่านนั้น นอกจากเป็นสามเณร เปรียญ 9 รูปแรก ในรัชกาลปัจจุบันแล้ว ท่านยังเชี่ยวชาญในด้านนิรุกติศาสตร์ เพราะเมื่อครั้งยังอยู่ใน “ดงขมิ้น” ท่านได้รับทุนไปศึกษาด้านนี้ ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ
        จึงมีคนไปให้ท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ฯ ตั้งชื่อและนามสกุลให้มากมาย โดยเฉพาะ...
        ชื่อลูก...ชื่อเด็ก!

            
        ท่านเขียนหนังสือที่ขายดีตลอดกาล เรื่อง การตั้งชื่อลูก พิมพ์ออกมานับ 10 ครั้งแล้วกระมัง 
        ดังนั้น ใครอยากได้ชื่อใหม่แทนชื่อเก่า ขอแนะนำให้ไปหาท่าน ไม่ผิดหวังแน่ หรือไปซื้อหนังสือของท่านมาอ่าน เพราะจะได้ชื่อเก๋ๆ ที่เป็นมงคล มานำหน้านามสกุล หรือใคร
เห็นว่า นามสกุลเก่าของตัวฟังดูเชยๆ รีบไปหาท่านเลย
        รับรอง ไม่ผิดหวัง!!      
        เรื่องชื่อนั้น ใช่แต่ชื่อคน ชื่อบริษัทห้างร้านตามที่เล่ามาเท่านั้น แม้แต่ชื่อหนังหรือภาพยนตร์นี่ ก็เอาเรื่องทีเดียว
        หากหนังดีแต่ชื่อเรื่องห่วย ก็จะพาลเจ๊งเอาง่ายๆเหมือนกัน หรือตั้งไม่เข้าท่า ตัวเจ้าของหนังเองนั่นแหละจะซวย มีเรื่องขอเล่าให้ฟังสักหน่อย
        เมื่อประมาณ 30 กว่าปี เห็นจะได้ ผมกำลังนั่งรับประทานอาหารกับคุณ เกชา เปลี่ยนวิถี ที่คอฟฟี่ชอปโรงแรมเพรสสิเดนท์เดิม มีนักสร้างหนังหน้ากลางเก่ากลางใหม่คนหนึ่ง เดินเข้ามายกมือไหว้ผมและคุณเกชา แล้วเล่าให้ฟังว่า
        เขาจะสร้างหนังเรื่องใหม่ และเห็นว่าชื่อหนังเรื่องใหม่ของตัวเองนั้น น่าจะเร้าใจมาก สมกับยุค (ตอนนั้นเป็นสมัยหนัง ‘บู๊’ กำลังขึ้นหม้อ) และขอความเห็นว่า
        ชื่อหนังใหม่ที่เขาตั้งมานั้น จะโดนใจท่านผู้ชมหรือไม่ เพราะชื่อที่ตั้งมา คือ
        “สิงห์เหนือ เสืออิสาน...อันธพาลใต้” 
        พอเจ้าของหนังพูดจบ เท่านั้นแหละครับ...คุณเกชาตบโต๊ะเปรี้ยงเข้าให้ พูดเสียงเครียดขึ้นมาทันทีว่า
        “ถ้าหนังของมึง ไปฉายเลยบางสะพานได้ กูยอมนอนให้มึงกระทืบ!”
        ดูซิครับ คนอะไรหนอ ช่างอ่อนแอทางปัญญาได้ถึงนี้ แค่ตั้งชื่อยังไม่ทันจะดูหนัง มันก็ไป กล่าวหาเขาแล้วว่า ‘คนใต้’ เป็นอันธพาลเข้าไปแล้ว
        ไม่มีใครเขายอม ง่ายๆหรอก!     
        ผมจึงเห็นด้วย กับคุณเกชาทุกประการ ว่าไอ้หนังชื่อเฮงซวยอย่างนี้ เลยบางสะพานเข้าเขตชุมพร คงไม่มีโรงไหนกล้าให้ฉายแน่ๆ เจ้าของกลัวโรงของเขาพังปี้ป่น เพราะ
ประชาชนคนใต้จะต้องรุมปาจอเอาแหลกลาญแน่ๆ
        รื่องชื่อคนนี่ก็น่าสนใจ ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ตอนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ เรียนอยู่ตอนหรือชั้นเดียวกัน เขานั่งอยู่โต๊ะเรียนหน้าผม เดิมชื่อ “ชัยวัฒน์” พอเป็นนายทหารเปลี่ยนชื่อเป็น “สมภพ” พอเป็นนายพลแล้วเปลี่ยนเป็น “สมทัต” เปลี่ยนไปมาจนกระทั่ง มียศเป็นพลเอก ได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุดก่อนเกษียณอายุราชการไป      
        เพิ่งรู้ตอนหลังว่า ท่านผู้ที่ตั้งชื่อใหม่ให้เพื่อนผมนั้น ชื่อ พระอาจารย์นวย หรือ พระครูวิจิตรสุธาการ แห่งวัดถ้ำค้างคาว พระเกจิสำคัญ ซึ่งสร้างปรากฏการณ์คำทำนาย เขย่าวงการโหร เพราะท่านทำนายทายทักแม่นยำนัก
        การทำนายครั้งล่าสุดของท่าน เป็นที่เลื่องลือ และผู้คนยังคุยกันถึงเสมอ คือท่านทำนายว่าพรรคเพื่อไทยจะได้มากกว่า 250 ที่นั่ง และคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้เป็นนายก
รัฐมนตรี
        คำทำนายของพระอาจารย์นวย ได้ทำให้พวกเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี ต้องอ่อนระโหยโรยแรงลงไปอีก คือท่อนต่อท้ายของคำทำนายต่อ ตรงที่พระอาจารย์นวย ท่านย้ำหนักแน่น
ว่า         คุณปูที่เป็น ‘ขวัญใจ’ ของคนไทยเกือบทั้งประเทศ นั้น
        จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถึง 2 สมัยแน่ๆ!!  
        เรื่องชื่อนั้น อย่าว่าแต่ภาษาไทยเลย แม้ชื่อคนไทยสะกดเป็นฝรั่งยังอาจเป็นปัญหาได้ ต้องระวังกันให้ดี ตัวอย่าง เช่น 
        เพื่อนรัก ‘คู่หู-คู่ฮา’ ของผม ซึ่งมาตั้งแต่อายุไม่ถึงสิบขวบด้วยกัน เคยเขียนถึงเขาหลายครั้งในคอลัมน์นี้
        คุณแม่ของเขาเป็นบุตรีคนสุดท้อง ของท่าน เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ เป็นน้องสาวแท้ๆ ของ คุณควง อภัยวงศ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ และตัวเพื่อนของผมเป็นน้าของ อ.พิมล ศรีวิกรณ์ นายกสมาคมเทควอนโด เพื่อนคนนี้มีชื่อไพเราะ
เพราะพริ้ง ว่า      
        “ปิยะธัช”         สะกดเป็นภาษาฝรั่งว่า PI-YA-TUT
        ‘ปิยะธัช’ ไปเรียนหนังสือที่เยอรมัน ตั้งแต่จบ ม.6 จากเมืองไทย เขาเล่าให้ผมฟังอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ ว่า
        เวลาพวกเยอรมันเรียกทีไร เป็นต้องสะดุ้งทุกทีไป เพราะฝรั่งอ่านชื่อแล้ว ออกเสียงสำเนียงเรียกเป็น      
        “พี-ยา-ตุ๊ด        เพื่อนรักของผมคนนี้บอกว่า ได้ยินฝรั่งเรียกแล้ว มีความรู้สึกเจ็บริดสีดวงที่รูทวารเหลือกำลัง จึงต้องไปสถานทูตเปลี่ยนตัวสะกดใหม่ ในพาสปอร์ตใหม่ เป็น
        PI-YA-TAT        แต่ก็ไปไม่รอด เพราะฝรั่งดันอ่านเป็น “พี-ยา-แต๊ด
        หนักเข้าไปอีก!
        เจ้าตัวถึงกับรำพึงรำพันกับผม ว่า ...
        “โธ่เอ๋ย กูหนอกู อุตส่าห์เปลี่ยนชื่อแทบตาย ฝรั่งมันยังเสือกเรียกสองชื่อ ทั้งเก่าและใหม่ เป็น ‘ตุ๊ด’ เป็น ‘แต๊ด’...”
        ถอนหายใจอย่างท้อแท้ แล้วกล่าวต่อไปอีก ว่า
        “อพิโถ อพิถัง กาละมังแตก...เปลี่ยนชื่อแล้ว ก็ไม่ได้ไปไกลถึงไหนเลย ‘ตุ๊ด’ กับ ‘แต๊ด’ มันห่างกันแค่ 1-2 นิ้ว เท่านั้นเอง เรียกทีไรกูสะดุ้งทักที...จะทำอย่างไงกับพวกมันดีวะ!”
        ฟังแล้ว ก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน
        เจ้าตัวจึงท้อใจยิ่งนัก พาลไม่ยอมเรียนที่เยอรเผือกเยอรมันต่อไปอีกแล้ว บินไปเรียนต่อที่อเมริกามันซะเลย
        ะนั้น เวลาตั้งชื่อลูกก็ต้องคิดกันให้ดี เพราะเดี๋ยวนี้เราจำเป็นต้องติดต่อกับฝรั่งมังค่ามากขึ้น บางชื่อนั้น เมื่ออ่านออกเสียงเป็นฝรั่งแล้ว เหมือนเป็น ‘ลางร้าย’ เลยก็ว่าได้ เช่น
        ชื่อของนักการเมืองใหญ่ ที่สะกดเป็นภาษาอังกฤษ ว่า     
        Mr. BANYAT BANTATTAN
        ภาษาอังกฤษสะกดอย่างนี้ แต่ท่านผู้อ่านจะออกเสียงสำเนียงอย่างไรนั้น ก็สุดแท้แต่ความเห็นของแต่ละคน แต่อยากจะเล่าให้ฟังว่า      
        วันหนึ่ง ยามที่นักการเมืองท่านนี้ ยังมีบุญวาสนา อยู่ในตำแหน่งใหญ่โตมโหระทึก ได้เดินทางไปยุโรป แต่แกคงคุยกับคนไปส่งที่สนามบิน เพลินไปหน่อยหรือยังไงไม่ทราบได้
ทางสายการบินได้ประกาศเรียกตัว ดังก้องภายในอาคารผู้โดยสาร ว่า
        “แอตเตนชั่น,พลีส, แอตเตนชั่น เพจจิ้ง แพสเซ็นเจอร์ ฟรอมไตแลนด์ ” (คนเมืองนี้พูดตัว ท.เป็นตัว ต. ‘แอ็ทเทนฌั่น’ เป็น ‘แอตเตนชั่น’ พูด ‘ไทยแลนด์’ ไม่ได้ กลายเป็น ‘ไต
แลนด์’ ทุกทีไปซิน่า...)        ถึงตอนนี้ เสียงหยุดจังหวะไปนิดหนึ่ง แล้วพูดชื่อผู้โดยสารออกไปว่า
        “มิสเตอร์...แบน..แหยด...มิสเตอร์...แบน..แหยด”      
        เจ้าของชื่อที่ได้ยิน คงจะพอทนได้ แต่คงนึกในใจว่า ชื่อกูอ่าน “นาย บัน-หยัด” เอ็งจะอ่าน “มิสเตอร์...แบน..แหยด” ก็ชั่งหัวแม่เอ็งไปเหอะ! ...
        ปรากฏว่า คนอ่านมือใหม่หรืออย่างไรไม่ทราบได้ เพราะแทนที่จะอ่านนามสกุลผู้โดยสาร ดันไปอ่านเอาตรงชื่อ พอแม่คนอ่านรู้ตัวว่าผิด ก็เริ่มใหม่ หลังจากหยุดไปสักประเดี๋ยว
        สันนิษฐานได้ว่า คนประกาศต้องก้มดูนามสกุล แล้วคงนึกในใจ ว่า
        ชื่อ ‘แบน...แหยด’ น่ะ ก็ยังพออ่านกันได้ แต่นามสกุล จะให้โพรนาวซ์กันยังไงวะเนี่ยะ! ....      
        ...แล้วเธอก็กลั้นใจประกาศต่อ ซึ่งทำให้เจ้าของชื่อ และคณะลิ่วล้อที่ติดตาม แทบช็อกสิ้นสติลงไปในทันที เพราะ....
        อะนาวเซอร์สาว เริ่มต้นประกาศทวนใหม่ ตั้งแต่ แอตเตนชั่น พลีส...แต่พอถึงนามสกุล ก็อ่านไปส่งเดช เสียงดังฟังชัด ว่า       
        “มิสเตอร์ แบน...แต๊ด....แต๋ต๋ต๋นนนนนนนนน!!”       
        โอ้โฮเฮะ...อุเหม่! อีแม่เจ้าประคุณรุนช่อง !!!
        เธอออกเสียง ‘สระแอ๋’ ดังชัดเจนสักครึ่งวิฯ และเว้นวรรคนิดหนึ่ง ก่อนจะลาก ‘สระแอ๋น’ ตามยาวเป็นวา...อย่างที่ผมเขียน (เวลาท่านอ่าน กรุณาออกเสียงให้ดังคับบ้าน จะได้ฟีลลิ่งดีจริงๆ ไม่เชื่อลอง...)      
        เป็นลาง...เห็นมั้ยครับ...บอกแล้วว่า...มันเป็น ‘ลางร้าย’ จริงๆด้วย !!
        ดังนั้น ต่อจากนี้ไป ใครก็ตาม กรุณาอย่าได้มาพูดกับผม ว่า ชื่อ นามสกุล อะไรก็ได้ไม่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นชื่อไทยหรือฝรั่ง หรือจะมาปุจฉาเป็นปริศนา ‘ผะหมี่’ ถามกับผม ว่า ชื่อนั้นสำคัญไฉน?” เพราะ...
        ชื่อนั้น...สำคัญแน่ๆ!!!
...................
ท้ายบท เรื่องของมิสเตอร์ “แบนแต๊ดแต๋” ผู้ที่นำเรื่องนี้มาเผยแพร่ เป็นลิ่วล้อของแกในตอนนั้น ชื่อ         นาย ว. วิศนุ         ตอนเกิดเรื่อง นาย ว.คนนี้ ยังเป็นข้าราชการประจำอยู่ ต่อมาบุญหล่นทับ ได้เป็นถึงรองอัครมหานายก
        แต่...
        นายคนนี้สันดานเสีย จนเป็นที่รู้กัน คือเมื่อผู้บังคับบัญชาเหนือตน หมดอำนาจวาสนาลง กลายเป็น “นายเก่า” หรือ “อดีตนาย” เมื่อใด อีตาคนนี้จะสำแดงสันดานไม่ดีออกมา โดยไม่เคยคิดถึงเรื่องดีๆ ที่นายเก่าเคยเอื้อเฟื้อหรือทำให้ เพราะไอ้นาย ว.คนนี้ ชอบนำเรื่องของนายเก่า มานินทาว่าร้าย
ตามประสา ‘บริกร’ ชั้นเลว
        ที่ไม่เคยเห็นใคร มีบุญคุณกับตน!
        ล่าสุด ถึงกับทำเป็นหนังสือ ชื่อ “โลกนี้คือ...ยี่เก” นำเอาเรื่องนายเก่า ที่ยังพลัดบ้านพลัดเมือง ต้องไปสัญจรในแดนไกล มาเขียนนินทา ด่าเขาลับหลัง
        ที่อีตาคนนี้เขียน เท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น ไม่มีคนรู้ โดยเฉพาะบทสนทนา ระหว่างตัวแกกับนายเก่า เพราะนาย ว. แกจะอ้างได้ว่า 
        เป็นการพูดกัน เพียงสองต่อสองเท่านั้น ไม่มีใครรู้เห็น!
        เมื่อนายเก่ายังไม่มีโอกาสพูด จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากไอ้หมอนี่มันจะเสริมเติมแต่ง ป้ายสี ให้ร้าย ตามสันดานของมัน และคงพิสูจน์ความถูก-ผิด กันยาก เพราะเอาอะไรมายืนยัน เป็นมั่นเหมาะคงไม่ได้
        เนื่องจากเป็นการยันกัน แค่ปากต่อปากเท่านั้น!
        ที่น่าทุเรศคือ ไอ้หมอนี่มันเหิมเกริม ถึงกับสิ้นคิด เอาเรื่องของนายเก่า ที่ยังมีชีวิตอยู่ มาพิมพ์ขายหาแดกแล้ว โดยไม่บอกกล่าวเขาเลย แม้แต่คำเดียว
        ไอ้บริกรตัวนี้...มันระยำจริงๆ!!!
       

