วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคงเหยื่อกระสุนปฏิบัติการ "กระชับพื้นที่" พ.ค. 53 เสียชีวิตแล้ว


เสียงที่ยังร่ำร้องบอกผ่านมาให้คนในสังคมไทยได้รับรู้

กรุณาอย่าลืมคนเจ็บ กรุณาอย่าลืมคนตาย
เพราะพวกเราไม่เคยลืม และจะไม่ยอมให้ถูกลืม
การสืบสวนหาตัวผู้ลั่นกระสุนคร่าชีวิต คนเสื้อแดงจากเหตุการณ์สลายการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดงช่วงเดือน เมษายน - พฤษภาคม 2553 เริ่มเห็นภาพได้มากขึ้น



ขอไว้อาลัย แด่ ..คุณ ฐานุทัศน์ ..!!!

เหยื่อกระสุนปฏิบัติการ "กระชับพื้นที่" 53 พ....ค. เสียชีวิตแล้ว
นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง เหยื่อกระสุนจากกระชับพื้นที่กา รชุมนุมของคนเสื้อแดงในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะเสียชีวิตแล้ว
(24 ก.พ. 55) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง อายุ 54 เสียชีวิตแล้วเมื่อเวลาเวลาประมาณ 23.10 น. ของวันที่ 23 ก.พ. 55 ที่โรงพยาบาลมเหสักข์เขตบางรัก
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 53 นายฐานุทัศน์ โดยกระสุนเข้าที่หน้าอกปอดรั่ว ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
จนกระทั่งอาการแย่ลงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.prachatai.com/journal/2012/02/39388 ภาพจาก: Wannasiri Nithiwat

คนเสื้อแดงแห่เข้างานร่วมคอนเสิร์ตหยุดรัฐประหาร-เปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ

ที่มาข่าว :: Thai E-News


เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานว่า ที่โบนันซ่า รีสอร์ตเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 25 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมใหญ่ “คอนเสิร์ตหยุดรัฐประหาร เปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ” ว่าตั้งแต่ช่วงบ่ายบรรยากาศการชุมนุมเริ่มเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีคนเสื้อแดงทยอยเข้าบริเวณการจัดงานนับหมื่นคน แม้แสงแดดจะร้อนจัดและอบอ้าว แต่กองทัพคนเสื้อแดงต่างทยอยเดินทางมาสมทบอย่างไม่ขาดสายในช่วงเย็นซึ่งแสงแดดเริ่มอ่อนลง
ขณะเดียวกันแกนนำนปช. และส.ส.พรรคเพื่อไทย ต่างทยอยเดินทางมายังพื้นที่จัดงาน เช่น นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ส่วนบรรยากาศบนเวทีมีการแสดงดนตรีโดยศิลปินเสื้อแดงและการแสดงของคนเสื้อแดงจากภาคต่างๆ เช่น ชุดเซิ้งอีสานจากนปช.ร้อยเอ็ด การแสดงชุดนักรบโบราณบางระจัน จากนปช. เขตบางนา ลาดกระบัง และร่มเกล้า สร้างความสนุกสนานครื้นเครงให้กับคนเสื้อแดงที่มาร่วมงาน แม้สภาพอากาศที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จะร้อนอบอ้าวก็ตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจากทั่วทุกภาค ทยอยเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 24 ก.พ. ต่อเนื่องถึงช่วงเช้าวันที่ 25 ก.พ. ส่งผลให้จราจรบนถนนธนะรัชต์ ทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ คลาคล่ำไปด้วยรถส่วนตัว และรถบัสขนาดใหญ่จำนวนมาก ที่ติดธงสีแดง มุ่งหน้าเข้าสู่งานไม่ขาด โดยเฉพาะกลุ่มชมรมคนรักอุดร ที่นำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา ขนมวลชนจากจ.อุดรธานี จำนวน 21 คันรถบัสเข้าร่วม ทำให้การจราจรบนถนนธนะรัชต์ ตลอดทั้งวันอยู่ในสภาวะชลอตัวตั้งแต่ปากทางถนนมิตรภาพจนถึงทางเข้างาน

สำหรับลานฝั่งตะวันตก ของโบนันซ่าเขาใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเนื้อที่กว่า 300 ไร่ กลุ่มนปช. ได้ตั้งเวทีขนาด 30 เมตร หันหน้าทางฝั่งทิศตะวันออก ติดตั้งลำโพงขนาดใหญ่ พร้อมจอโปรเจคเตอร์กว่า 10 จุด พร้อมจัดสร้างห้องน้ำรองรับผู้ร่วมชุมนุมอีกกว่า 100 ห้อง ขณะเดียวกันถนนตรงข้ามบริเวณการชุมนุม มีการเปิดซุ้มขายของที่ระลึกคนเสื้อแดง อาหาร และเครื่องดื่ม ของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเสื้อแดงกว่า 300 ซุ้ม มีการเปิดซุ้มแจกอาหารและน้ำฟรีให้ผู้มาร่วมงาน ด้านกลุ่มคนเสื้อแดงที่ทยอยเดินทางมาถึงก่อน ก็จับจ่ายซื้อหาสินค้าที่ระลึก โดยสินค้าที่ขายดีสุดคือ เสื้อแดงสกรีนภาพน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในงาน พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.ภ.3 พ.ต.อ.องอาจ ผิวเรืองนนท์ ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ภควัต ธรรมดี. ผกก.สภ.ปากช่อง นำกำลังตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมตำรวจจาก 5 โรงพักในพื้นที่จ.นครราชสีมา หลายร้อยนาย เข้าสนธิกำลัง ร่วมกับตำรวจบ้าน อปพร. กู้ภัย และการ์ดนปช. ตั้งด่านอำนวยการจราจรบริเวณทางเข้างานเป็นจุดๆ ทั้งกระจายกำลังรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่การชุมนุมอย่างเข้มงวด พร้อมกันนี้ยังเตรียมรถดับเพลิง รถพยาบาล หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดไว้พร้อมสรรพ




พ.ต.อ.ภควัตกล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในงานนี้ว่า มีการขอกำลังตำรวจจากภูธรจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปจ. จากสภ.ต่างๆในพื้นที่จ.นครราชสีมา ตำรวจบ้าน กู้ภัย รวมแล้วกว่า 600 นาย เข้าดูแลความเรียบร้อย ป้องกันผู้ไม่หวังดีเข้ามาก่อความไม่สงบ ทั้งยังเตรียมรถดับเพลิง รถกู้ภัย รถพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ไว้ด้วย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจประเมินไว้ว่า น่าจะมีคนเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมในงานนี้ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน

เมื่อเวลา 17.50 น. วันที่ 25 ก.พ. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ให้สัมภาษณ์ว่าการชุมนุมในวันนี้คือการหยุดรัฐประหาร เปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ โดยเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมาในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 วาระแรก แม้จะมีผู้สนับสนุนมากกว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย 200 กว่าเสียง แต่ยังมีเสียงที่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นเรายังมีภาระในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนบรรลุผล เพราะเชื่อว่าระหว่างทางยังมีขวากหนามอยู่ คนเสื้อแดงก็มาแสดงสัญลักษณ์ของความพร้อมว่าถ้ามีอำนาจหรือกลไกใดนอกระบอบประชาธิปไตยที่จะกระทำการโค่นล้มรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนเสื้อแดงก็พร้อมจะต่อสู้เพื่อปกป้องรัฐบาลนี้ และระบอบประชาธิปไตย

โดยในวันนี้ได้รับความร่วมมือจากนายไพรวงษ์ เตชะณรงค์ ที่ปรึกษารมว.มหาดไทย ในฐานะเจ้าของโบนันซ่า และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำนปช. และนปช. ทุกพื้นที่ที่ได้มาร่วมกันอย่างแข็งแรง แม้กระทั่งแกนนำที่มีข่าวความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมาก็มาร่วมงานเกือบทั้งหมด เพราะทุกคนรู้ว่าในพื้นที่อาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ถ้ามีการนัดหมายใหญ่ทุกคนต้องวางเรื่องส่วนตัวไว้ทั้งหมด สำหรับคนเสื้อแดงเรื่องของประเทศชาติย่อมใหญ่กว่าเรื่องส่วนตัว ไม่มีใครไม่มาและพิสูจน์ให้เห็นแล้วในวันนี้

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นผู้เปิดเผยเรื่องการรัฐประหารมาโดยตลอด ยังยืนยันข่าวการรัฐประหารหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่าตนมีพี่น้องที่เป็นทหารแตงโมและมีข้อมูลชัดเจนมาโดยตลอด บอกได้แม้กระทั่งชื่อ ยศ สังกัด นายทหารที่ติดตามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ และที่ผ่านมาในการประชุม ศอฉ.แต่ละครั้งหลังประชุมเสร็จไม่เกิน 5 นาทีตนก็ทราบผลแล้ว เพราะมีนายทหารแตงโมที่รักประชาธิปไตยซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในกองทัพ เพราะทุกพื้นที่ที่เป็นเขตทหารพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าต่อมาเวลา 18.00 น. แกนนำนปช.และ ส.ส. ที่มาร่วมงานทั้งหมดที่มาถึงบริเวณการจัดงานแล้ว เช่น นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นต้น ได้ขึ้นบนเวทีใหญ่เพื่อนำคนเสื้อแดงยืนตรงเคารพธงชาติ หลังจากนั้นนายจตุพรได้แนะนำนางธิดาต่อคนเสื้อแดงหลายหมื่นคนที่มาร่วมงาน ว่าขณะนี้นางธิดาเป็นประธานนปช. ตัวจริง โดยไม่มีคำว่ารักษาการต่อท้ายแล้ว การจัดงานครั้งนี้จะมีถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 26 ก.พ. แต่ถ้าพอใจอาจจะอยู่ต่ออีกวันก็ได้

ทางด้านนางธิดา กล่าวว่า ที่นี่เหมือนที่ประชุมใหญ่ของคนเสื้อแดง ตนขอถามมติของคนเสื้อแดงในที่นี่ว่าจะให้การรับรองประธานนปช. คนใหม่ตัวจริงหรือไม่ และมีใครคัดค้านบ้างหรือไม่ ซึ่งคนเสื้อแดงที่มาร่วมงานต่างส่งเสียงรับรองนายธิดา ทั้งนี้แกนนำนปช.ทั้งหมดจะเริ่มขึ้นเวทีปราศัยพร้อมกันอีกครั้งในเวลา 19.30 น.