 (คอลัมน์ กาแฟขม ขนมหวาน ตอน ชื่อนั้นสำคัญแน่ๆ!!!  ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 22 มีนาคม 2555)http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=355




 

วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

เจาะใจ "คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" เปิดปูม "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" ...รู้ไหมเพราะอะไรเขาถึงโดนปฎิวัติ!!


จะว่าไปแล้วความขัดแย้งในสังคมไทย ยังเป็นประเด็นหลักที่คนทุกวงการ ทุกสาขาอาชีพ ต่างพูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง


โดยเฉพาะเรื่องการปรองดอง หรือการนิรโทษกรรม ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงในสังคมไทยได้ทุกเมื่อ


เช่นเดียวกับการต่อสู้ระหว่างระบอบ "ทักษิณ" กับฝ่ายอนุรักษณ์นิยม ก็ถือเป็นประเด็นความขัดแย้งหนึ่ง


ต่อกรณีดังกล่าว คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์" ในหลายประเด็นที่เกี่ยวกับ "ทักษิณ" และการต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์ท่ามกลางความขัดแย้งดังนี้


-ในฐานะที่เห็นการเมืองมาเยอะ ประเทศไทยจะมีทางออกหรือจะปรองดองได้อย่างไร?


คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ต้องย้อนไปเมื่อ 10 ปี จำได้หรือไม่ที่ในหลวงรับสั่งว่า สิ่งที่วิกฤตมากที่สุดในโลกมาจากความขัดแย้งทางการเมือง และจะเห็นได้ว่าความขัดแย้งมีเพิ่มขึ้นตลอดเวลา โดยอ้างระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่คุณทักษิณเข้ามาเป็นรัฐบาล


คุณทักษิณจะพูดเสมอว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่เป้าหมาย ประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือ เมื่อทรรศนะที่มีต่อประชาธิปไตยเป็นแบบนี้ จึงทำให้การบริหารจัดการทุกอย่างมุ่งเป้าหมายเป็นหลัก โดยไม่สนใจว่าจะมาโดยวิธีไหน เพราะเขาไม่เชื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แม้จะเรียกร้องก็ตาม เพราะพฤติกรรมไม่ได้บอกและทำอย่างนั้นมาโดยตลอด ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เขาไม่แคร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก่อนจะใช้ประชานิยมเป็นตัวล่อ เอาเงินไปจ่าย และบอกว่าถ้าใครเลือกเราจังหวัดนั้นจะได้งบประมาณก่อน ในทางกลับกันไม่เลือกก็จะได้ช้า นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แม้จะเป็นเสียงข้างมาก


การเป็นเสียงข้างมากไม่ใช่ว่าจะทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ ซึ่งทัศนคติเป็นแบบนี้เป็นมา 10 ปี ยิ่งประชานิยมสุดโต่งก็ยิ่งซ้ำเติมชีวิตประชาชน เพราะไม่เป็นจริง สวนทางเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ ไม่ได้ให้ความรู้ประชาชน เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน เราเป็นคนบ้านนอก เราเข้าใจถึงความลำบาก เมื่อให้เงินแล้วไม่งอกเงย นำไปซื้ออย่างอื่น หรือเสียเงินไปกับการซื้อโทรศัพท์ ประชาชนไม่รู้ว่าจะใช้เงินอย่างไร มี 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้ผล ที่เหลือละลายหายไปเลย


จากการศึกษาติดตาม ไม่ได้โจมตีนะ การมีกองทุนหมู่บ้านโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าเป็นการนำเงินให้ประชาชนซื้อของของเขา เขาเริ่มตรงนั้น เงินใครๆ ก็อยากได้ แล้วไปสร้างภาพพจน์ว่าประชาชนรวย ซึ่งไม่จริง ไม่มีใครตามไปบอกมากกว่า สุดท้ายก็เลยเกิดการคอร์รัปชั่น


เช่นเดียวกับกองทุนพัฒนาสตรี ก็จะซ้ำรอยเดิมกับกองทุนหมู่บ้าน อ.คณิต ณ นคร เคยเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าเงิน 7.7 พันล้านบาท เป็นเงินจำนวนมากควรออกเป็นพ.ร.บ. เพื่อให้คนมีส่วนร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ ต่อมาก็คือเป็นระเบียบสำนักนายกฯ ไม่พอ แถมให้รัฐมนตรีที่ด่างพร้อยเป็นประธานอีกด้วย ประการสุดท้ายก็คือ สตรีทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงกองทุนนี้ ไม่ต้องลงทะเบียน เพราะการลงทะเบียนถือเป็นการกีดกัน ถ้าแบบนี้ถือว่าไม่ใช่การพัฒนาสตรี เช่นเดียวกับการปล่อยกู้ สตรีมีความสามารถที่จะกู้เงินได้หลายช่องทาง ไม่จำเป็นต้องยัดเยียดให้เขา


-มองว่าไม่ใช่เป็นการพัฒนาสตรี แต่เป็นเครื่องมือทางการเมือง?


ใช่ ทำไมต้องลงทะเบียน ผู้หญิงทุกคนควรมีสิทธิ์เข้าถึงการใช้จ่ายเงินก้อนนี้ในการพัฒนาเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุที่เป็นสตรี แต่เปิดช่องทางสั้นมาก และตั้งคุณนลินี ทวีสิน มาเป็นประธานได้อย่างไร ทั้งที่เป็นคนที่อเมริกาไม่ยอมทำธุรกรรมทางการเงินด้วย ห้ามเข้าประเทศด้วย มีข่าวซึ่งไม่ยืนยันว่า คุณเอาเงินมาก่อนแล้วจะให้คุณกู้ อย่างนั้น อย่างนี้ ลักษณะเช่นนี้ก็จะเกิดการคอรัปชั่นได้ง่าย


ส่วนที่อยากจะเพิ่มเติมจากอ.คณิต ก็คือ อยากให้สตรีทุกคนได้รับอานิสงส์ตรงนี้ด้วย ไม่จำเป็นที่จะต้องให้กู้ แต่ควรเอาเงินส่วนใหญ่มาพัฒนาสตรี เพราะแต่ละชุมชนมีกลุ่มสตรีอยู่แล้ว ควรส่งเสริมให้เข้มแข็ง เพราะเขารู้ปัญหาของเขา เมื่อตั้งมาใหม่แล้วเอาคนของตัวเองมาเป็น มันคืออะไร 70 เปอร์เซ็นต์ให้กู้ ที่เหลือไม่กี่เปอร์เซ็นต์เอามาพัฒนาศักยภาพ แบบนี้มองว่าไม่ชัดเจน ไม่อยากเห็นภาพที่พี่ชายทำกองทุนหมู่บ้าน น้องสาวมาทำกองทุนพัฒนาสตรี


ย้อนไปที่ความขัดแย้ง ที่ว่ามีความขัดแย้งเพิ่มขึ้นนั้น เพราะทัศนคติที่คิดว่าคนส่วนใหญ่เลือกมา อันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย และอย่างที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะบอก ควรฟังเสียงส่วนน้อย 25 ล้านคนด้วย เขาเลือกพรรคเพื่อไทยแค่ 15 ล้านคน คุณไม่ฟังเขาบ้างเลยเหรอ ฝรั่งบอกว่าประชาชนต้องมีสิทธิ์ออกเสียง ไม่ใช่ว่าคุณชนะแล้วจะทำอะไรก็ได้


-มองอีกมุมของความขัดแย้ง ถือเป็นจุดเปลี่ยนระหว่างทุนเก่ากับทุนใหม่?


"คงไม่ชัดเจนขนาดนั้น" คุณหญิงกัลยา กล่าวและว่า เดี๋ยวนี้ทุนมาอยู่ข้างหน้า ก็เลยเป็นธุรกิจการเมืองไปโดยปริยาย มันเปลี่ยนไปแล้ว ใช้ทุนเป็นตัวนำ เมื่อปี 44 ที่คุณทักษิณเข้ามาตอนแรก เขาอวดว่าบริษัทของผม ถ้าลูกน้องผมทำผิดแต่ได้กำไรผมก็ให้รางวัล ชื่นชมเขา แม้ไม่ใช่คำต่อคำ แต่ความหมายเป็นอย่างนั้น ลองค้นดูได้ ฉะนั้น เรารู้ตัวตนของเขาดี เขาเอาเงินเป็นหลัก ทำประชานิยมสุดโต่ง สร้างมวลชนของตัวเอง


ลูกน้องทักษิณที่เป็นรองนายกฯ พูดหลายครั้งในสภาฯ นอกสภาฯ ว่า คุณทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่คุณทักษิณทำสิ่งที่กฎหมายห้าม ดิฉันเองก็เรียนกฎหมาย ฟังดูแล้วคิดว่าไม่ผิดเหรอ เขาตั้งใจพูด ถ้าคนเป็นรองนายกฯ แล้วมีทัศนคติอย่างนี้ แล้วประเทศจะเดินหน้าอย่างไร พอจับได้ไล่ทันก็บอกว่าสับขาหลอก เป็นเทคนิคการหาเสียง ไปเรื่อยเปื่อย ผู้นำของประเทศจะพูดแบบนี้ไม่ได้


-ปชป.เลือกตั้งมา 4 ครั้ง ก็แพ้หมด ขณะที่ "ทักษิณ" เปลี่ยนพรรคแล้วคะแนนยังมาแรง?


จำได้หรือไม่ เขาได้ 377 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเยอะเป็นประวัติศาสตร์ เขาก็อยู่ไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงว่ามาโดยวิธีไหน เพราะอะไร เพราะเขาไม่มีคุณธรรมจริยธรรม เขาไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ชีวิตคุณทักษิณเลยเป็นอย่างนี้ เช่นเดียวกับก็เหมือนร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เมาไม่เมาไม่รู้ แต่พฤติการณ์เขาแสดงออก ถ้าคุณทักษิณมีคุณธรรมจริยธรรม เขาคงไม่ขายหุ้นเทมาเส็กโดยไม่เสียภาษี เขาถึงเจ๊ง และด้วยทัศนคติต่อประชาธิปไตยที่เอาประชาธิปไตยมาบังหน้าว่ามาจากการเลือกตั้ง เสียงข้างมากคุยแล้วคุยอีก แต่ 25 ล้านเสียงที่เหลือไม่พูดถึง ทำให้ดิฉันคิดถึงฮิตเลอร์


เมื่อเป็นเสียงข้างมากทำให้มีการแทรกแซงศาล ต่อไปนี้ทำอะไรไม่ผิด ผิดก็แก้เป็นถูก ถ้าแทรกแซงไม่ได้ก็หนี แทรกแซงสื่อต่อไปนี้ทำผิดทำถูกสื่อจะไม่ว่า เชียร์ด้วยซ้ำ สุดท้ายทำลายคู่ต่อสู้เหมือนฮิตเลอร์ แต่ทักษิณทำมากกว่านั้น คือสั่นคลอนสถาบันฯ เพราะสมัยที่เป็นรัฐบาลมีความเสี่ยงต่อการหมิ่นสถาบันฯ เพิ่มขึ้นมาก เพราะปล่อยปละละเลย ฉะนั้น 19 ก.ย. ถึงเกิดจากเหตุการณ์เหล่านี้


-แล้วความขัดแย้งจะจบลงอย่างไร?


เรื่องนี้จะยังไม่จบถ้ามีคนเติมฟืน คนไทยต้องตัดสินใจ สิ่งที่พูดเพื่อเป็นการสื่อให้คนไทยว่าเหตุการณ์ขัดแย้งเกิดจากอะไร จนวันนี้ยังไม่เลิก อย่างน้องสาวเข้ามาวันนี้ก็ผิดมนุษย์ มีที่ไหนเข้ามาเป็นนายกฯ ได้ใน 49 วัน ครอบครัวเดียวกันเป็นนายกฯ ถึง 3 คน ไม่ใช่บริษัทที่จะถ่ายโอนอำนาจได้ ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ เรื่องนี้ประชาชนต้องเข้าใจ เพราะเขาวางแผนมา


การทำท่าตาดูดาว เท้าติดดินของคุณทักษิณขณะนั้นเหมือนฮิตเลอร์มาก และเขาก็เดินตามฮิตเลอร์มาโดยตลอด เมื่อเร็วๆ นี้ นิตยสารต่างประเทศได้ลำดับผู้นำที่เลวที่สุด 5 คน คุณทักษิณก็อยู่ในนั้น



-ปชป.ต้องปรับตัวหรือเปล่า? เพราะการแพ้เลือกตั้งบอกอะไรบางอย่าง


อาจเป็นไปได้ในฐานะที่เป็นพรรคการเมือง เราต้องดูตัวเราเอง จริงอยู่ที่เราแพ้ เรายิ่งรู้สึก มากกว่านั้นเราต้องมาวิเคราะห์ หนทางอนาคตเป็นอย่างไรเราทำอยู่แล้ว ส่วนจะมียุทธศาสตร์อย่างไรนั้น ดิฉันวิเคราะห์คนเดียวคงไม่ได้


-ปฏิญญาหาดใหญ่ช่วยอะไรได้บ้าง?


ก็ถูกวิจารณ์ทั้งบวกและลบ อย่างน้อยก็ทำให้คนตื่นตัว และเราเชื่อว่าทางพรรคโดยอุดมการณ์ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจมากที่สุด เมื่อไม่มีสื่อหลัก เราไม่มีตัวช่วย เราจะหนักกว่าอีกฝ่าย จะด้วยเหตุผลอะไรเราไม่ต้องพูด เป็นที่รู้กัน เราต้องหาวิธีการ ปฏิญญาก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความเข้มแข็งให้กับสาขาทั้ง 14 สาขาภาคใต้ ส่วนภาคอื่นๆ ก็ทำได้ตามศักยภาพ เราเป็นสถาบันการเมืองที่สาขาพรรคและประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด แต่ตรงนี้ ยังขายไม่ได้ เราต้องมาดูว่าทำไม เพราะเราไม่มีเงินมากพอที่จะตั้งหมู่บ้าน ทั้งนี้ ถ้าเข้าไปหมู่บ้านแดงจริงๆ แล้ว ไม่ใช่ทุกบ้านที่เป็นเสื้อแดง เขาเอาธงแดงไปปัก เมื่อไม่เห็นด้วยอาจจะอยู่ไม่ได้ อาจจะด้วยความจำยอม


-ทำไมนโยบายปชป.ไม่โดนใจชาวบ้านธรรมดาเท่ากับพรรคในระบอบทักษิณ?