ต่อมาเวลา 19.30 น. นางธิดาได้ขึ้นเปิดปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่ง ว่าวันนี้ประกาศชัดแล้วว่าคนเสื้อแดงมาแสดงคำว่าแดงทั้งแผ่นดินจริงๆ ในนามของแกนนำ นปช. ขอขอบคุณพี่น้องจากทั่วทุกภาคที่เดินทางมาถึงที่โบนันซ่านี้ ขอพูดแทนแกนนำ นปช.และคนเสื้อแดงทั้งหลายที่อยู่ทางบ้านว่าเราขอกราบขอบพระคุณหัวใจของพี่น้องเสื้อแดงทั้งหลายที่มาที่นี่ ตั้งแต่เป็นรักษาการประธาน นปช. มีสิ่งเดียวที่ตนทายไม่ผิดเลยคือจำนวนคนที่มาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก การจัดงานครั้งนี้มีหลายคนประมาทว่าเป็นช่วงเปลี่ยนประธาน นปช. และสงสัยว่าจะมีคนมาร่วมกี่คน เมื่อมาถึงวันนี้ขอบคุณที่มาให้กำลังใจประธาน นปช. คนใหม่ ถือเป็นกำลังใจยิ่งใหญ่ที่ทำให้คนที่ต่อสู้ในสมรภูมิประชาชนมาร่วม 40 ปี จนมารับหน้าที่ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ซึ่งการต่อสู้มา 40 ปี ไม่เคยเห็นครั้งไหนที่การต่อสู้ของประชาชนเกรียงไกรยืนหยัดและยิ่งใหญ่เท่าครั้งนี้เลย ทั้งนี้ขอส่งหัวใจให้เสื้อแดงทุกคนทั้งที่อยู่ในคุก ทางบ้านและทั่วโลก ขอให้เชื่อมั่นว่านี่คือคนเสื้อแดงที่ไม่มีวันทิ้งกัน

นางธิดา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้สำหรับการนำต้องนำรวมหมู่ไม่ใช่นำแค่ตนคนเดียว หลักการต้องถูก การนำต้องถูก และการจัดตั้งองค์กรและความสามัคคีต้องแข็งแรง เรามีคนเสื้อแดงหลายกลุ่ม แต่ทุกแดงเป็นแดงต่อต้านรัฐประหารหมด ดังนั้นอย่าเป็นห่วงว่าจะมีความแตกแยกกัน เพราะสังคมไทยได้แสดงให้เห็นว่าสายธารและสันปันน้ำแบ่งแยกคนออกเป็นสองกลุ่ม คือพวกหนึ่งเอารัฐประหาร แต่อีกพวกไม่เอารัฐประหาร อยู่ว่างๆ ก็มีทะเลาะกันบ้าง จากนี้ก็ไม่ต้องทะเลาะกันแล้ว เราต้องช่วยกันต่อต้านรัฐประหารทุกแดง เราไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และคนเสื้อแดงไม่เอา 2 มาตรฐาน เป็นสองฝั่งของกลุ่มคนในแผ่นดินนี้ โดยมีสันปันน้ำของรัฐประหารแบ่งกั้นระหว่างผู้สนับสนุนและผู้ไม่สนับสนุนรัฐประหาร

นายธิดา กล่าวอีกว่า ในการนำครั้งนี้ ซึ่งเราต้องเดินอีก 2 ปี จากการที่เราขึ้นคำขวัญว่าหยุดรัฐประหาร เปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ สะท้อนเป้าหมายของการเดินทางของเราภายใน 2 ปีนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเราต้องแก้ไขปัญหาในอดีตที่เรายังแก้ไม่จบสิ้น ประการแรกคือความจริงยังไม่ปรากฎคนที่ทำผิดยังไม้ได้รับโทษ ประการที่สองคนที่ติดคุกยังมีเป็นจำนวนมากและมากขึ้นทุกวัน เรื่องในอดีตและการเยียวยาเราก็ต้องทำ ความอาฆาตพยาบาทของคนจำนวนหนึ่ง ทำคนตายแล้วยังอิจฉาคนตาย ยังบอกว่าค่าเยียวยาสูงเกินไป ลองให้พรรคที่คัดค้านมาตายตรงหน้านี้ซึ่งพรรคแมลงสาบไม่ควรได้รับเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว หนทางของเราต้องแก้ปัญหาในอดีตและแก้ปัญหาปัจจุบัน เพราะปัจจุบันโอกาสจะเกิดรัฐประหารก็ยังมี เราต้องยกระดับชัยชนะการเลือกตั้งรัฐบาลที่มาจากประชาชนให้สูงขึ้น ไม่ให้ถูกทำลาย เป็นการปกป้องชัยชนะของประชาชน ถ้าเราประมาทการรัฐประหารมันเกิดขึ้นได้ทุกวัน แต่วันนี้คนเสื้อแดงขอท้าทายว่าใครที่จะทำรัฐประหารโปรดดูภาพของคนเสื้อแดงที่โบนันซ่านี้ แล้วลองคิดดูว่าท่านจะกล้าทำรัฐประหารในประเทศไทยอีกหรือไม่ ก้าวต่อไปของเราคือรัฐธรรมนูญ เราไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 แปลว่าเราไม่เอารัฐธรรมนูญและผลพวงของรัฐประหารทั้งหมด

“นอกจากนั้นกฎหมายและองค์กรทั้งปวงที่มาจากรัฐประหาร เรายืนยันว่าเราอาจต้องใช้เวลา แต่เราต้องเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ได้ ดังนั้นใน 2 ปี นี้เราต้องเตรียมพร้อม ถ้ามีการรัฐประหารคนเสื้อแดงก็จะต่อสู้ แต่หากไม่มีรัฐประหารคนเสื้อแดงทั้งหมดจะเข้าสู่มหาวิทยาลัยเสื้อแดง ต่อจากนี้เราจะเป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญทั้งประเทศ เพราะนักกฎหมายส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือของเผด็จการณ์ พึ่งเขาไม่ได้ ทำไมคนเสื้อแดง จบ ป. 4 จะเขียนรัฐธรรมนูญไม่ได้ เราจะทำให้ดูภายในปีนี้ ใครที่คิดว่าจบกฎหมาย จบรัฐศาตร์ อย่าคิดว่ายิ่งใหญ่กว่าประชาชน คนเสื้อแดงและประชาชนต่างหากที่ยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องจบด็อกเตอร์เลยก็ได้ ปีใหม่นี้เราจะต้องมีรัฐธรรรมนูญใหม่ให้ได้ ฝากไปยังพรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ ในรัฐสภาว่าขอให้ท่านโปรดรู้ไว้ด้วยว่าแลกมาด้วยการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของประชาชน เราต้องการรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ของอำมาตย์ครึ่ง ประชาชนครึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่เอา เราต้องการประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาประเทศนี้ได้ ก็เมื่อประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย มีนิติรัฐ นิติธรรม เท่านั้น” นางธิดา กล่าว

ทั้งนี้นางธิดาได้ประกาศแนะนำตัวรองประธานและผู้ประสานงาน นปช. ทุกภาคบนเวที ประกอบด้วย นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ เป็นผู้ประสานงาน นปช. กทม. นายพายัพ ปั้นเกตุ ประสานงานภาคกลาง นายสมหวัง อัสราษี ประสานงานภาคตะวันตก นายอารี ไกรนรา ประสานงานภาคตะวันออก นายนิสิต สินธุไพร ประสานงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายวิภูแถลง พัฒนภูไท ประสานงานภาคใต้ และ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ เป็นผู้ประสานงานภาคเหนือ รวมทั้งนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และนายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำนปช. ที่มาร่วมงานด้วย.

ย้อนรอยคดีไออีซี-ขุดพฤติการณ์จำเลยร่วมก่อนถึงวันศาลจำคุก "สนธิลิ้ม" 85 ปี


ารรับสารภาพของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำเลยในคดียื่นเอกสารเท็จค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัทเดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รวม 6ครั้ง จำนวน 1,078 ล้านบาท ต่อศาลอาญา รัชดาฯ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สร้างความประหลาดใจให้กับบรรดาคอการเมืองและนักกฎหมายไม่น้อยทีเดียว

หากต้องการยื้อคดีออกไปได้อีก นายสนธิสามารถสู้คดีด้วยการปฏิเสธข้อกล่าวหา เพราะคดีนี้ยืดเยื้อมานานตั้งแต่ปี2539อีกทั้งฐานความผิดตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 307  311  312(2) ประกอบ 313 มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 20 ปี

น่าแปลกตรงที่นายสนธิกลับรับสารภาพอย่างหมดเปลือกและขอเมตตาธรรมจากศาล

"ผมเพียงแต่ขำเท่านั้นเองว่าผมผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ผมโดนไป 80 ปี ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ใช่คนที่ค้ายาเสพติด หรือไม่ได้ไปเผาบ้านเผาเมืองใคร แต่ไม่เป็นไร ในฐานะที่ผมรับสารภาพก่อนการสืบคดีสิ้นสุด ศาลสถิตยุติธรรมมีมติจะพิพากษาผมอย่างไร ผมยอมรับในมตินั้น ไม่ตัดพ้อต่อว่า เพราะผมต้องการทำให้ผมเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเมื่อผิดต้องยอมรับผิด"
    นั่นเป็นถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ  ปัจจุบันเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังศาลให้ประกันตัว 

ความจริงแล้วคดี แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ยื่นเอกสารเท็จค้ำประกันเงินกู้แบงก์กรุงไทยดังกล่าว ค้างอยู่ในศาลอาญานานถึง 16 ปีเต็ม ๆ  ถือได้ว่าเป็นคดีที่ค่อนข้างมีเงื่อนงำซับซ้อน
 
ถ้าย้อนอดีตจะพบมีคดีที่เกี่ยวโยงกับเดอะ เอ็มกรุ๊ป  พฤติกรรมในคดีคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง

กล่าวคือทำเอกสารเท็จ และมีเป้าหมายเพื่อกู้เงินแบงก์กรุงไทย อีกทั้งผู้กระทำผิดคือนายสุรเดช มุขยางกูร ก็เป็นจำเลยร่วมกับนายสนธิ