หลักใหญ่ๆ เขาประชานิยมสุดโต่งขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ เพราะเขาไม่ได้คาดหวัง แต่เมื่อเราทำอย่างนั้น คนคาดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์สูงกว่า ฉะนั้น เขาหลอกคนได้มากกว่า โดยเฉพาะนโยบายค่าแรง 300 บาทต่อวัน อะไรต่อมิอะไรมากมาย ซึ่งล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เขารับผิดชอบหรือไม่ สื่อไม่ว่า ลองเป็นพรรคประชาธิปัตย์ซิ บอกว่าจำนำได้หมื่นห้า เมื่อไม่ได้เราถูกตีตาย เราซี้ซั้วไม่ได้ เรามีจุดยืน อุดมการณ์ชัดเจน นโยบายเราสู้เขาได้แต่เราไม่ได้เอาเงินไปล่อ เราเป็นต้นคิดเรื่องค่าแรงขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ เรารอบคอบ คิดอย่างดี เราจะบอกว่า 300 บาทต่อวัน เราพูดไม่ได้ ลาก่อนน้ำแล้งน้ำท่วมเขากล้าพูด แต่เราพูดไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาเหมือนฮิตเลอร์ที่เข้าไปแทรกแซงศาล สื่อ ทำลายคู่ต่อสู้ อย่างที่บอกไปข้างต้น


พูดถึงนโยบาย ตอนนี้คนร้องใหญ่เลย ข้าวยากหมากแพง นโยบายที่บอกก็ยังทำไม่ได้ ทันทีทั่วประเทศเขาพูดได้ ถ้าเป็นเรา เราถูกตีตาย นโยบายของเราศึกษาอย่างรอบคอบ เป็นเหตุเป็นผลถึงประกาศออกไป ซึ่งไม่น่าสนใจเท่า ขายไม่ออก เกษตรกรชอบแต่เขายังไม่รู้ และเราไม่จำเป็นต้องไปบอกว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างไร ประชาชนจะเห็นเอง โดยเฉพาะราคาน้ำมัน หรือค่าแรง สุดท้ายไม่มีใครว่า เพราะสังคมเป็นอย่างนี้ไง ไม่มีคุณธรรม


อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกให้รู้ก็คือ ตลอด 10 ปี ที่เขาเป็นรัฐบาล เขาไม่เคนสนใจเรื่องผู้สูงอายุเลยแม้แต่น้อย ไม่เคยให้แม้แต่บาทเดียว มีแต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ให้ ก่อนจะมาให้เพิ่มในภายหลัง เราเป็นคนเริ่มต้น เมื่อเราให้เขาก็มาเกทับ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง นโยบายเราดี แต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เราไม่กล้าพูด เมื่อกล้าพูดสื่อก็ตีเราตาย


ตอนนี้คนเริ่มเห็นแล้วว่าประกันราคาข้าวดีกว่า เพลี้ยลงหรือน้ำท่วมก็ได้ เงินถึงประชาชนจริงๆ พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการศึกษามากที่สุด กยศ.พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นคนเริ่มต้นสมัยคุณชวน หลีกภัย ไม่รู้ว่าครูหลายๆ คนเข้าใจหรือเปล่า แต่สิ่งที่เราทำไม่หวือหวา ไม่ประชานิยม ที่แปลกก็คือเขาใช้การตลาดมาก 30 บาทรักษาทุกโรคของเขาที่เป็นโลโก้ เราให้รักษาฟรีด้วยซ้ำ เราไม่เคยเรียกร้องบุญคุณ คนก็จำเราไม่ได้ ต่อไปนักการเมืองก็จะไม่สนใจทำเรื่องการศึกษานะ เพราะหลายปีกว่าจะได้ผล แต่เราเห็นว่าจำเป็นต้องยกระดับ เราปฏิรูปการศึกษา แต่สิ่งเหล่านี้อธิบายยาก เห็นด้วยแต่ไม่เชียร์ จับต้องยาก


จะว่าไปแล้วประเทศไทยจะโชคดีก็โชคดี จะโชคร้ายก็โชคร้าย เพราะไม่ปล่อยประเทศพังเหมือนหลายๆ ประเทศ เมื่อใกล้งอม เขาจะใช้บริการพรรคประชาธิปัตย์ทุกครั้ง เมื่อมีวิกฤตพรรคประชาธิปัตย์ก็มารับช่วง ในที่สุดโจทก์กลายเป็นจำเลย หรือตอนที่กู้เงินไอเอ็มเอฟ เรามาแก้ให้ ถ้าเราไม่เข้ามาประเทศก็จะกลายเหมือนประเทศอื่นๆ จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ได้นะ


-มักจะมีวาทกรรมที่ว่าปชป.ก้าวไม่พ้นทักษิณ?


ประเด็นนี้ พรรคเพื่อไทยเองก็ก้าวไม่พ้นคุณทักษิณเหมือนกัน ยังใช้บริการเขาตลอด เขาแสดงตัวตนชัดขึ้นตลอดว่าเขาเป็นนายกฯ แม้กระทั่งตอนชุมนุมเสื้อแดง เขาบอกให้ส.ส.ดูแลคนเสื้อแดง จดชื่อแล้วมาเอาเงินที่ผม เขาก็สนับสนุน ไทยก็เลยเหมือนเขมรที่มีนายกฯ 2 คน คนหนึ่งอยู่ต่างประเทศ อีกคนอยู่ในไทย สิ่งนี้เมื่อคนไม่รู้ เราก็ต้องทน


-คนที่เชื่อทักษิณก็เชื่อยิ่งขึ้น คนที่เชื่อแบบคุณหญิงก็ยิ่งมั่นใจ แล้วจะอยู่กันอย่างนี้หรือ  ?


ไม่เป็นไร คุณทักษิณเองศาลพิพากษาแล้วว่า เขาเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สามารถบิดเบือน สามารถพูดอย่างที่ร.ต.อ.เฉลิม หรือคนเสื้อแดงพูดได้ คุณยิ่งลักษณ์มาเป็นนายกฯ 6 เดือนกว่าเขาทำอะไรให้ประชาชนบ้าง ประชาชนน่าจะตื่นตัว เขาไม่ได้ดูเรื่องปากท้องประชาชนเลย เขาสนใจอยู่แต่คุณทักษิณ ว่าจะมาโดยไม่ได้รับโทษอย่างไร ได้เงินคืนอย่างไร มุ่งเน้นอยู่อย่างนี้ หรือต้องแก้รัฐธรรมนูญ ต้องนิรโทษกรรม


เชื่อว่าคนเสื้อแดงเองก็ถูกกระทบ เขาไม่เคยหันมาดู ต้องกระชากราคาน้ำมันต่างๆ นานา เขาหลอกอย่างนี้ เสื้อแดงเขาน่าจะรู้นะ คงไม่ใช่ทางใดทางหนึ่ง เพราะวัฒนธรรมสังคมเปลี่ยนไป โซเชียลมีเดียช่วยกระจายข่าวมากขึ้น แล้วจะมีคนส่วนหนึ่งเข้าใจว่ายังจะสนับสนุนคนที่หลอกลวงเราอีกหรือเปล่า


-มีพรรคทางเลือกอื่นอีกหรือไม่หากไม่เอา "ทักษิณ" เพราะปชป.เองก็ไม่ใช่ทางเลือก?


เราต้องไม่หมดความหวัง เราต้องทำให้ประชาชนมีความรู้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ต้องให้ความรู้ ให้เขาตัดสินใจเอง เมื่อเขารู้ความจริง เขาอาจจะตัดสินใจมาหาเราก็ได้ ดิฉันเชื่ออย่างนั้น ในที่สุดสังคมต้องอยู่บนความจริง จะอยู่แบบหลอกลวงอย่างนี้อีกนานไม่ได้


เราสู้อยู่แล้วตามระบบสภาฯ แต่ทั้งคุณทักษิณ ทั้งคุณยิ่งลักษณ์ ทำให้สภาฯ อ่อนแอ ไม่ให้ความสำคัญกับสภาฯ เขาไม่มาสภาฯ ผ่านพ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านก็ไม่มาสภาฯ ไม่มาตอบด้วย เป็นความตั้งใจของเขา ขณะเดียวกันเขาไปสร้างความเข้มแข็งนอกสภาฯ สร้างกองกำลังทั้งมีอาวุธและไม่มีอาวุธ มีมวลชน เขาไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบปกติ เขาไม่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร คุณไม่ได้คิดถึงบ้านเมืองหรืออย่างไร และทำแบบนี้เรื่อยมา


เขาต้องมีสำนึก คนของเขาก็ด้วย ต้องมีจริยธรรมมากขึ้น แก้ปัญหาเป็น เมื่ออยู่ในระบอบประชาธิปไตย แต่เขาทำอย่างอื่นมากมาย คิดวาทกรรม คิดการตลาด ขุดของเก่า คุยเรื่องอำมาตย์ ไพร่ พูดเพื่อโจมตีฝ่ายตรงกันข้าม มีกำลังเงินมากกว่า มากกว่านั้น มีคนเคยพูดว่า "เผด็จการทหารตลอดช่วงประวัติศาสตร์ของไทยที่เขาทุจริตคอร์รัปชั่นยังน้อยกว่าทักษิณคนเดียว"


-สุดท้ายมองกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างไร หลังต่อสู้ด้วยกันมา?


บางอย่างก็เห็นตรงกัน บางอย่างก็ไม่ตรง และเป็นมาแต่ไหนแต่ไร แต่ว่าสื่อฝ่ายคุณทักษิณพยายามผลักไปเป็นพวกนั้นพวกนี้ ให้รวมกอง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคนไม่รู้ เราเองก็ไม่อยากวิจารณ์กลุ่มพันธมิตรว่าแผ่วหรือไม่แผ่ว แต่เชื่อว่าเขามีอุดมการณ์ของเขา เขาดูจังหวะเมื่อไหร่ควรหรือไม่ควร เรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมา ทำอะไรบ้าง แต่ดีใจอย่างหนึ่งที่โฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ พูดชัดเจนว่า จะไม่ขอรับประโยชน์ที่จะได้รับจากการนิรโทษกรรม แม้คุณจะกล่าวเพิ่มโทษอย่างไร คุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็พูดเหมือนกัน ส่วนการมองว่าจะเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ สรุปอย่างนั้นไม่ได้ แต่อุดมการณ์นี้เราตรงกัน จะดึงเราไปเพื่อจะได้ประโยชน์กันเขาหรือไม่ ใครก็มองเห็น


อย่างไรก็ตาม คุณหญิงกัลยา ยังกล่าวถึงประเด็นสถานีโทรทัศน์บลูสกายอีกว่า เป็นหนทางหนึ่ง แต่จะไปคาดหวังอะไรไม่ได้ เพราะเพิ่งเริ่ม และที่เชิญเราไปออกรายการคนก็รู้จักเรามากขึ้น อันนี้เป็นการให้ข้อมูล ให้ข้อเท็จจริง เราพูดไปคนสามารถตรวจสอบได้ เพียงแต่คนลืม ไม่ตระหนักว่าสิ่งที่คุณทักษิณ ทำความเสียหายให้บ้านเมืองมีอะไรบ้าง


ถึงอย่างไรแล้วแต่ ดิฉันคิคว่า เรายังไม่สิ้นหวังและสู้ต่อไป ประชาชนต้องสู้กับเรา ไม่ใช้สู้ให้พรรค แต่ก้าวข้ามพรรคไปเป็นเพื่อประเทศชาติ เราต้องมองว่าถ้าเป็นแบบนี้อยู่ประเทศก็จะไปไม่รอด ต้องมาคิดว่าเราจะช่วยกันอย่างไร

ที่มาhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1332176049&grpid=01&cat...
วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 23:59:59 น