คดีดังกล่าวนั้น เริ่มขึ้นเมื่อวันที่  28 พฤศจิกายน 2542 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.)  กล่าวโทษ นายสุรเดช มุขยางกูร กรณีลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่มีข้อความว่าที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทอินเตอร์แนชั่นแนลเอ็นยิเนียริ่งจำกัด(มหาชน)หรือไออีซีอนุมัติให้ไออีอีซี เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะ เอ็ม.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในนามของไออีซี อันเป็นกิจการที่เกินขอบเขตที่คณะกรรมการของไออีซี กำหนดไว้และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของ ไออีซี ก่อน

พฤติการณ์ของนายสุรเดช ทำให้ ไออีซี มีภาระหนี้ค้ำประกันจำนวน 1,178 ล้านบาท อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 307 311 312(2) ประกอบ 313 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

ต่อมาในวันที่ 28 มิถุนายน 2554  ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาว่านายสุรเดช มุขยางกูร มีความผิดตามมาตรา 307 311 312(2) และ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยลงโทษ

(1) ฐานเป็นกรรมการลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมเพื่อลวงให้นิติบุคคลหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ตามมาตรา312(2)แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯให้จำคุก5ปีและปรับ 500,000 บาท

(2) ฐานเป็นกรรมการกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล

(3)ฐานเป็นกรรมการกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่นตามมาตรา307311ประกอบ313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามมาตรา 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 2,356,000,000 บาท

แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง เหลือกระทงละ 2 ปี 6 เดือน ปรับกระทงละ 250,000 บาท และ 1,178,000,000 บาท ตามลำดับ รวมลงโทษจำคุก 4 ปี 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และปรับ 1,178,250,000 บาท
  
พฤติการณ์ความผิดของนายสุรเดช ในคดีไออีซี กับพฤติการณ์ของนายสุรเดช ในคดีแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ที่ตกเป็นจำเลยร่วมกับนายสนธินั้น จึงน่าจะไม่ใช่เรื่องขำ ๆ เหมือนเช่นนายสนธิให้สัมภาษณ์ที่บันไดของศาลอาญา รัชดา








วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 02:38 น.  ข่าวสดออนไลน์

ปฏิกิริยาหลัง 2 คนร้ายบุกชก "วรเจตน์" แกนนำนิติราษฎร์





หมายเหตุ : ภายหลังเกิดกรณีคนร้ายสองราย ขี่จยย.มาดักรอที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และทำร้ายนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ซึ่งเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 เกี่ยวกับคดีหมิ่นสถาบันเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง มีนักวิชาการและนักกิจกรรมประชาธิปไตย แสดงความคิดเห็นดังนี้

---------

′สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล′
อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
  
ระเทศนี้ป่วยมากๆ

คนที่ออนไลน์แสดงความ "สะใจ" หรือเชียร์ว่า "น้อยไป" ต่อการทำร้ายวรเจตน์จะเป็นคนระดับใดบ้าง คงพูดให้ตายตัวไม่ได้ เพราะสมัยนี้คนระดับล่างๆ ของสังคม ก็เริ่มออนไลน์กันไม่น้อย แต่คงไม่ผิด ถ้าจะกล่าวว่า ส่วนใหญ่ทีสุดยังเป็นคนระดับกลาง และมีการศึกษา อาจจะเป็นคนที่กำลังเรียนอยู่ในระดับมัธยมหรือมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย

อันที่จริง ต่อให้ถ้าพูดแบบ "คติไทยๆ" การลอบทำร้ายก็เป็นการแสดงความขี้ขลาดตาขาว เพราะแสดงว่า คนที่ทำไม่กล้าแม้แต่จะมา "ท้าเผชิญหน้า" กันตัวต่อตัว ซึ่งๆ หน้า ต้องใช้วิธีลอบทำร้าย แล้วหนีไป

คนที่เชียร์การกกระทำแบบนี้ ก็แสดงความขี้ขลาดตาขาวของตนด้วย เพราะพูดตามคติ "ไทยๆ แบบโบราณ" ที่พวกนี้ชอบอ้างการกระทำที่พวกเขาเชียร์นี้ เรียกกันในภาษาบ้านๆว่า เป็นการกระทำแบบ "หน้าตัวเมีย" ไม่มีความเป็น "นักเลง" ไม่มีความกล้าหาญอะไรอยู่เลย (ขออภัย ผมไม่ได้เห็นด้วยกับการเรียกแบบนี้ เพียงแต่ยกให้เห็น ด้วยคติของคนเหล่านั้นเอง)

แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการทีคนระดับที่มีการศึกษา ระดับ "คนชั้นกลาง" จำนวนไม่น้อยเห็นว่า การลงมือทำร้ายนักวิชาการที่ไม่เคยแม้แต่จะพูดจาก้าวร้าวไม่สุภาพ บุคคลิกรูปร่างก็ออกไปในทางคนตัวเล็กๆเรียบร้อยธรรมดาๆ เพียงเพราะสิ่งที่เขาเสนอด้วยคำพูดและงานเขียน ไม่เป็นที่ถูกใจ เป็นอะไรทีทำให้รู้สึก "สะใจ" หรือ ชอบใจได้

ต้องเป็นสังคมหรือประเทศที่ "ป่วย" มากๆ ทีแม้แต่คนที่มีการศึกษา ผ่านการอบรมบ่มเพาะเรื่องความรู้สมัยใหม่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ที่คนเหล่านั้นชอบยกมาเป็นข้ออ้าง สามารถที่จะป่าเถื่อนทางจิตใจเช่นนี้ได้

ความรู้สึกตอนนี้คือโกรธ เพิ่มขึั้นๆ

ส่วนหนึ่งของความโกรธ คือ นึกย้อนหลังไปเมื่อเดือนมกรา ช่วงที่มี คนใน รบ.บางคน และสื่อบางฉบับออกมาโจมตีนิติราษฎร์ รายวัน

คนเหล่านี้ (ทั้งคนใน รบ. และสื่อ) จะต้องรับผิดชอบทางคุณธรรมอะไรหรือไม่ ที่ช่วยกันสร้าง "กระแส" และ "บรรยากาศ" ของความไม่มีเหตุผล ความ "คลั่ง"?

การสร้างบรรยากาศหรือกระแสไร้เหตุผล คลั่งรายวัน ในเดือนก่อน ก็เป็น "แบ็กกราวน์" หรือการ "ปูทาง" สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้

คล้ายๆ ตอนที่ปีกลาย อภิสิทธ์ปล่อยให้ทหารออกมา "ตบเท้า" รายวันขู่คนเรื่อง "ล้มสถาบัน" นั่นแหละ (เนื้อหาบางส่วนจากเฟซบุ๊กของนายสมศักดิ์)

---------

สุรพศ ทวีศักดิ์
นักวิชาการและคอลัมนิสต์

ข่าว อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ถูกทำร้าย กับคำถามถึง “นักสันติวิธี”

เท่าที่ติดตามการแสดงความคิดเห็นของ อ.วรเจตน์ ผมชื่นชมมากในเรื่องความรัดกุมในหลักการ เหตุผล ไม่เคยเห็น อ.ใช้คำพูดรุนแรง เสียดสี หรือใช้ “อารมณ์เหนือเหตุผล” ในการแสดงความเห็นเลย 

การทำร้ายร่างกาย อ.วรเจตน์จึงสะท้อน “ความป่าเถื่อน” ต่อการใช้ “เหตุผล” อย่างรุนแรงที่สุดในบ้านเมืองนี้!

ถามว่ากับ “ความป่าเถื่อนต่อการใช้เหตุผล” เช่นนี้ บรรดานักสันติวิธีที่เสียงดังในสังคม ควรเลิกเป็น “แผ่นเสียงตกร่อง” ได้หรือยังครับ?

เลิกประเมินค่า “ความชอบธรรมทางศีลธรรม” ของทั้งสองฝ่ายเสมือนมี “ค่าความชอบธรรมเสมอกัน” ได้หรือยังครับ?

และนักสันติวิธีควรตั้งคำถามอย่างไร ต่อ “โครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรมและรุนแรง” และกระบวนการสร้างความเกลียดชังทุกรูปแบบที่สนับสนุนโครงสร้างอันอยุติธรรมและรุนแรงนั้น จนส่งผลมาสู่ปรากฏการณ์ “ป่าเถื่อนต่อเหตุผล” ณ วันนี้ และ/หรือที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต?

หรือรอให้ฆ่ากันก่อน จึงค่อยออกมาจุดเทียน นั่งภาวนา ฯลฯ

ทหารเสียงดังกว่านักวิชาการและประชาชน
นักการเมืองและสื่อพินอบพิเทาต่อทหารและอำมาตย์
เสรีชนที่ใช้เหตุผลต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมไม่มีที่ยืน (เนื้อหาบางส่วนจากเฟซบุ๊กนายสุรพศ)