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

กลุ่มทุนนิยมสามานย์ VS กลุ่มนิยมสามานย์ (ไม่มีทุน)




การออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ดูเหมือนจะเข้มข้นและอาจนำไปสู่ความรุนแรงจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่อีกมุมหนึ่งก็มองว่าอาจเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของบรรดาสลิ่มและขาประจำที่พยายามทำให้การเมืองไทยกลับมาอยู่ในวังวนอำนาจเดิมๆที่ต้องอิงอยู่กับพรรคข้าราชการ (อำมาตย์) และกองทัพ
เพราะทั้งพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่ม ส.ว.สรรหา กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มเสื้อหลากสี และกลุ่มสยามสามัคคี ที่อ้าง 3 ประเด็นหลักในการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นหมวดที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ องค์กรอิสระ และกฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าห้ามแก้ในทุกหมวดที่กล่าวมา ก็ไม่ต่างอะไรกับออกมาบอกว่าห้ามแก้รัฐธรรมนูญฉบับ “มดลูกเผด็จการ” ที่เป็นมรดกจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ยึดอำนาจไปจากประชาชนนั่นเอง
ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ขัดต่อหลักนิติรัฐและนิติธรรมอย่างชัดเจน อย่างที่นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ชี้ว่ามาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญกำหนดว่า องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี สภา ศาล และองค์กรอิสระต่างๆ ต้องดำเนินการตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม แต่มาตรา 309 กลับประกาศนิรโทษกรรมเหมือนเซ็นเช็คล่วงหน้าว่าการกระทำใดๆของคณะรัฐประหารที่ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาถือว่าไม่มีความผิด ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
รัฐสภาวันนี้ไม่ใช่รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แม้จะอ้างว่าได้รับการลงประชามติรับจากประชาชนก็อยู่ภายใต้ปากกระบอกปืน ไม่ใช่เจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน เช่นเดียวกับองค์กรอิสระที่มาจากอำนาจเผด็จการ ไม่ใช่มาจากประชาชน
พรรคการเมืองสูญพันธุ์
ขณะที่นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคชาติไทยพัฒนา แถลงในสภาว่า 4-5 ปีที่ผ่านมารัฐธรรมนูญปี 2550 ทำให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่เปิดช่องให้มีการปฏิบัติ 2 มาตรฐานเท่านั้น บางครั้งยังมีการใช้ดุลยพินิจเกินขอบเขตอีกด้วย ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ระบุชัดเจนที่จะบอนไซพรรคการเมือง ทั้งที่มาจากประชาชนและเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชา ธิปไตยที่ทุกประเทศต้องการให้พรรคการเมืองแข็งแกร่ง ไม่ใช่ต้องการทำให้พรรคการเมืองสูญพันธุ์หรือเป็นอัมพาต อย่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่วันนี้ยุบพรรคการเมืองเป็นว่าเล่น ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ แต่อาจถูกยุบเมื่อไรก็ได้หากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ
“สภาพพรรคการเมืองวันนี้เป็นพรรคนอมินีทั้งนั้น กรรมการบริหารก็นอมินี ทุกคนหลบฉากหมด สภาพนักการเมืองตกเป็นของคนสวนบ้าง คนใช้บ้าง เกิดขึ้นได้อย่างไรในเมืองไทย”
ตุลาเพี้ยน เสนาพลาด
ที่สำคัญแม้แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ที่วันนี้อยู่ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ก็ยอมรับว่าการทำรัฐประ หาร 19 กันยายน 2549 เพื่อกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้แก้ปัญหาวิกฤตบ้านเมือง แม้จะอ้างว่าถ้าไม่ตัดสินใจทำรัฐประหารอาจเกิดความรุนแรงที่คาดไม่ถึงก็ตาม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเหตุผลในการทำรัฐประหารจนถึงการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้ตอบโจทย์ที่จะทำให้ประชาธิปไตยแข็งแกร่ง แต่ต้องการบอนไซพรรคการเมืองอย่างที่นายชุมพลกล่าว
เช่นเดียวกับนายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กล่าวถึงการทำรัฐประหาร 19 กันยาฯว่า ส่วนตัวเรียกว่า “ตุลาเพี้ยน เสนาพลาด” หรือเสนานิยมที่ยึดอำนาจเสร็จ วันนี้ขอเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เรามีนายกฯถูกปลดจากการทำรายการอาหาร แต่ตุลาการกลับไปสอนหนังสือได้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับสภาโจ๊ก สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2475-2552 การเมือง ไทยพายเรือในอ่าง การเมืองไทยอยู่ในวังวน 2 สิ่งคือ ร่างรัฐธรรมนูญและฉีกรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ไม่รู้ว่า 2 สิ่งนี้จุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน
เหมาเข่ง “ทักษิณ”
เช่นเดียวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ที่พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มสลิ่ม และขาประจำ ไม่พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย แต่ต้องการไม่ให้แก้ไขทั้งที่มาและอำนาจขององค์กรอิสระ และยังไม่ให้แตะต้องกฎหมายใดๆที่เป็นผลพวงหรือตราบาปจากระบอบเผด็จการ โดยเฉพาะมาตรา 309 แต่กลับพยายามบิดเบือนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทั้งหมดก็เพื่อช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความผิด
อย่างที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปว่า พยายามทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นสุดยอดจักรวาลชีวิต มีอะไรก็ทักษิณ ทั้งๆที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของบ้านเมือง หลายประเทศในโลกเคยบาดหมางรุนแรงจากเรื่องเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกว่าของไทย ยังหาทางปรองดองกันได้ เพราะทุกคนเปิดใจกว้าง เดินจับมือข้ามความขัดแย้งไปด้วยกัน แต่ของไทยคิดเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลัก ไม่ยอมเปิดใจกว้าง เพื่อหาทางไม่ให้คนที่คิดว่าเป็นปฏิ ปักษ์ทางการเมืองกลับมาเท่านั้น
“1 ใน 4 เหตุผลที่ คมช. ยึดอำนาจในขณะนั้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณทุจริตคอร์รัปชัน ก็ตั้ง คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ขึ้นมาตรวจสอบว่าทุจริตจริงหรือไม่ ซึ่ง คตส. ต้องมีหน้าที่ชี้ว่าทุจริตหรือไม่ ถ้าชี้ว่าสุจริต เหตุผลในการยึดอำนาจก็ตกไป เท่ากับทำลายความชอบธรรมในการยึดอำนาจ ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าเมื่อ คมช. ยึดอำนาจแล้วก็มีผู้รับเหมาแบ่งงานกันทำ รับเหมาร่างรัฐธรรมนูญ รับเหมาจัดการ พ.ต.ท.ทักษิณก็ทำ รับเหมาในการวางแผนสืบทอดอำนาจก็ว่ากันไป เขาจึงเรียกว่ามีผู้รับเหมาทำบันได 4 ขั้นให้กับ คมช. ในเวลานั้น ฉะนั้นสถานการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณเกิดขึ้นจากตรงนั้น แตกต่างจากกระบวนการยุติธรรมโดยปรกติ แล้วเราจะยอมให้กลไกระบอบเผด็จการมาสร้างสิ่งที่ล้ำค่าในประวัติศาสตร์ทางการเมือง แล้วต้องปกปักรักษาไว้ หรือจะทำให้ทุกสิ่งที่ระบอบเผด็จการสร้างถูกคลี่คลายสลายลงด้วยประชาธิปไตยและให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป เชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณ แต่บางฝ่ายไม่มีอะไรนอกจากวิญญาณพยาบาทเท่านั้นเอง”
“เฉลิม” อย่าเยอะ!
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศอย่างวีรบุรุษ ไม่ใช่เป็นนักโทษ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยากกลับประเทศไทย โดยเร็ว ส่วนจะเป็นเมื่อใดนั้นไม่มีใครทราบ เพราะ ต้องดูเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง แต่ไม่ใช่เพราะ การแก้รัฐธรรมนูญอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาเป็นเงื่อนไขทางการเมืองในขณะนี้
โดยเฉพาะท่าทีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่แสดงบทบาทเป็น “หัวหมู่ทะลวงฟัน” ยืนยันว่าจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านในปีนี้ให้ได้ จน น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องลดกระแสการโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามว่าคงเป็นไปไม่ได้ก็ตาม แต่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมเคลื่อนไหว ตามกระบวนการกฎหมายและรัฐสภาอย่างเงียบๆได้หรือไม่ เพราะขณะนี้ไม่ใช่บรรยากาศการเลือกตั้ง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิป ไตยและมีเสรีภาพ
โดยเฉพาะการออกมาประณามเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิมไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าว เหมือนต้องการกระทืบกลุ่มนิติราษฎร์และกลุ่มที่เคลื่อนไหวให้แก้ไขมาตรา 112 ทั้งที่ไม่ได้เสียหายอะไรเลยหาก ร.ต.อ.เฉลิมไม่พูด เพราะท่าทีดังกล่าวของ ร.ต.อ.เฉลิมทำให้พรรคเพื่อไทยถูกมองในแง่ลบว่าพยายามจะเกี๊ยะเซียะกับกลุ่มอำมาตย์แล้วถีบหัวส่งประชาชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย
ไม่กลัว “ทักษิณ”
กลุ่มสลิ่มและขาประจำไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มเสื้อหลากสี และกลุ่มสยามสามัคคี จึงใช้เป็นเงื่อนไขปลุกระดมและโจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงว่าเป็นร่างทรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงพยายามทำทุกรูปแบบเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณพ้นผิดและกลับประเทศ
อย่างที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว. สรรหา และอดีตหัวหน้า คมช. หนึ่งในแกนนำ “กลุ่มสยามสามัคคี” ให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ “ไทยอินไซเดอร์” โดยเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณวาง แผนแก้รัฐธรรมนูญเพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จและกลับมาโดยไม่มีความผิด
“เราไม่ได้กลัวทักษิณหรอก เรากลัวว่าจะมีคนที่มีเงินจำนวนมหาศาลมาใช้เงินเพื่อลบล้างความผิดของตัวเองได้ ถ้าเป็นลักษณะนี้ประเทศไทยจะอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อคนมีเงินแล้วมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น ที่อ้างๆกันว่าอยากได้มาตรฐานเดียว แล้วอย่างนี้มาตรฐานเดียวหรือเปล่า ทำให้คนมีเงินไม่ต้องติดคุก คนมีเงินสามารถเอาเงินไปเป็นนายทุนพรรคการเมือง ได้ ส.ส. จำนวนมากแล้วมาออกกฎหมายให้ไม่ต้องติดคุก ถ้าเป็นอย่างนั้นคนมีเงินก็สามารถซื้อประเทศไทยได้ สามารถมีอำนาจปกครองประเทศไทยได้ เมื่อเป็นลักษณะนี้ประเทศชาติก็คงเป็นภาพที่น่ากลัวอย่างยิ่ง”
พล.อ.สมเจตน์ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากการปฏิวัติรัฐประหารที่เมื่อทำการสำเร็จก็ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง และเลวร้ายไม่ต่างกับ “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” โดยกลุ่มสยามสามัคคีจะไม่ออกมาชุมนุมอย่างที่ผ่านมา แต่จะเดินสายรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนว่าจะเกิดความเสียหายร้ายแรงกับประเทศชาติอย่างไร
“แล้วสิ่งที่คุณใช้ประชาธิปไตยไปฆ่าประชา ธิปไตย แล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ดีกว่าการปฏิวัติรัฐประหารแล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอย่างไร”
พันธมิตรฯเท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง
การเคลื่อนไหวของกลุ่มสยามสามัคคีจึงเป็นไปตามแนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯที่ประกาศจะเดินสายรณรงค์ปฏิรูปทั่วประเทศ หลังจากตั้งคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (ครปร.) โดยมีหน้าที่วางแผนการรณรงค์ทั่วประเทศ ซึ่งเหมือนการเดินสายปลุกระดมเพื่อให้ทุกอย่าง “สุกงอม” เหมือน 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์และระบอบทักษิณ ซึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ระบุว่าเป็น “ทุนนิยมสามานย์” และการสู้ครั้งนี้จะสู้เพื่อชัยชนะอย่างเดียว ไม่ใช่สู้เพื่อเปลี่ยนขั้วรัฐบาล บ้านนี้เมืองนี้จะไปได้ต้องไม่มีนักการเมืองบัดซบ
“เมื่อ 8 ปีที่แล้วที่สู้กับทักษิณ ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่อย่างเดิม เคยพูดว่าสถาบันกษัตริย์อยู่ในอันตราย มีแต่พวกเราพันธมิตรฯเท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง ส่วนทหารก็เป็นที่พึ่งไม่ได้ มีแต่คอยรับผลประโยชน์จากการเมือง ผมยืนยันว่ารัฐบาลนี้ยังมีแนวคิดที่จะล้มสถาบัน การไม่แก้มาตรา 112 แค่สับขาหลอก แต่หลอกพวกเราไม่ได้ นอกจากหลอกควายทหารบางตัว พอเขาบอกไม่แก้ 112 ก็หลั่นล้าๆ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มุ่งให้ทักษิณพ้นผิด”
เช่นเดียวกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ที่ประกาศว่าพร้อมจะชุมนุมใหญ่ แต่จะชุมนุมแค่ครั้งเดียวและเอาชนะให้ได้ โดยไม่กลัวบางคนที่ขู่ว่าจะเอาคน 500,000 คนออกมาต่อ ต้าน “เราไม่กลัว อย่ามาขู่ เราพร้อมที่จะออกมาเพื่อ การปฏิรูปครั้งใหญ่ ให้สังคมไทยอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป”
ส่วนนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า โดยส่วนตัว 8 ปีที่สู้กับระบอบ ทักษิณมานั้นไม่ได้อะไรเลย นอกจากพิสูจน์ว่าเหลือแต่พันธมิตรฯที่เป็นทองเนื้อแท้ที่จะยืนหยัดต่อสู้อย่างยืดเยื้อยาวนานต่อไป “เราล้มระบอบทักษิณ ก็ได้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งมันไม่ไหว ความหวังต่อจากนี้คือการให้ปัญญาประชาชน เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ คือต้องปฏิรูปครั้งใหญ่อย่างเดียว แต่ไม่สนว่าจะเอาใครมา”
นักการเมืองเท่านั้นที่บัดซบ?
การต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การต่อสู้ในสภาระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่ยังเป็นต่อสู้นอกสภาที่อาจชี้เป็นชี้ตาย 2 ขั้วอำนาจคือ “ขั้วทักษิณ” ที่มีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงเป็นแกนหลัก กับ “ขั้วอำมาตย์” ที่มีแนวร่วมเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มสยามสามัคคี และกลุ่มเสื้อหลากสี โดยประณามอีกฝ่ายว่าเป็น “กลุ่มทุนนิยมสามานย์”
อย่างที่ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มองว่าความขัดแย้งของสังคมไทยในขณะนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาธิป ไตย 2 กลุ่มคือ ประชาธิปไตยที่มองในเรื่องการยกฐานะการเลือกตั้งให้เป็นที่ยอมรับ เพราะปฏิเสธ การรัฐประหาร อีกส่วนหนึ่งคือประชาธิปไตยที่ยังมีจิตสำนึกแบบเจ้าคนนายคน หรือศัพท์สมัยใหม่เรียกว่า “จิตสำนึกแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ทั้งที่ความจริงการเมืองตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมาเป็นการแก่งแย่งอำนาจกันระหว่างกลุ่มทุน ไม่ว่าทุนเก่าหรือทุนใหม่ ไม่ใช่เรื่องการต่อสู้ของสี การเมืองไทยจึงเหมือน “ทฤษฎีแท่งไอติม” ที่โยนเศษเนื้อเศษกระดูกให้กับประชาชนเท่านั้น
แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะมาพร้อมกับการส่งสัญญาณการปรองดองจากแดนไกลว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับบ้านเสียที แต่กลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้มีการปลุกระดมให้เกิดการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของ 2 ขั้วอำนาจที่เต็มไปด้วยความอคติและเกลียดชังที่จมปลักอยู่กับที่โดยไม่ได้ก้าวข้ามอะไรทั้งสิ้น
การต่อสู้ของพันธมิตรฯมักจะเริ่มต้นด้วยการปลุกระดมว่าเป็น “สงครามครั้งสุดท้าย”, “ไม่ชนะไม่เลิก” แต่ลงท้ายด้วยการรัฐประหารหรือแอบอิงอำนาจตุลาการภิวัฒน์ทั้งสิ้น
ประเทศไทยวันนี้จึงเหมือนการต่อสู้ระหว่าง “กลุ่มทุนนิยมสามานย์” กับ “กลุ่มนิยมสามานย์ (ไม่มีทุน)” เท่านั้น
ภาพที่ออกมาก็เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าเมืองไทยมีแต่นักการเมืองเลวและโคตรเลวเท่านั้น ไม่มี “คนธรรมดา” ที่เป็น “คนดี” เหลืออยู่อีกแล้ว
มีเพียง “เทวดา” เท่านั้นที่ดีที่สุด
ระบอบการปกครองที่ดีเลิศและเหมาะสมที่ สุดสำหรับคนไทยจึงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ระบอบ เทวดา” นั่นเอง!


ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับที่ 351 วันที่ 17 - 23 มีนาคม พ.ศ. 2555 หน้า 18 - 19 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน
.
.................................................................................


ในโลกนี้เชื่อกันสิ่งที่มองไม่เห็นตัวนั้นยังสามารถติดต่อกับสิ่งมีชีวิตได้ โดยการ เข้าองค์ทรงเจ้าหรืออาก่ารผีเข้า เข้าผี ผีสิง หรือการสิงสถิต อยู่ในที่แห่งหนึ่ง เมื่อมีการเข้าสิงหรือสิงสถิตแล้ว มักจะเรีอกร้องขออะไรจากคนปกติที่มีชีวิตให้ทำให้ได้ โดยมีรางวัลคือความเจริญรุ่งเรือง ที่คิดที่ขอตามความต้องการด้วยการอธิฐานเอาเอง

คนที่ตายไปแล้ว เรียกกันง่ายว่า ผี และในความเชื่อของคนไทย ผี อยู่มากมายหลายประเภท


"เทวดา  ผีฟ้า ผีปอบ ผีกระหัง ผีตายโหง ผีตานี ผีเจ้าที่ และอีก ฯลฯ ยิ่งหนังไทยเดี๋ยวสร้างหนังผีขึ้นมามากมาย

วิธีการกราบไหว้บูชาก็สารพัดรูปแบบตามความเชื่อ ตามตำนานความเป็นมา


แต่สิ่งที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ยังมีคนที่อ้างตนว่าเป็นเทพเป็นเทวดาอยู่อีกหรือ  หรือเป็นเพียงการเปรียบเทียบประชดประชันความเหลื่อมล้ำทางสังคมเท่านั้น... .ถ้าเป็นเช่นนั้น สังคมนี้ควรเร่งพัฒนาสิทธเสรีภาพและความเสมอภาคให้เกิดขึ้นโดยเร็ว   มิฉะนั้น พวกผีห่าซาตาน ผีฟ้า ผีปอบ ผีกระหัง ผีตายโหง ผีตานี ผีเจ้าที่ ทั้งหลายที่มันอาศัยสิงสถิต
ในร่างของคนในสังคมนี้ จะแสดงอิทธิฤทธิ์ชี้เป็นชี้ตาย ร้องขอในสิ่งที่ต้องการ หากใครไม่ทำตามก็อาจจะทำให้เกิดมีคนเจ็บ คนตาย ขึ้นมาอีก  .....



ละครเวียดนามฉาว ฉากเลียหน้าอกสาวโผล่


แฟนละครเวียดนามสุดช็อก ฉากหนุ่มเลียหน้าอกสาวโผล่ในละครช่วงไพร์มไทม์ ชาวเวียดนามจวกเละ ไม่เหมาะสมอย่างที่สุด เรียกร้องให้ผู้กำกับออกมาขอโทษสาธารณชน
ละครเรื่องดังกล่าว คือ ฮวานั้ง (ดอกไม้แห่งตะวัน) เป็นละครแนวดราม่าที่สะท้อนภาพชีวิตเหลวแหลกของหนุ่มสาวชาวเมือง ออกอากาศเวลา 21.15 น. ซึ่งเป็นช่วงไพรม์ไทม์ในเวียดนาม
และมีแฟนละครทุกเพศทุกวัยติดตามอยู่มากกว่า 327,000 คน เรียกว่าค่อนข้างได้รับความนิยมในเวียดนามตลอด 3 เดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่ออกอากาศ แต่แล้วเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา
ละครเรื่องนี้กลับทำให้แฟนละครอึ้งและไม่พอใจสุด ๆ เมื่อมีฉากหนุ่มเลียหน้าอกสาวปรากฎขึ้น ทำให้ฉากนี้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาทันที
ฉากที่เป็นต้นเหตุของการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว เป็นฉากที่ชายหนุ่มคนหนึ่งพาแฟนสาวไปสังสรรค์ปาร์ตี้กับเพื่อน และในขณะที่แฟนสาวในชุดเกาะอกกำลังนั่งดื่มไวน์ ไวน์ก็เกิดหกรดหน้าอกแฟนสาว
ชายหนุ่มคนดังกล่าวจึงก้มลงไปเลียไวน์ที่หกรดบนหน้าอกแฟนสาว ท่ามกลางเสียงฮือฮาของเพื่อน ๆ และแค่นั้นยังไม่พอ เพื่อนของชายหนุ่มยังท้าให้ทำแบบนั้นต่อ
แฟนสาวจึงเทไวน์ให้หกรดหน้าอกของตัวเองอีกครั้ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะก้มลงไปเลียหน้าอกยกใหญ่ ขณะที่เพื่อนก็หยิบกล้องขึ้นมาบันทึกคลิปวิดีโอเก็บไว้
ฉากนี้ออกอากาศในวันนั้น ปรากฎว่ามันได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปในชั่วข้ามคืน เมื่อผู้ชมส่วนใหญ่ต่างไม่เห็นด้วยกับการเสนอภาพดังกล่าว ละครเรื่องนี้มีเยาวชนติดตามอยู่มากมาย แถมยังออกอากาศในช่วงที่มีคนดูเยอะที่สุดอีกด้วย
การเสนอฉากเลียหน้าอกซึ่งเป็นภาพที่ส่อไปในเรื่องเซ็กส์ จึงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่ทางผู้กำกับและสถานีโทรทัศน์ควรพิจารณาอย่างด่วน
ผู้กำกับละครเรื่องนี้ได้ออกมาขอโทษสาธารณชนแล้ว โดยกล่าวว่า เหตุผลที่เขาต้องถ่ายฉากนี้นั้น ก็เพราะอยากจะสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของชาวเมือง


...................................................................................



วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

กิริยาส่อสกุล

ผู้บัญชาการทหารบกของประเทศที่ทรงอิทธิพลทางการทหารมากที่สุดในโลก กลับให้สัมภาษณ์นักข่าวด้วยท่าทีที่สุภาพ  ดังจะเห็นได้จากคำพูดที่เขาใช้ว่า “Yes, M’am.” (แปลได้ประมาณว่า เชิญครับ) ถึงสองครั้งสองครา เมื่ออนุญาตให้นักข่าวสตรีเริ่มยิงคำถาม และการตอบคำถามก็เต็มไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ทว่าปราศจากความกระโชกโฮกฮาก ...แต่พลเอกประยุทธ์ ไม่ใช่แบบนั้น
โดย จุฑาพร โฉมงาม
17 มีนาคม 2555

เมื่อเร็ว ๆ นี้ดิฉันได้ชมคลิปวิดิโอของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา (คลิปข้างล่างค่ะ) ผู้บัญชาการทหารบก แห่งกองทัพไทย ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเรื่องการปรองดอง อย่างไม่เชื่อสายตาและหูตัวเอง 

ในคลิปนั้น ตามความเห็นของดิฉัน พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงกิริยาท่าทีที่น่าละอายยิ่ง โดยการใช้ทั้งคำพูด น้ำเสียง และการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง สำคัญตนราวกับว่าเป็นเจ้าขุนมูลนายบุญหนักศักดิ์ใหญ่มาจากไหนในยุคไซเบอร์สมัยปี 2555 นี้ (อย่างที่บางเว็ปไซต์ได้ใช้คำว่า “ปรี๊ดแตก”[1])


ดิฉันใคร่ขอยกตัวอย่างถอดบางข้อความในบทสัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์มาให้อ่านกันนะคะ

“ใครจะปรองดองกับใคร” “อะไรน๊ะ” “มันถามกลับไปกลับมาอยู่นั่นแหละวะ”
“ก็ทุกคนต้องยอมรับอ้ะ” “ถ้าไม่ได้ก็ฆ่ากันให้หมดทั้งประเทศ เอาอ๊ะเปล่า” “ทำไมน๊ะ”
“เขาแก้ด้วยอะไร เขาแก้ด้วยปากเอ๋อ” “พูดกี่ครั้ง กี่ร้อยเท่าแล้วก็ไม่รู้”
“ไม่มีอำนาจ ทำไม่ได้ ถ้าทำก็คือต้องใช้อำนาจพิเศษ
“เหมือนใต้เนี่ย ... ขอให้ปลอดภัย ... ก็สวดมนต์เอาแล้วกัน”

นอกจากนี้ ทั้งน้ำเสียงและกิริยาท่าทางที่ไม่ได้แสดงออกเป็นคำพูด (nonverbal expression) อย่างเช่น การกรอกลูกตา การทำตาประหลับประเหลือก การชี้ไม้ชี้มือ การพูดจีบปากจีบคอ การหัวเราะในทางเย้ยหยัน และการแสดงทีท่ารวมไปถึงอารมณ์ที่ฉุนเฉียว แสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดจากการถูกสัมภาษณ์

ดิฉันเห็นว่า จากคำพูด ทีท่าอวดเบ่ง การใช้น้ำเสียงขู่กระโชกโฮกฮากอย่างไร้มารยาทและไร้ยางอาย ในลักษณะที่พล.อ.ประยุทธ์แสดงออกนั้นเป็นการขาดความเป็นมืออาชีพ (professionalism) และภาวะการเป็นผู้นำในโลกสากลสมัยใหม่อย่างยิ่ง

ดิฉันยอมรับว่าตกใจกับกิริยาท่าทางและคำพูดในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ของพล.อ.ประยุทธ์มาก และได้สร้างความประหลาดใจให้กับดิฉัน เนื่องจากดิฉันเคยได้ยินว่าสื่อมวลชนเคยขนานนามพล.อ.ประยุทธ์ว่า “ตู่นะจ๊ะ” เพราะว่าเวลาให้สัมภาษณ์นักข่าวจะมีบุคลิกอ่อนนุ่มและติดคำลงท้ายว่า “นะจ๊ะ”[2] แต่วันนี้กาลกลับกลายเปลี่ยนไป 

สำหรับบางคนที่อาจจะเคยชินกับสิ่งเหล่านี้ในประเทศไทย ในสังคมไทย อาจจะไม่มีความรู้สึกแบบดิฉัน ทว่าดิฉันเป็นคนที่สมองอยู่ไม่สุขค่ะ ชอบคิดมาก ดิฉันจึงมีคำถามขึ้นมาอีกว่า นี่น่ะหรือคะ เกียรติยศและเกียรติภูมิของผู้บัญชาการทหารบกของไทยในวันนี้ นี่น่ะหรือวุฒิภาวะ ระดับปัญญา ความสามารถของผู้นำทางทหารคนหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งในความเป็นจริง ประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นประเทศมหาอำนาจ ไม่ได้มีภาพลักษณ์ของความน่าเกรงขามในสายตาของชาวโลก หากว่าผู้บัญชาการทหารบกของประเทศนี้ดูเหมือนจะมีอำนาจบาตรใหญ่ ใหญ่คับฟ้า แสดงกิริยาเยี่ยงนี้ได้อย่างไม่อับอายใคร

นอกจากนี้ยังเป็นความเห็นส่วนตัวของดิฉันที่ว่า เวลาที่พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ เขาตอบคำถามนักข่าวโดยไม่มีการสบสายตา ไม่หลบหลุบสายตานักข่าว ก็มองไปอีกทาง เสมือนว่าไม่มีความจริงใจในการตอบคำถามเหล่านั้น

ดิฉันอดสงสัยไม่ได้ สงสัยว่าลักษณะผู้นำแบบนี้ วุฒิภาวะในการตอบคำถามและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแบบนี้เป็นที่ยอมรับกัน เป็นเรื่องธรรมดาในสากลโลกในศตวรรษที่ 21 หรืออย่างไร

สงสัยมากจนดิฉันต้องไปขุดคุ้ยเปรียบเทียบการให้สัมภาษณ์ของผู้นำทางทหารของประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ของโลก อย่างเช่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ว่าผู้นำทางทหารเหล่านี้จะมีท่าทีอากรัปกิริยาและการใช้ถ้อยคำรวมถึงน้ำเสียงในลักษณะอย่างที่พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงออกมาหรือไม่เวลาให้สัมภาษณ์หรือสนทนากับสื่อมวลชน ลองติดตามชมจากคลิปข้างล่างนี้ดูค่ะ


สองคลิปข้างต้นนี้เป็นการให้สัมภาษณ์นักข่าวของ พล.อ.เรย์มอนด์ โอดิเอร์โน Chief of Staff of the US Army ซึ่งก็น่าจะถือได้ว่าเป็นตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก แห่งกองทัพบกของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะคลิปหลังนี่เป็นการให้สัมภาษณ์ล่าสุดแก่กลุ่มนักข่าวท้องถิ่นในมลรัฐเคนตักกี้ถึงกรณีซ้อมรบเพื่อเตรียมพลส่งไปยังประเทศอัฟกานิสถานครั้งใหม่ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง

ส่วนคลิปอีกสองคลิปข้างล่างนี่ เป็นคลิปการสัมภาษณ์ของ พล.อ.นิค พาร์คเกอร์ Commander of the Land Forces of the British Army ซึ่งก็น่าจะถือได้ว่าเป็นตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก แห่งกองทัพบกของสหราชอาณาจักร

ดิฉันชมคลิปเหล่าแล้วก็เห็นได้ว่าท่าทางอากรัปกิริยาของพล.อ.ประยุทธ์นั้นเห็นทีจะไม่ใช่ท่าทีกิริยาของผู้นำทางทหารในประเทศสหรัฐ ฯ หรือสหราชอาณาจักรแล้วล่ะค่ะ (ดีไม่ดีอาจจะรวมไปถึงประเทศทั้งหลายในโลกสากลที่เขาพัฒนาและเจริญแล้ว)

เพราะอย่างพล.อ.โอดิเอร์โน ผู้บัญชาการทหารบกของประเทศที่ทรงอิทธิพลทางการทหารมากที่สุดในโลก กลับให้สัมภาษณ์นักข่าวด้วยท่าทีที่สุภาพ และให้เกียรติเพื่อนประชาชนด้วยกันที่ประกอบวิชาชีพอื่น ดังจะเห็นได้จากคำพูดที่เขาใช้ว่า “Yes, M’am.” (แปลได้ประมาณว่า เชิญครับ) ถึงสองครั้งสองครา เมื่ออนุญาตให้นักข่าวสตรีเริ่มยิงคำถาม และการตอบคำถามก็เต็มไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ทว่าปราศจากความกระโชกโฮกฮาก

หรือกรณีผู้บัญชาการทหารบกของสหราชอาณาจักร ก็จะเห็นได้ว่าวาจาคำพูด และกิริยาท่าทีของพล.อ.พาร์คเกอร์ก็ไม่ได้เป็นอย่างพล.อ.ประยุทธ์ที่ดูเหมือนจะดุและขู่นักข่าวอยู่ตลอดในบทสัมภาษณ์ข้างต้นแต่อย่างใด

ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการแสดงข้อคิดเห็นอันเนื่องมาจากการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกิริยามารยาทและการแสดงออกของสมาชิกในสังคมต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสื่อให้เห็นถึงสำนึกเกี่ยวกับและการให้ความสำคัญกับระดับชน ซึ่งอาจจะอนุมานต่อไปได้ว่าสังคมไหนก้าวหน้า ก้าวไกล และ “เจริญ” กว่ากัน

  1. ชาวไทยมีสำนึกในเรื่องของระดับชนชั้นที่ฝังรากลึกและมีการแสดงออกด้วยกิริยาท่าทางอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือถ้าเป็นการแสดงออกและปฏิบัติต่อ “ชนระดับสูง หรือ ผู้ใหญ่” ให้แสดงออกด้วยท่าทีท่ี่อ่อนน้อมและนอบน้อมไว้ก่อน เช่นการแสดงออกของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ในการรอรับเสด็จ ฯ เจ้าชายแอนดรูว์แห่งสหราชอาณาจักร ทว่าหากเป็นการแสดงออกและปฏิบัติต่อ “ชนชั้นระดับต่ำกว่า หรือ ผู้น้อย” จะแสดงออกด้วยกิริยาและวาจาที่ไร้มารยาทประกอบกับการใช้คำพูดข่มขู่อย่างไรก็ได้ เช่นการแสดงออกของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกไทย ในการให้สัมภาษณ์นักข่าวถึงการปรองดอง
  2. ชาวต่างชาติมีสำนึกในเรื่องของระดับชนชั้นน้อยกว่ามาก และมีการแสดงออกและปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ในระดับที่เสมอภาคกัน อย่างเช่นกิริยาของคุณมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐ ฯ ในการเข้าเฝ้าและการเฝ้ารอรับเสด็จ ฯ สมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบทที่สองพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักร และกิริยาท่าทางและคำพูดของทั้งพล.อ.โอดิเอร์โน ผู้บัญชาการทหารบกของสหรัฐ ฯ และพล.อ.พาร์คเกอร์ ผู้บัญชาการทหารบกของสหราชอาณาจักร ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ที่บ่งบอกให้เห็นถึงการให้เกียรติแก่คนอื่น (ซึ่งในสายตาของสังคมไทยอาจจะเห็นสื่อเป็นผู้น้อยเมื่อเทียบกับระดับนายพล) 

หมายเหตุ 

  1. เป็นที่แน่นอนว่า ในด้านเนื้อหาของการสัมภาษณ์ผู้บัญชาการทหารบกของกองทัพทั้งสามประเทศในคลิปนั้น ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ทว่าในแง่ของประเด็นการสัมภาษณ์นับว่าคล้ายคลึงกันและน่าจะเปรียบเทียบกันได้ เพราะเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันและเป็นประเด็นที่จะก่อให้เกิดการถกเถียงกันได้มากพอสมควร
  2. และเป็นที่แน่นอนอีกกันว่าทั้งสังคมไทยและสังคมต่างชาติย่อมมีข้อยกเว้น ดิฉันไม่สามารถและไม่มีความตั้งใจที่จะเหมารวมไปหมดว่าทุกคนในสังคมไทยเป็นอย่างพล.อ.ประยุทธ์ หรือทุกคนในสังคมอเมริกันเป็นอย่างพล.อ.โอดิเอร์โน แต่สิ่งที่ดิฉันทำคือการแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานข้อสังเกตและประสบการณ์เท่าที่มีอยู่ในสังคมต่าง ๆ โดยพิจารณาจากบุคคลสาธารณะ

อ้างอิง

YouTube - Videos from this email


                     ที่มาข่าว http://thaienews.blogspot.com/2012/03/blog-post_17.html



....................................................................................................

New York's new dealer if I do not eat pork. I would like to be a pig's body .. you trade creatures were slaughtered to death. The life
that you do not eat meat. You will be involved in the sin involved in the cause of death.


ต้านปรองดอง




สมิงสามผลัด จากคอลัมน์ชกไม่มีมุม

พอเข้าใจได้ว่าทำไมพรรคประ ชาธิปัตย์ถึงออกมาขัดขวางแนวคิดปรองดองของพรรคเพื่อไทย

ก็เพราะเหตุผลง่ายๆ คือ ก้าวไม่พ้น "ทักษิณ" เสียที

สรุปไว้ล่วงหน้าแล้วว่ามีจุดมุ่งหมายแค่นิรโทษกรรมเพื่อให้ "ทักษิณ" ได้กลับเมืองไทย

ก็เป็นสิทธิที่พรรคประชาธิปัตย์จะคิดอย่างนั้น

คงคาดเดาจากท่าทีของคนเพื่อไทยบางคนที่ปลุกกระแสพา "ทักษิณ" กลับบ้าน

แม้ว่านายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะออกมาปรามผ่านสื่อว่า "ยังไม่กลับหรอกค่ะ" แล้วก็ตาม

พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังยืนกราน คัดค้านหัวชนฝาอยู่ต่อไป

แต่ที่ไม่เข้าใจอย่างยิ่งก็คือการที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร

เพราะเป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดความปรองดองได้ชัดเจนที่สุด

อีกทั้งกมธ.ปรองดองที่ว่านี้ ก็ไม่ได้หมกเม็ดร่างกฎหมายปรองดองกันเอง

แต่ให้ "คนกลาง" และ "ภาคประชาชน" เข้ามาทำการวิจัยและศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์

โดยยึด 4 ความเห็นคือ 1.ความเห็นของภาคประชาชน 2.ผลการวิจัยสถาบันพระปกเกล้า 3.ความเห็นของกรรมาธิการ และ 4.แนวทางการแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ฉะนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะเหมารวมว่ากมธ.ปรองดองทำเพื่อ "ทักษิณ" ไม่ได้

อีกทั้งกระบวนการต่างๆ ยังต้องผ่านสภาอีกหลายขั้นตอน

มีการกลั่นกรองอีกหลายชั้น

ที่สำคัญเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย

จึงไม่เข้าใจว่าทำไมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ถึงต่อต้านผลวิจัยของ "คนกลาง" อย่างสถาบันพระปกเกล้า

และขัดขวางความเห็นของภาคประชาชน

พฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อข้อหาขัดขวางการปรองดอง

แกนนำของพรรคต้องไตร่ตรองและทบทวนเรื่องนี้อย่างรอบคอบ

ไม่เช่นนั้นอาจโดนวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าไม่อยากให้บ้านเมืองกลับสู่สภาวะปกติ

เพราะในอดีตมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่ามีบางพรรค การเมืองฉวยโอกาสวิกฤตความขัดแย้งในสังคม

แล้วใช้ "วิธีพิเศษ" เข้ามากุมอำนาจบ้านเมือง



วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์

ตอบคนทั่วโลก




วงค์ ตาวัน


ตอนที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ไปเยือนญี่ปุ่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ เพื่อฟื้นความมั่นใจในการลงทุนธุรกิจโรงงานในไทยต่อไป

สุดท้ายลงเอยด้วยดี มีท่าทีมั่นใจล้นหลาม

ทำนองไม่ถอน แถมจะเพิ่มการลงทุนเสียอีก

นอกจากตัวตนของนายกฯ เอง นอกจากแผนการป้องกันมหาอุทกภัย อันสร้างความมั่นใจได้แล้ว

ความชัดเจนของคดี ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ต้องมีส่วนอย่างมาก

เพราะก่อนนายกฯ ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปนั้น พนักงานสอบสวนตำรวจไทย ได้สรุปสำนวนเสร็จสิ้น

โดยมีพยานหลักฐานชี้ได้ชัดว่า ตายเพราะการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

ความชัดเจนยังรวมไปถึงการเยียวยา 7.75 ล้านบาท

รวมทั้งสารแสดงความเสียใจเป็นทางการของ นายกฯ ไทยไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย

ความรับผิดชอบของรัฐบาลไทยในเรื่องนี้สำคัญที่สุด อยู่ในสายตาของคนทั่วโลก!!

เพราะฮิโรยูกิเป็นช่างภาพสำนักงานข่าวระดับโลก เป็นคนญี่ปุ่นในสังกัดรอยเตอร์

มาตายขณะทำหน้าที่รายงานข่าวการชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้มีการยุบสภาในประเทศไทย!?

แล้วสื่อมวลชนที่มีกล้องถ่ายวิดีโอตัวโต มีเสื้อบอกสัญลักษณ์นักข่าวชัดเจน กลับถูกยิงตาย

ตายขณะที่รัฐบาล ด้วยคำสั่งของศอฉ.ให้ส่งทหารพร้อมอาวุธจริง รถหุ้มเกราะ ปืนกล เข้าไปประจัญบานกับผู้ชุมนุมประท้วงเรียกร้องการยุบสภาได้

แค่นี้คนทั่วโลกก็ช็อกอยู่แล้ว นักข่าวระดับโลกมาตายด้วยกระสุนปืนอีก ป่าเถื่อนจริงๆ ประเทศนี้

จาก 10 เมษายน 2553 ผ่านมาถึง 2 ปีจึงมีบทสรุปคดีให้กับชาวญี่ปุ่นและคนทั่วโลกได้

สมัยรัฐบาลที่แล้ว โทษแต่ชุดดำ ทั้งที่ยังมีอำนาจเต็ม เหตุใดจึงหาพยานหลักฐานมาดำเนินคดีกับชุดดำไม่ได้เลย

ทำไมไม่มีพยานหลักฐานชี้ว่าผู้ก่อการร้ายฆ่าม็อบ มีแต่วาทะ มีแต่คำพูดเผาบ้านเผาเมือง!?!

จนเปลี่ยนรัฐบาล จึงสรุปสำนวนที่มีพยานหลักฐานตามกระบวนการยุติธรรม ในขณะนี้ 16 ศพแล้วที่ตายด้วยกระสุนเจ้าหน้าที่ ภายใต้คำสั่งศอฉ.

คดีฮิโรยูกิสรุปเสร็จ ส่งอัยการ และศาลนัดไต่สวนในวันที่ 21 พฤษภาคม

ภรรยาผู้ตายจะบินจากญี่ปุ่นมาฟังการไต่สวนด้วยตัวเอง

ใครเชื่อ-ไม่เชื่อ ต้องเปิดหูเปิดตาฟังข้อเท็จจริงในชั้นศาล!!



วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์
 

ดาวเมือง: อดเผื่อมันจะอายยอมให้ประกันเหยื่อ112ขยายวง



เมื่อ หญิงสูงวัย 2 คนกำลังจะทรมานตนเองเพื่อคนที่เธอรัก(สามี-ลูก)เพื่อสิทธิในการประกันตัวนัก โทษการเมืองทั้งหมด มันต้องมีสิ่งไม่ปรกติเกิดขึ้นแน่ๆ