---------

สมบัติ บุญงามอนงค์
หรือ บก.ลายจุด
แกนนำกลุ่มอาทิตย์สีแดง

มรู้จักแกนนำเสื้อแดงในท้องถิ่นคนหนึ่ง หลังรปห. เขาออกมาเคลื่อนไหว โดนทหารจับ กอ.รมน.ตาม โดนค้น โดนขู่ จนเขาต้องหนี หลบไปอยู่ที่อื่น
แกนนำคนนี้เคยโทร.มาปรึกษาผมตั้งแต่ปี 50 ว่า จะใช้ชีวิตยังไง เพราะเขากลัวเหลือเกิน เปลี่ยนที่นอน เปลี่ยนเบอร์โทร เพราะโดนฝ่ายความมั่นคงตาม  ความกลัวทำให้เขาหายไปสักหนึ่ง จากนั้นผมเห็นเขากลับมาที่เดิม รวบรวมคน เปิดสถานีวิทยุชุมชน เคลื่อนไหวไปจวนผู้ว่า ค่ายทหาร สถานีตำรวจ ดุดัน
ผมเชื่ออยู่ว่า คนเราเมื่อถูกความกลัวปั่นประสาทถึงจุดหนึ่ง เขาจะโต้คืน เขาต้องเรียนรู้ว่าจะจัดการกับความกลัวและคนที่ทำให้เขากลัวอย่างไร  เขากลัวเพราะมีคนน่ากลัวกว่าเขา ดังนั้นถ้าจะสู้กับความกลัวนี้ เขาต้องน่ากลัวกว่าคนที่ทำให้เขากลัว การจะสู้กับผีก็ต้องทำตัวให้เป็นปีศาจ
หลายคนที่ใช้ความรุนแรง ทั้งๆ ที่ไม่มีพื้นฐานเป็นคนเช่นนั้น ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากสภาวะที่ทำให้เขากลัว แล้วกดความกลัวด้วยความโหดเหี้ยม
คนที่สั่งคนให้ไปฆ่าหรือทำร้ายคนอื่น ถ้าให้เขาไปลงมือเองก็คงไม่กล้า นั่นเพราะคนที่ทำให้คนอื่นกลัว ตนเองก็อยู่ในความกลัว
การต่อสู้ทางการเมืองสร้างคน 2 ประเภท คือ วีรบุรุษ และ ปีศาจ นั่นขึ้นอยู่ว่าระหว่างการต่อสู้พวกเขาดึงความเป็นมนุษย์ออกมา หรือทิ้งมันลง  คนที่ลงมือทำเรื่องเลวร้ายมากมาย พวกเขาก็ล้วนมีเหตุผลและอ้างเหตุแห่งการกระทำภายใต้ความดีงามทั้งสิ้น
สังคมไทยกำลังก้าวผ่านยุคสมัยที่สำคัญ ความรุนแรงไม่ใช่เป้าหมาย แต่มันคือกับดักที่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านอาจตกหลุมพรางข้อนี้

ปัญญาชนในทุกปีก ต้องทำงานอย่างหนัก ในการไม่ปล่อยให้เหยี่ยวในปีกของตนออกมาคุมเกม และเปลี่ยนสถานการณ์เป็นสงคราม
วันนี้อาจมีคนสะใจ ดีใจที่ วรเจตน์ โดนทำร้าย แต่ให้นึกถึงภาพเด็กน้อยที่ยืนหัวเราะที่ต้นมะขาม เมื่อมีคนเอาเก้าอี้ฟาดร่าง น.ศ. 6 ต.ค.

ทุกวันนี้เราแทบไม่เคยได้ยินใครเปิดเผยตัวเองว่า เป็นคนที่อยู่สนามหลวง คอยเชียร์ และสนับสนุนการฆ่าน.ศ. ในเช้าวันที่ 6 ต.ค. อีกเลย (จากเฟซบุ๊ก บก.ลายจุด)

---------

สมคิด เลิศไพฑูรย์ 
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

อประณามคนที่ทำร้ายอ.วรเจตน์ 

กล้องจับภาพคนร้ายได้ทั้ง 2 คน

ได้ชื่อ ที่อยู่คนร้ายคนแรกแล้ว 
ผมขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้เหตุและผลในการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาของประเทศและขอประณามความรุนแรงทุกประเภทที่กระทำต่อคนธรรมศาสตร์และคนไทยด้วยกัน

มหาวิทยาลัยมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยดีพอสมควร เช่นการจัดเวรยาม การมีบัตรเข้าออก การมี CCTV ทั้งมหาวิทยาลัย การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะได้เพิ่มมาตรการให้เพิ่มขึ้นอีก

---------

แถลงการณ์ 8 องค์กรสิทธิมนุษยชน
ประณามการทำร้ายร่างกาย 
รศ.ดร.วรเจตน์ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์

ร้องสังคมไทยให้มีความอดทนอดกลั้นรับฟังความเห็นต่าง

รัฐมีหน้าที่คุ้มครองไม่ให้สังคมตกอยู่ในบรรยากาศแห่งความกลัวและต้องนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็ว

ตามที่รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นหนึ่งในกลุ่มอาจารย์คณะนิติราษฎร์ ถูกชายสองคนทำร้ายร่างกายภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในช่วงบ่ายวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕  บริเวณลานจอดรถของคณะนิติศาสตร์นั้น

องค์กรดังมีรายชื่อแนบท้ายนี้ มีความห่วงกังวลอย่างยิ่งว่าสาเหตุในการทำร้ายร่างกายดังกล่าวจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงบทบาทในฐานะนักวิชาการของกลุ่มอาจารย์คณะนิติราษฎร์  เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ปรากฏว่ารศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เคยมีความขัดแย้งกับบุคคลใดเป็นการส่วนตัว ในทางตรงกันข้ามการดำเนินกิจกรรมของคณะนิติราษฎร์ที่ได้มีข้อเสนอแนะในทางวิชาการให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕   การจัดทำข้อเสนอเพื่อการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒  และการล่ารายชื่อประชาชน ๑๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อเสนอร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวโดยคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ กลับทำให้กลุ่มอาจารย์คณะนิติราษฎร์ต้องตกอยู่ภายใต้การวิพากษ์วิจารณ์ทั้งที่อยู่ในกรอบของกฎหมายและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสากล  จนเลยไปถึงการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และการข่มขู่ทำร้ายร่างกายอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ  ทั้งปรากฏว่า เคยมีการแสดงความรุนแรงโดยการเผาหุ่นของดร.วรเจตน์เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๕ บริเวณหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งเกิดการทำร้ายร่างกาย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ขึ้นภายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนี้    

เราเห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้สังคมตกอยู่ในภาวะความหวาดกลัวถึงการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญว่าอาจมีบุคคล กลุ่มบุคคลซึ่งมีความเห็นต่างจะมุ่งประสงค์ร้าย จนถึงขั้นทำร้ายร่างกายหรือทำให้เสียชีวิต เนื่องจากการดำเนินกิจกรรมของคณะนิติราษฎร์ และการล่ารายชื่อของคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นการกระทำบนพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ และสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย  และกล่าวได้ว่ากลุ่มอาจารย์ดังกล่าวเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งรัฐมีหน้าที่คุ้มครองและปกป้องไม่ให้ผู้ใดมาละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ  และตามหลักกติกาสากลว่าด้วยการคุ้มครองนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

เราเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิในร่างกาย การไม่เคารพต่อเสรีภาพของบุคคลอื่น การไม่รับฟัง และขาดความอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่างอันเป็นพฤติกรรมที่ยิ่งจะบ่อนทำลายคุณค่าแห่งสังคมประชาธิปไตย และเห็นว่าการทำร้ายร่างกายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องการทำร้ายร่างกายส่วนบุคคลแต่เป็นเรื่องสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนในการแสดงออกตามสิทธิและเสรีภาพขั้นพี้นฐาน จึงมีข้อเสนอและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

๑. เราขอประนามการกระทำความรุนแรงครั้งนี้ และขอให้รัฐบาลรีบดำเนินการหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐสามารถปกป้องคุ้มครองประชาชนในการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญได้และไม่ตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวในการใช้เสรีภาพดังกล่าว

๒. ขอเรียกร้องต่อประชาชนชาวไทยให้ใช้ความอดทนอดกลั้นต่อการแสดงความเห็นที่แตกต่าง แม้ความเห็นที่คณะนิติราษฎร์หรือคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ จะขัดแย้งต่อความรู้สึกของประชาชนชาวไทยบางกลุ่ม แต่การดำเนินการดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของหลักประชาธิปไตยในการอยู่ร่วมกัน

ด้วยความเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน(คนส.), สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.), มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.), คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.), โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม(Enlaw), มูลนิธิผสานวัฒนธรรม(CrCF), ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น และศูนย์ข้อมูลชุมชน

---------

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ 
อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย 
ฐานะสมาชิกคณะรณรงค์แก้ไข ม.112 (ครก.112) 

นวันที่ 1 มี.ค. เวลา 12.00 น. กลุ่มโดมรวมใจ ประมาณ 10-20 คนจะเดินทางไปให้กำลังใจนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ที่คณะ หลังจากโดนกลุ่มคนทำร้าย เบื้องต้นตามข่าวทราบว่ากลุ่มที่ทำร้ายนายวรเจตน์ เป็นกลุ่มคนที่เคยร่วมกิจกรรมเผาหุ่น เพื่อคัดค้านกิจกรรมของกลุ่มนิติราษฎร์

หากเป็นจริงเท่ากับว่าเป็นกลุ่มที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน และนายชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ เป็นแกนนำคนไทยหัวใจรักชาติ โดยข้อเท็จจริงบุคคลทั้ง 2 อาจไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ในความเห็นที่แตกต่าง ควรแสดงออกด้วยการพูดคุย ไม่ใช่ใช้กำลังทำร้าย

การคุกคามนี้ ไม่ได้ทำให้ครก.112 กลัวและหยุดเดินหน้าล่าชื่อประชาชนเพื่อร่วมสนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่อย่างใด สำหรับท่าทีของกลุ่มขณะนี้ยังไม่ได้หารือ แต่คิดว่าจะออกแถลงการณ์ประณามการกระทำที่ป่าเถื่อน ซึ่งถือว่าเป็นการที่คุกคาม และไม่ถูกต้องในการแสดงออก



วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 01:59 น.  ข่าวสดออนไลน์

 



วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

3 กุมภาพันธ์ วันทหาร ( จะ ) ผ่านศึก

ทหารพรานยิงถล่มปิกอัพ มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บ4 คน ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ชาวบ้านที่รอดตายโวยเจ้าหน้าที่ยิงมั่ว ขณะที่ฝ่ายทหารอ้างถูกยิงก่อนและพบปืนอาก้าในรถด้วย เมื่อ 30 ม.ค.

  • ส่อวุ่น-ถล่ม4ศพใต้ โวยยิงมั่ว ทหารโต้มีปืนในรถ
    เหยื่อที่รอดเผยนาทีเกิดเหตุ ผวจ.ปัตตานีสั่งตั้งกก.สอบด่วน ยันถ้าผิดจริง-ต้องเร่งเยียวยา

    วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7733 ข่าวสดรายวันhttp://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNak14TURFMU5RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1pMHdNUzB6TVE9PQ==
  • ข่าข่าวสด วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555  ปีที่ 21 ฉบับที่ 7733  วสด วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555  ปีที่ ---------------------21 ฉบับที่ 7733 

    Thairath กมธ.ปรองดอง ไม่เห็นด้วยแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ผวาจุดชนวนความรุนแรงรอบใหม่ถึงขั้นสิ้น...31 มกราคม 2555, 15:30 น.ค้านแก้ม.112 ชนวนขัดแย้ง หวั่นทำสิ้นชาติ

     รมว.กลาโหม ส่งสัญญาณเหล่าทัพ ไม่รื้อโครงสร้างทหาร พร้อมสามัคคี อยู่แบบพี่น้อง เล็งปรับโครงสร้างกองทัพ...30 มกราคม 2555, 15:09 น.รมว.กลาโหม จ่อถกโผทหารผู้นำเหล่าทัพ ก.พ.นี้

    นิติราษฎร์, ม.112,คลังแสงระเบิด,ปืนลั่น,ทหารค้ายา,

    3 กุมภาพันธ์ วันทหาร ( จะ ) ผ่านศึกเหล่าไปได้อย่างไร

    ...................................

    พระยาพิชัยตัดสินใจที่จะเป็น “ทหารเสือพระเจ้าตาก” แต่เพียงพระองค์เดียว จึงทิ้งลูกและภรรยาเดินออกจากเมืองพิชัยด้วยใจเด็ดเดี่ยว




    --------------------------------------------------------------------------------------------------

    ทหารเสือพระเจ้าตาก มุมมองทางจิตวิญญาณที่น่าสนใจ    สร้าง: 12 กรกฎาคม 2550 12:50  วันนี้นั่งดูหนังเรื่องทหารเสือพระเจ้าตาก กับลูก ๆ   รู้สึกประทับใจ นายจ้อย (ทองดี, พระยาพิชัยอาสา, พระยาพิชัยดาบหัก)มาก 

    ·แก้ไข:31มกราคม255505:41  เรื่องโดยหมอหลองที่มา http://www.gotoknow.org/blog/chalong/110814 ) 
    --------------------------------------------------------------------------------------------------  


    
       


           ตั้งแต่วัยหนุ่ม  จ้อยแสวงหาความรู้เรื่องหมัดมวยจากอาจารย์เมฆ และอาจารย์เที่ยง   สมัยเรียนมวยไทยจากอาจารย์ทั้งสอง  ทองดีเป็นเด็กดี  ตั้งใจเรียน  อดทน  อดกลั้น  เป็นศิษย์รักของอาจารย์ จนทำให้ลูกศิษย์คนเก่าอิจฉา  พาลหาเรื่อง  รุมชกต่อย  ทองดีไม่กล้าอยู่ต่อแม้ว่าจะสามารถต่อสู้กับคนเหล่านี้ได้ก็ตาม   ที่ประทับใจช่วงนี้ คือ ทองดีมีความอดกลั้นต่อการด่าว่าของเพื่อนร่วมเรียน   เลยถามลูกชายวัยรุ่นว่า ถ้าลูกโดนเพื่อนด่าแบบนี้จะทนได้ไหม… เขาบอกว่าทนได้ การอดทนอดกลั้นสามารถช่วยควบคุมอารมณ์ที่ดีมาก   การอดทนต่อคำพูดของคนอื่นที่พูดให้เราเจ็บใจ จึงเป็นการเติบโตทางจิตวิญญาณอย่างใหญ่หลวง   หากเราทนได้ก็ถือว่าเยี่ยมมาก   ที่เยี่ยมมากกว่านั้น คือ การฟังคำด่าอย่างตั้งใจ อย่างลึกซึ้ง และนำไปใคร่ครวญดูว่าที่เขาพูดมานั้นจริงหรือเปล่า  หากจริงก็ต้องขอบคุณเขามาก ๆ เรียกได้ว่า “ศัตรูคือมิตรที่ดีที่สุด”   และหลังจากนั้นก็นำไปปรับปรุงแก้ไขตัวเอราให้พัฒนามากขึ้น
                       หากคนด่าว่าเราแล้วเราโกรธตอบ ก็ถือว่า “เป็นความฉลาดทางอารมณ์ที่ด้อยของเรา เพราะเขาพูดชั่ววินาทีเดียว แต่เรานำไปคิดกังวลอยู่นานนับวัน นับเดือน นับปี  บางคนก็เปลี่ยนแปลงเป็นความโกรธ เกลียด เคียดแค้น พยาบาท  ก็ยิ่งเข้าไปอีก   เป็นอารมณ์ลบ  ทำให้เราเกิดความทุกข์  ซึ่งผู้ด่าลืมไปหมดแล้ว  ไปนั่งสุขสบายตั้งนานแล้ว  แต่เรายังทุกข์ใจอยู่นานแสนนาน  น่าจะโง่มากกว่าที่ไปโกรธตอบเขา
                         ทองดีเป็นเด็กใฝ่รู้ “แค่เดินผ่านเขาฝึกซ้อมมวยจีน” ก็หยุดดูและนำมาฝึกฝน ผสมผสานกับมวยไทย จนสามารถนำไปใช้ต่อสู้ได้ชัยชนะ  เป็นที่โปรดปรานของพระยาวิเชียรปราการ (พระเจ้าตากสิน) และตั้งนามให้ว่า หลวงพิชัยอาสา  ตั้งแต่นั้นมาหลวงพิชัยอาสาก็เป็นทหารเสือของพระเจ้าตากสินต่อสู้กับพม่าจนดาบหัก คนไม่เป็นอะไร  พระเจ้าตากสินประทับใจในความเก่งกล้าสามารถของหลวงพิชัยอาสา  จึงตั้งให้ฉายาให้ว่า “พระยาพิชัยดาบหัก”  หลังจากกอบกู้เอกราชได้ พระเจ้าตากมอบหมายให้พระยาพิชัยดาบหักไปเป็นเจ้าเมือง “พิชัย”
                     ความงามของพระเจ้าตากสิน ที่น่าประทับใจอีกอย่าง คือ ความเสียสละ  และความรักเพื่อนทหารของพระองค์   พระองค์เสียสละแม้กระทั่งคนรักให้กับหลวงพิชัยอาสา โดยกล่าวว่า หญิงรึจะสู้ทหารกล้า  นับเป็นผู้นำที่มีจิตใจเมตตา  เสียสละ  ที่เห็นทหารกล้ามีความสำคัญมากกว่าคนรักของพระองค์  ทรงมีน้ำพระทัยใหญ่หลวงที่เห็นความสุขของทหารกล้ามีค่ายิ่งกว่าคนรัก
                    ความงามของพระยาพิชัยดาบหักอีกอย่าง คือ “ความกตัญญูกตเวที” หลังจากพระองค์ได้เป็นเจ้าเมืองพิชัยแล้ว ก็กลับไปหาครูมวยทั้งสองท่าน คือ ครูเที่ยงและครูเมฆ  ได้แต่งตั้งครูเมฆเป็นกำนันและครูเที่ยงเป็นผู้ใหญ่บ้าน  ประพฤติปฏิบัติตนต่ออาจารย์เยี่ยงศิษย์ที่ดี  แม้ว่าจะเป็นเจ้าเมืองแล้วก็ตาม                     นอกจากนี้ ยังเห็นบุญคุณของ “บุญเกิด” ผู้ติดตามมาตั้งแต่เรียนหมัดมวย  แม้บุญเกิดไม่เคยสนใจจะเรียนก็ตาม  แต่ก็ติดตามรับใช้มาตลอด  จึงทรงแต่งตั้งให้บุญเกิดเป็น “หมื่นหาญณรงค์” เป็นทหารในเมืองพิชัย
                     สำหรับความงามของหมื่นหาญณรงค์ คือ “ความจงรักภักดีต่อเจ้านาย และเลือดรักชาติ กล้าหาญมาก”  แม้ไม่มีความสามารถเพียงพอก็ตาม   ครั้งหนึ่งทหารพม่ายกมาจากกรุงอังวะมาตีเมืองพิชัย  พระยาพิชัยบอกให้หมื่นหาญณรงค์ช่วยนำลูก เมีย ของท่าน หนีไป เพราะคิดว่าคงสู่พม่าไม่ได้  แต่ หมื่นหาญณรงค์ บอกว่า เขาจะร่วมต่อสู้กับพระยาพิชัย   จนพระยาพิชัยแปลกใจว่าตลอดเวลาที่สู้รบมา “บุญเกิด” ไม่เคยกล้าหาญที่จะสู้รบ แต่มาครั้งนี้ทำไมต้องอาสาด้วย  “บุญเกิดตอบว่า ตอนนี้เขาคือ หมื่นหาญณรงค์ เป็นทหารที่ต้องกล้าหาญ ต่อสู้เพื่อชาติ ต้องเสียสละเพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้”   ในที่สุดก็เป็นเรื่องเศร้าว่า “หมื่นหาญณรงค์ตายในสนามรบ”     พระยาพิชัยเสียใจว่า หากไม่แต่งตั้งให้เป็นหมื่นหาญณรงค์ บุญเกิดก็ไม่น่าจะตายเร็วเช่นนี้
                    สุดท้ายที่ประทับใจในความงามของพระยาพิชัยดาบหัก  คือ “ความจงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสิน” หลังจากทราบข่าวว่าพระเจ้าตากสินสิ้นพระชนม์  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวงใหม่ของไทย  เจ้าเมืองหัวเมืองต่าง ๆ จะต้องเข้าไปถือน้ำพิพัฒนสัตยาต่อพระมหากษัตริย์   พระยาพิชัยตัดสินใจที่จะเป็น “ทหารเสือพระเจ้าตาก” แต่เพียงพระองค์เดียว  จึงทิ้งลูกและภรรยาเดินออกจากเมืองพิชัยด้วยใจเด็ดเดี่ยว และหายไปจากเมืองพิชัยตั้งแต่วันนั้น   ซึ่งน่าเสียดายทหารกล้าคนนี้มาก แต่ด้วยความจงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสิน ที่ได้ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาร่วมกันมาแล้ว  จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือแปรพักตร์ไปเป็นทหารเสือของผู้ใดได้อีกในชาตินี้  น่าชื่นชมความงามของบุคคลสำคัญของชาติไทยที่ช่วยกอบกู้อิสรภาพให้ชาติไทยเป็นเอกราชอยู่ได้จวบจนทุกวันนี้



    พระยาพิชัยต่อสู้กับพม่าเมื่อครั้งศึกโปสุพลายกทัพมาตีเมืองพิชัยจนดาบคู่กายของท่านหัก

    เธอหรือคือทางผ่าน"ปัญญา เรณู"เพราะกู บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์จะไม่ได้เงินหรือได้เงินมันก็เรื่องของกู



    กระหึ่มหน้าจออีกครั้งดังไปทุกเว็บ...บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เขียนในเฟซบุ๊ค กรณีมีกระแสต่อต้านภาพยนตร์เรื่อง"ปัญญากับเรณูภาค2"ที่เขาเป็นผู้กำกับการแสดงว่า "เรื่องหนังของผม..ผมทำหนังมาเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย..ใครจะดูหรือไม่ดูก็เรื่องของพวกเค้า..หนังผมจะไม่ได้เงินหรือได้เงินมันก็เรื่องของผมเพราะมันเป็นเงินของผม"


    "กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ใครข้องใจเจอได้ทุกเวลา..http://www.oknation.net/blog/canthai/2012/01/11/entry-3

    (ปล.ต้องขอโทษด้วยนะที่ผมไม่สู้คน)
    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------


    บิณฑ์” ไม่สนต่อให้ “ปัญญาเรณู2”ไม่สนหนังเจ๊ง ไม่ทำเงินก็จะเดินหน้าสร้างภาค3 ต่อ เผยเตรียมยกกองไปถ่ายทำที่อินเดียเกือบทั้งเรื่อง แจงบทเขียนเสร็จเกิน 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว แย้มอาจมีถึงภาค4 http://manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9550000011495



    (ส่วนมากคนมีเงินมากๆในประเทศนี้เขาก็คิดอย่างนี้และ)

    ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
    ที่ News news story. นำมาเคาะต่อก็จะบอกว่าสาเหตุก็มาจากเรื่อง ม.112 นั่นแหละ ผมก็ยังงงอยู่ว่า ถึงแม้ ปัญญา เรณู2 จะเจ๊ง แล้วมีต่อภาค 3-4  ผมก็ยังไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกับปากท้องชาวบ้านและความเป้นอยู่ของชาวบ้านเลย ที่ชาวบ้านเขารอคือไม่ว่าใครพรรคไหนเป็นรัฐบาลเขาก็อยากให้แก้ปัญหาความยากจนและทำให้สังคมสงบสุขมีแต่ความปรองดอง  ..แต่นี่แม่งมันจ้องแต่อิงกระแสแห่ประจานละลานกันหาเรื่องกล่าวหากัน  จะแก้หรือไม่แก้ ม.112  ที่ผ่านมายังไม่เห็นมีใครร้องบอกว่าไม่จงรักภักดี  แล้วสูเจ้าทั้งหลายเอาเหตุผลอันใดไปกล่าวหาด่าประจานกันต่างๆนาๆว่าถ้าแก้แล้วจะเป็นการ...อย่างนั้น...อย่างนี้....หรือที่แท้ในสมองพวกสูเจ้าคิดกันแต่อย่างนี้ จึงกล่าวหาว่าคนอื่นได้เป็นขั้นเป็นตอนดีเหลือเกิน...น่าสงสัยจังโว้ย......( กูไม่ใช่บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์  ใครข้องใจอะไรอย่ามาเจอกู เพราะกูกลัวเจ๊ง )
    

    วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

    ขู่ฆ่า‘วรเจตน์-ปิยบุตร’นิติราษฎร์นัดหารือประเมินสถานการณ์


    แกนนำนิติราษฎร์แฉมีอีเมล์จากทหารสังกัด พล.1 รอ. ข่มขู่ให้หยุดเคลื่อนไหว อ้างคนในกองทัพเริ่มทนไม่ไหวแต่ยังไม่ปักใจเชื่อเป็นทหารจริงหรือไม่ เผย “วรเจตน์-ปิยบุตร” ถูกคุกคามหนักถึงขนาดขู่เอาชีวิต ผิดหวังสังคมไทยยังไม่พร้อมเปิดรับฟังความเห็นเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประชาธิปไตย ยืนยันไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง นำเสนอทุกอย่างตามหลักวิชาการ หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยถือว่าจบ อยากให้คนถืออาวุธทุกกลุ่มอดทนฟังอย่างสันติ เตรียมนัดสมาชิกหารือในสัปดาห์นี้เพื่อประเมินสถานการณ์และทบทวนท่าทีการเคลื่อนไหว
    หลังจากที่คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จนนำไปสู่การรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อ ของคณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 (ครก.112) เพื่อผลักดันร่างกฎหมายนี้เข้าสู่สภาภายในเวลา 112 วัน รวมทั้งข้อเสนอการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาล กองทัพ และสถาบันทางด้านการเมือง จนเกิดกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย ทั้งจากกองทัพ ฝ่ายการเมือง รวมถึงภาคประชาชนบางกลุ่ม ล่าสุดมีผู้อ้างว่าเป็นทหารจาก พล.1 รอ. ส่งข้อความข่มขู่เข้ามาในอีเมล์ของคณะนิติราษฎร์ระบุว่าสายทหารเริ่มทนไม่ไหวแล้ว
    ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในแกนนำนิติราษฎร์ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มยังไม่แน่ใจว่าผู้เขียนอีเมล์ที่ส่งมาเป็นทหารจริงหรือไม่ และข้อมูลที่ให้มาเป็นจริงหรือไม่
    “ถ้าเป็นทหารจริงและมีแนวคิดอย่างนี้เกิดขึ้นในค่ายทหารจริง อยากชี้แจงว่าคณะนิติราษฎร์เป็นนักวิชาการ เสนอความเห็นตามหลักวิชาการที่ถูกต้องทั้งในหลักสากลและหลักวิชาการที่ศึกษามา เมื่อเห็นว่าอะไรที่ถูกต้องสำหรับสังคมไทยก็เสนอออกมา ทหารหรือกลุ่มใดก็ตามที่มีอาวุธอยากขอให้อดทนฟังความเห็นของเราแบบเป็นพี่น้องกันในสังคม” ผศ.ดร.จันทจิรากล่าวและว่า ข้อเสนอของเราเป็นเพียงความเห็นหนึ่ง หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็ถือว่าจบ ไม่มีผลอะไรต่อความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงของสถาบันใด อย่างไรก็ตาม การมีอีเมล์นี้เข้ามาเราถือว่ามีคนที่มีไมตรีจิตกับเราเตือนมาด้วยความหวังดี
    ผศ.ดร.จันทจิรากล่าวอีกว่า สมาชิกนิติราษฎร์ไม่มีใครหวาดกลัวกับการข่มขู่ แต่ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล จะเจอหนักกว่าคนอื่นๆ ต้องไปถามทั้ง 2 ท่านว่ากลัวหรือไม่ เพราะมีถึงขู่เอาชีวิต เราไม่ได้ท้าทายแต่ตั้งใจจะแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย
    “เราเศร้าใจกับการข่มขู่ เพราะสิ่งที่เราเชื่อว่าสังคมไทยพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าไปอย่างสงบสันติ เป็นสังคมที่เปิดกว้างให้ทุกคนทุกฝ่ายมาร่วมกันแสดงความเห็นไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็ยังเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะสามารถเลือกสิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยตัวเอง” ผศ.ดร.จันทจิรากล่าวและว่า ในสัปดาห์นี้สมาชิกในกลุ่มได้นัดหารือเพื่อประเมินสถานการณ์และท่าทีของตัวเองว่าจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นิติราษฎร์ได้ออกประกาศถึงประชาชนผ่านเว็บไซต์เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายไม่เห็นด้วยจำนวนมากไม่ได้ตั้งอยู่บนเนื้อหาและหลักวิชาการ แต่มุ่งโจมตีและกล่าวหาตัวบุคคลโดยไร้เหตุผลและพยานหลักฐาน หลายกรณีมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย จนอาจทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน นิติราษฎร์ขอแจ้งให้ประชาชนที่เห็นด้วยกับข้อเสนอทราบ และสบายใจว่าข้อเสนอทุกข้อของนิติราษฎร์เป็นเรื่องที่วางอยู่บนหลักวิชาการและอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 นั้นไม่ถือเป็นความผิดใดๆทั้งสิ้น มาตรา 112 มีสถานะเป็นเพียงบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญามาตราหนึ่งเท่านั้น จึงย่อมเป็นสิทธิและอำนาจโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนผู้เห็นปัญหาของมาตรานี้จะเข้าชื่อเสนอให้รัฐสภา ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงให้ปรับปรุงแก้ไขเสีย
    การรวบรวมรายชื่อจะคงดำเนินต่อไปไม่ยุติจนกว่าจะครบ 10,000 ชื่อ ตามกฎหมาย (หรือมากกว่านั้น) โดยแม่งานผู้รวบรวมคือ ครก.112 ทั้งนี้ ผู้เห็นด้วยและประสงค์ลงชื่อ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ http://www.ccaa112.org/contact-us.html หรือทาง Facebook https://www.facebook.com/ccaa112 กรอกรายละเอียดพร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านพร้อมเซ็นรับรองสำเนา ส่งไปรษณีย์ไปที่คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ตู้ ปณ.112 ปณฝ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200
    ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค แถลงยืนยันว่า ไม่เคยใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยเรื่องต้องการแก้มาตรา 112 แต่มีการแสดงออกต่างกรรมต่างวาระกันของสมาชิกพรรคในที่ต่างๆว่าต้องการแก้ไขอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ อดีตผู้สมัคร ส.ส.สุราษฎร์ธานี (เปิดคลิปยืนยัน)
    “การออกมาแสดงท่าทีคัดค้านของพรรคเพื่อไทยเพื่อชิ่งหนีจากนิติราษฎร์ที่ถูกต่อต้านอย่างหนักเท่านั้น หากไม่เห็นด้วยทำไมต้องรอดูกระแสสังคมก่อน จนเห็นว่าไปไม่ได้แล้วจึงออกมาแสดงท่าที”
    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยกำลังพยายามปล่อยข่าวว่ามีการลงขันกันของ 4 กลุ่มล้มรัฐบาล เพื่อกลบกระแสเรื่องแก้มาตรา 112 ที่เดินเกมพลาดจนถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากคนในสังคม
    นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงยืนยันว่า มีขบวนการเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลและใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยเรื่องแก้มาตรา 112 ขอยืนยันอีกครั้งว่าพรรคไม่มีนโยบายแก้ไข ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์จะเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฐานไม่ปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นสถาบันนั้น ถือเป็นการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์และไม่ดูข้อเท็จจริง เพราะตั้งแต่รัฐบาลทำงานมา 5 เดือน ปิดเว็บเหล่านี้ไปแล้วกว่า 60,000 URL และยังคงเร่งปราบปรามอย่างต่อเนื่อง


    ปลุกผีปฏิวัติรัฐประหารเมื่อพ่ายแพ้หลักการนิติราษฎร์



    “ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์ไม่สำเร็จแล้วจะทำอย่างไร ผมคิดว่าก็เหมือนจุดไฟ ถ้ามันดับก็ต้องจุดใหม่ ให้มันรู้ไปว่าจะไม่ติดสักวันหนึ่ง”
    นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) หนึ่งในคณะนิติราษฎร์ กล่าวถึงการรณรงค์ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ในงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ลบล้างผลพวงรัฐประหารนิรโทษกรรม-ปรองดอง” เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากเมื่อวันที่ 15 มกราคมได้จัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเปิดตัวคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) เพื่อรวบรวมรายชื่อบุคคลให้ได้ 10,000 คน เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ซึ่งการจัดกิจกรรม 2 ครั้งได้รับความสำเร็จอย่างยิ่ง ทั้งกระแสตอบรับอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และกระแสต่อต้านมากมาย
    “สนธิ” ปลุกทหารรัฐประหาร
    โดยเฉพาะการ “ปลุกผีวงจรอุบาทว์” ให้ทหารออกมาทำ “รัฐประหาร” โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศบนเวทีเสวนาปีใหม่-ตรุษจีนที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มกราคม และเผยแพร่ผ่านเครือข่ายสื่อ ASTV ผู้จัดการ โดยยังคงอ้าง “ในหลวง” ว่า
    “ผมจะบอกให้รู้ว่าผมไม่ได้นั่งเฉยๆแล้วสู้ ครั้งนี้พี่น้องไม่ใช่มาประท้วงที่ถนน จะต้องสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐเลย ต้องสู้เพื่อแตกหัก เพราะถ้าไม่แตกหักแล้ว พระเจ้าอยู่หัวเราไปไม่รอด ผมเป็นคนแรกที่บอกว่าทหารเท่านั้นที่จะเป็นเสาค้ำพระเจ้าอยู่หัว แต่ถ้าทหารไม่สามารถจะค้ำได้ อีกไม่นานพวกเราคงต้องออกมาค้ำพระเจ้าอยู่หัว และถ้าออกมาครั้งนี้ต้องชนะอย่างเด็ดขาด ไม่มีการตีงูให้กากิน แล้วก็ไม่มีการให้แมลงสาบตีกินพวกเราอีก ผมเชื่อว่าในที่สุดจะมีเพียงพลังของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะค้ำจุนประเทศชาติได้ ทหารอย่านั่งเฉย รีบออกมาปฏิวัติเสีย แล้วพันธมิตรฯทั่วประเทศจะออกมาร่วมกับทหารยึดประเทศไทยคืนมาจากไอ้พวกชั่วๆ”
    เปอร์เซ็นต์สูงรัฐประหาร
    ขณะที่ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานมูลนิธิโรงเรียนเตรียมทหาร ออกมาย้ำในรายการ “ลับ ลวง พราง” ทางวิทยุ อสมท 100.5 หลังจากนายสนธิเรียกร้องให้ทหารยึดอำนาจว่า เห็นด้วยที่ทหารจะทำรัฐประหารอีกครั้ง และมีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเกิดการปฏิวัติถ้ายังไม่เลิกดูหมิ่นสถาบัน จึงอยากให้ทหารออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์มากๆ เพราะไม่ควรแก้ไขมาตรา 112 หรือแตะต้องอะไรที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
    “ถ้ามันถึงที่สุด ทางกองทัพก็ต้องพูดกันบ้าง ไม่ใช่พูดแค่มันปาก ต้องเอาจริง หากเกินเลยจนทหารทนไม่ได้ เพราะใน 7-8 ปีมีการทำลายสถาบันกษัตริย์มากเหลือเกิน ถ้าถึงที่สุด ถ้ามันมากเกินไปจนทนไม่ไหว ทหารก็อาจจะปฏิวัติแน่นอน”
    เนรคุณแผ่นดิน?
    การปลุกกระแสให้ทหารออกมาจึงไม่ควรมองแค่กลุ่มพันธมิตรฯ ที่แม้วันนี้จะมีมวลชนสนับสนุนน้อยกว่าในอดีต เนื่องจากเกิดความแตกแยกและขัดแย้งกันเอง แต่คำพูดของนายสนธิก็ไม่ใช่เลื่อนลอยและเป็นไปไม่ได้ เพราะยังมีกลุ่มขาประจำ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์หรือกลุ่มสลิ่มที่ออกมาต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112 อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการกล่าวหาแบบเดิมๆว่าคณะนิติราษฎร์และผู้สนับสนุนเป็นพวก “ล้มเจ้า” และต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ทั้งที่คนกลุ่มเหล่านี้รู้ดีแก่ใจว่าใครหรือกลุ่มใดที่ดึง “สถาบันเบื้องสูง” มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะการโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้อง
    คนเสื้อแดงจึงถูกอุปโลกน์ให้เป็นเครือข่าย “ขบวนการล้มเจ้า” จาก “ผังล้มเจ้า” ของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ทั้งที่เป็น “ผังกำมะลอ” ที่ผู้มีอำนาจในขณะนั้นสร้างความชอบธรรมเพื่อปราบปรามคนเสื้อแดงและลบล้างความผิดจากเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่มีคนตายถึง 91 ศพ และบาดเจ็บ พิการเกือบ 2,000 คน
    การคัดค้านและกล่าวถึงประเด็นมาตรา 112 จึงเป็นคนละเรื่องที่ไร้เหตุผลหรือหลักการทางวิชาการ ต่างจากที่คณะนิติราษฎร์พยายามชี้แจง เพราะฝ่ายที่ต่อต้านไม่ได้ต่อสู้ด้วยเหตุผลและหลักการ แต่พยายามทำให้มาตรา 112 เป็นเหมือน “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่ห้ามแตะต้องอย่างเด็ดขาด
    อย่างเช่นกรณีของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการสถาบันพระปกเกล้า ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวถึงข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาล กองทัพ และสถาบันการเมือง ซึ่งมีบางมาตรากำหนดให้พระมหากษัตริย์ ต้องสาบานตนว่าจะปกป้องรัฐธรรมนูญก่อนเข้ารับตำแหน่งว่า “ผมว่าก่อนจะแก้รัฐธรรมนูญตามที่พวกคุณเสนอ ควรแก้ข้อบังคับทุนอานันทมหิดลให้ผู้รับทุนสาบานว่าจะไม่เนรคุณและไม่ทรยศต่อพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานทุนจะง่ายกว่ามั้ย ข้อเสนอผมไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญเลย!!!”
    นิติราษฎร์ปกป้องสถาบัน?
    ข้อเขียนของนายบวรศักดิ์จึงต้องการสะท้อนถึงนายวรเจตน์โดยตรงในฐานะที่ได้รับทุนอานันทมหิดลไปศึกษาต่อจนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากประเทศเยอรมนี ซึ่งนายวรเจตน์กล่าวถึงการเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดลว่า เพราะเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดล จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวทางวิชาการเพื่อให้ใช้เหตุผลมาแก้ปัญหาเพื่อปกป้องสถาบัน ไม่ใช่ล้มล้างสถาบัน
    “สิ่งที่ผมทำอยู่คือการตอบแทน กตัญญูต่อผู้ที่ให้ทุนอานันทมหิดลแก่ผม ที่ผมทำทุกอย่างก็เพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่รู้ว่านักเรียนคนอื่นๆที่ได้ทุนนี้มีจินตนาการเรื่องนี้อย่างไร แต่สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ผมทำก็เพื่อความดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์สืบไป ผมชัดเจนเสมอว่าผมต้องการรัฐธรรมนูญในประเทศที่เป็นราชอาณาจักร”
    ด้านนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ ที่รณรงค์เรื่อง “ฝ่ามืออากง” และสนับสนุนคณะนิติราษฎร์ ตอบโต้นายบวรศักดิ์ผ่านเฟซบุ๊คว่า รู้สึกผิดหวังที่นายบวรศักดิ์สำเร็จการศึกษาทางด้านกฎหมายจากปารีส แต่กลับตอบโต้คณะนิติราษฎร์ด้วยคำพูดที่ childish แทนที่จะใช้มุมมองด้านวิชาการมาหักล้าง
    “ทำให้ผมรู้ว่าตำแหน่ง “ศาสตราจารย์กิตติคุณ” น่าจะได้กันมาง่ายๆอย่างนี้นี่เอง แต่ที่สำคัญกว่านั้น ผมคิดว่านายบวรศักดิ์จนด้วยปัญญาในการโต้เถียงกับนิติราษฎร์ก็เท่านั้น”
    นายปวินยังพูดเรื่องทุนการศึกษาว่า ไม่ได้ห้ามให้คิดต่างว่าเป็นการเนรคุณ และคิดว่าหากในหลวงอานันทมหิดลยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้ พระ องค์คงปลาบปลื้มใจที่นิติราษฎร์ได้สร้างคุณประโยชน์ในการปกป้องสถาบันประชาธิปไตย “ผมว่าในหลวงอานันท์รักและต้องการ “ความถูกต้อง” และ “ความยุติธรรม” ครับ”
    นิติราษฎร์เสียเปล่า!
    ส่วนนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ถูกโยงใน “ผังล้มเจ้า” และถูกกล่าวหาความผิดตามมาตรา 112 ยืนยันว่า ควรยกเลิกมาตรา 112 มากกว่าแก้ไข ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เชื่อว่าไม่มีทางที่สภาจะผ่านร่างกฎหมายที่คณะนิติราษฎร์กำลังล่ารายชื่อในขณะนี้ ที่สำคัญจะไม่สามารถช่วย “อากง” และผู้ต้องหาคนอื่นๆได้อีกด้วย แม้แต่ข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่เสนอให้มีการนิรโทษกรรมเหตุการณ์ 6 ตุลา จะเป็นไปได้จริงก็ต้องมีเหตุการณ์ “ระดับปาฏิหาริย์” เท่านั้น แต่ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์นั้นต้อง “ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์”
    ดังนั้น ความเห็นของนายสมศักดิ์ที่ระบุว่า การรณรงค์ของคณะนิติราษฎร์จะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ในที่สุดก็จะไม่ได้อะไรเลย และเสนอว่าควรรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอ “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทั่วไป” ซึ่งก็สอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาล โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนเดินทางไปเยือนอินเดียว่า รัฐบาลจะไม่แก้ไขมาตรา 112 ทั้งยังระบุว่าไม่ควรดึงสถาบันมายุ่งเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และทุกฝ่ายควรร่วมกันปกป้อง เช่นเดียวกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็ยืนยันว่าหากใครคิดแก้มาตรา 112 จะคัดค้านเต็มที่
    อย่าดึงทหารยุ่งการเมือง
    อย่างไรก็ตาม ประเด็นมาตรา 112 ถือเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองมากกว่าการเคลื่อนไหวร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่หลายฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ แต่จะเป็น “ระเบิดเวลา” หรือไม่นั้นไม่ได้อยู่ที่คณะนิติราษฎร์และฝ่ายสนับสนุนให้แก้ไขมาตรา 112 เท่านั้น แต่อยู่ที่กลุ่มที่ต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112 ว่าจะเล่นนอกกติกาและสร้างเงื่อนไขให้เกิดความแตกแยกเหมือนก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือไม่มากกว่า อย่างที่นายสนธิประกาศชัดเจนให้ทหารล้มกระดาน
    อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ยอมรับว่า มีความพยายามจะดึงทหารลงมายุ่งกับการเมือง แต่ถ้าทหารทำหน้าที่ของตนเองก็ไม่มีใครดึงไปไหนได้ ทหารมีสายบังคับบัญชาที่ชัดเจน ใครเป็นผู้บังคับบัญชาก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่เช่นนั้นก็รบไม่ได้ จึงต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งตนก็มีผู้บังคับบัญชา
    “อย่าเอาทหารไปยุ่งเสียทุกเรื่อง หรือถือเป็นเรื่องสนุก ถ้าเอาทหารไปยุ่งทุกเรื่องก็ยุ่งทุกเรื่อง ไม่เป็นผลดีกับกองทัพ และไม่เป็นผลดีกับตัวผม”
    ส่วนการแก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์นั้น พล.อ.ประยุทธ์ให้ความเห็นกว้างๆว่า เป็นเรื่องของกระบวนการ และเจ้าหน้าที่ต้องดูว่าหากผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ เพราะปัจจุบันมีกฎหมายที่คาบเกี่ยวกับศีลธรรมอันดีของคนไทย เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งมีคณะกรรมการเฝ้าจับตาดูอยู่แล้ว
    ส่วน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ ซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถูกปล่อยข่าวว่าอาจเข้ามาเพื่อรื้อใหญ่ในกองทัพนั้น ยืนยันว่าไม่มีและไม่ต้องหวาดระแวงหรือกลัวอะไร โดยเฉพาะข่าวการย้าย พล.อ.ประยุทธ์เพื่อถอดสลักการปฏิวัติรัฐประหารนั้นไม่มีแน่นอน ซึ่งถ้าสื่อไม่พูด ไม่ถาม บรรยากาศก็จะดีขึ้น
    “ถ้าปฏิวัติเพราะเรื่องหมิ่นสถาบัน ผมว่าไม่น่าจะใช่เหตุผลนะ แต่ผมขอร้องให้เลิกพูดเรื่องปฏิวัติอีก ไม่มีใครอยากทำ ผมเป็นทหาร แม้ไม่ใช่ ทบ. แต่ก็รู้ว่าไม่มีใครอยากทำ ไม่ใช่เรื่องดี มีประ-สบการณ์มาแล้วทั้งนั้น” พล.อ.อ.สุกำพลกล่าว
    พ.ร.บ.กลาโหมไม่ชอบธรรม
    ขณะที่ความเห็นของ พล.อ.อำนวย ถิระชุณหะ สมาชิกพรรคเพื่อไทยและนายทหาร ตท.10 ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขมาตรา 112 เพราะล่อแหลมและจะทำให้เกิดความวุ่นวาย กลายเป็นเหยื่อในการปลุกระดม แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา คือคนที่เอาพระราชอำนาจไปกลั่นแกล้งทำลายผู้อื่น เพราะฉะนั้นต้องออกกฎหมายการแจ้งเท็จ ฟ้องเท็จเรื่องนี้ ถ้าไม่มีหลักฐานต้องลงโทษให้หนัก หรือจับไปขังเป็นปีเพียงกล่าวหาว่าล้มเจ้าก็ไม่มีความยุติธรรม
    แต่ที่น่าสนใจคือ พล.อ.อำนวยกลับเห็นด้วยที่จะแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เพราะเห็นว่าไม่ได้มาจากสภาของประ-ชาชน จึงไม่ชอบธรรม หากสมัยโบราณกฎหมายฉบับนี้ถือว่าไม่ครบองค์ประชุม ต้องลงโทษตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร เพราะเท่ากับไปหลอกเบื้องสูง เอาไปทูลเกล้าฯให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เพราะกองทัพกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ไม่ใช่ “กองโจร” ที่ไร้ขื่อแป ไร้กฎระเบียบ
    พล.อ.อำนวยมั่นใจว่าขณะนี้ทหารไม่กล้าปฏิวัติรัฐประหารแน่ ถ้าจะล้มรัฐบาลก็ต้องมาจากองค์กรอิสระแบบนิ่มๆ ถ้าล้มด้วยกำลัง แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ไม่แน่ใจว่าจะมีเอก-ภาพในการบังคับบัญชาหรือไม่ เพราะไม่ได้มีแค่เตรียมทหารรุ่น 12 แต่ยังมีรุ่นอื่นอีก
    “กองทัพเหมือนม้า อยู่ที่จ๊อกกี้จะพาไปทางไหน คราวที่แล้วจ๊อกกี้บอกให้กองทัพปฏิวัติก็ปฏิวัติ ลำพังม้าเองไม่กล้า อยู่ที่จ๊อกกี้” พล.อ. อำนวยกล่าว
    กลียุคและหายนะ!
    แต่การเมืองไทยไม่เคยมีอะไรแน่นอน ไม่ใช่เพราะนักการเมืองพร้อมจะเปลี่ยนพรรค เปลี่ยนอุดมการณ์ตามผลประโยชน์เท่านั้น แต่การรัฐประหารที่อ้างทุกครั้งว่าเพราะนักการเมืองทุจริตคอร์รัปชันและปกป้องสถาบันนั้น กลุ่มที่ทำรัฐประหารกลับทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งบประมาณลับมหาศาลที่ไม่เคยมีการตรวจสอบได้เลย ขณะเดียวกันยังแต่งตั้งพวกพ้องเข้ามาดูแลผลประโยชน์ต่างๆอีกด้วย
    นอกจากนี้การทำรัฐประหารส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งภายในกองทัพ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายซึ่งกระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเดิม อย่างการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณถือเป็นบทเรียนให้เห็นอย่างชัดเจน
    โดยเฉพาะการดึง “สถาบันเบื้องสูง” มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยการพยายามบิดเบือนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ว่าเป็น “ขบวนการล้มเจ้า” หรือรับจ้าง พ.ต.ท.ทักษิณ แทนที่จะใช้หลักการทางวิชาการต่อสู้กันในเวทีสาธารณะหรือตามกระบวนการในรัฐสภา แต่กลับ “ปลุกผีปฏิวัติรัฐประหาร” หากเป็นจริงก็มีแต่ทำ ให้บ้านเมืองเกิดกลียุคลุกเป็นไฟและหายนะยิ่งกว่าที่ผ่านมาแน่นอน
    ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 344 วันที่ 28 มกราคม -3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 หน้า 18 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน


    ชูวิทย์ จัดหนัก!! เปิดแถลงข่าว ทำไมตำรวจไทย ถึงไม่เคยเจอบ่อน?


    นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย เปิดแถลงข่าว “ทำไมตำรวจไทย ถึงไม่เคยเจอบ่อน และทำไมนักการเมืองถึงโง่ ยืนยัน การออกมาแฉเรื่องบ่อนการพนันนั้น เพื่อต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตระหนักถึงหน้าที่ของตนเอง ในการทำงานเพื่อชาติ โดยนายชูวิทย์ยังได้กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าในระยะเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ บ่อนเหล่านี้ก็จะเปิดตามปกติ โดยอิทธิพลของบ่อนการพนันแทรกซึมไปทุกที่ ทั้งระบบราชการ นักการเมือง และแทรกซึมไปถึงกระบวนการบางกระบวนการ
    ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาบอกว่า การที่ออกมาแฉเรื่องนี้เพราะตนต้องการดิสเครดิตรัฐบาลนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้ที่ตนออกมาเปิดเผยเรื่องบ่อนรัชดานั้น ก็มีคนต้องข้อสังเกตุว่า ตนวางแผนร่วมมือกับ ร.ต.อ.เฉลิม เพื่อโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.ตร. และตอนนี้ก็มาบอกว่าตนดิสเครดิตรัฐบาล วางแผนจะย้าย ผบ.ตร.เพรียวพันธ์ อีก
    ขณะเดียวกัน ยังขอท้า นายพร้อมพงศ์ และนักการเมืองคนอื่นๆ ให้ออกมาเปิดเผยเรื่องบ่อนคนละแห่ง แต่ก็เชื่อว่าไม่มีใครมีปัญญาและมีกึ๋นพอที่จะทำ
    นอกจากนี้ นายชูวิทย์ ยังได้นำภาพบ่อนการพนันที่กำลังจะเปิดในเร็วๆ นี้มาเปิดเผย โดยระบุว่าตั้งอยู่ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยเรื่องดังกล่าวจะเปิดเผยให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เท่านั้น เนื่องจากเชื่อว่า ทางผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จะต้องรายงานว่าไม่พบบ่อนตามที่เคยส่งข้อมูลไปให้ก่อนหน้านี้

    ที่มาข่าว Mthai News